วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

มาตรการพัฒนาคุณภาพของร่างกฎหมาย

นายปกรณ์ นิลประพันธ์
กรรมการร่างกฎหมายประจำ
(นักกฎหมายกฤษฎีกาทรงคุณวุฒิ)
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

                   กฎหมายเป็นหนึ่งในนโยบายสาธารณะสำคัญที่มีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ประสิทธิภาพของการบริหารราชการแผ่นดิน ภาระทางการเงินและการคลังของรัฐ ภาระต่อบุคคล ทั้งยังมีผลกระทบต่อการพัฒนานวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย

                   ดังนั้น การเสนอให้มีกฎหมายใดจึงควรที่จะต้องเป็นกรณีที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง ต้องมีการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายนั้นโดยละเอียดรอบคอบ รวมทั้งต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึงเสียก่อนที่จะเสนอร่างกฎหมายนั้นเข้าสู่กระบวนการออกกฎหมายต่อไป

                   การศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment: RIA) จะทำให้ทราบถึงข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ครบถ้วนและรอบด้านเกี่ยวกับร่างกฎหมายนั้น ว่าจะมีผลกระทบในทางบวกและทางลบอย่างไร ควรกำหนดกลไกของกฎหมายอย่างไรเพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างแท้จริงและเป็นระบบ ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพของร่างกฎหมาย (Quality of legislation)

                   ส่วนการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับร่างกฎหมายอย่างทั่วถึงนั้น ก็เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงที่ครบถ้วนและรอบด้านโดยสอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน (Public participation) อันเป็นแก่นของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาลอีกทางหนึ่งด้วย

                   ที่ผ่านมาบ้านเรามีการตรวจสอบความจำเป็นในการตรากฎหมายอันเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายอยู่บ้างตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๘  อย่างไรก็ดี ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานั้นการตรวจสอบความจำเป็นในการตรากฎหมายเป็นไปในเชิงรูปแบบมากกว่าเนื้อหา กล่าวคือ จะมีเอกสารแสดงการตรวจสอบความจำเป็นในการตรากฎหมายไปพร้อมกับร่างกฎหมายที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาด้วย แต่หากพิจารณาทางด้านเนื้อหา ผู้เขียนพบว่ายังไม่มีการศึกษาวิเคราะห์ในรายละเอียด แต่มีลักษณะทำนองการเติมคำลงในช่องว่างให้ครบตามรายการที่กำหนดเท่านั้น

                   ผู้เขียนขอยกตัวอย่างที่ชัดเจน เช่น การเสนอให้มีการตั้งองค์กรหรือหน่วยงาน ก็ไม่มีการวิเคราะห์ว่าการตั้งองค์กรหรือหน่วยงานนั้นสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ สร้างภาระต่องบประมาณปีละเท่าใด คุ้มค่าหรือไม่ ทั้งที่การตั้งองค์กรหรือหน่วยงานต่าง ๆ นั้นจะเป็นภาระผูกพันงบประมาณอย่างมากและยาวนาน หรือกลไกที่ใช้ในร่างกฎหมายก็ใช้ระบบควบคุมอย่างใกล้ชิดโดยรัฐผ่านการอนุมัติ อนุญาต ใบอนุญาต หรือจดทะเบียนกับแทบทุกกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่กลไกดังกล่าวไม่เหมาะสมกับกิจกรรมในระบบเศรษฐกิจแบบตลาด (Market oriented economy) ซึ่งสร้างต้นทุนและภาระให้แก่ผู้ประกอบการ ไม่สอดคล้องกับการพัฒนานวัตกรรม เป็นต้น

                  ผู้เขียนเห็นว่าการที่หน่วยงานของรัฐมิได้วิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายกันอย่างจริงจังนั้นสืบเนื่องจากการตรวจสอบความจำเป็นในการตรากฎหมายเป็นเพียงกระบวนการตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๘ อันเป็นคำสั่งภายในของฝ่ายบริหารเท่านั้น ไม่มีค่าบังคับ แม้จะมีการจัดทำคู่มือการดำเนินการดังกล่าวเผยแพร่โดยทั่วไปแล้ว แต่ภายใต้การทำงานตามระเบียบ (Rule based) ของระบบราชการที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายไม่ว่าจะกระทำละเอียดหรือไม่ ก็ไม่ได้ทำให้ผู้วิเคราะห์ได้แก้วอะไรขึ้นมา ทำละเอียดหรือไม่ละเอียดก็ได้ผลงานเท่ากัน แต่ถ้าทำไม่ละเอียดสบายกว่า จึงไม่น่าแปลกใจที่การตรวจสอบความจำเป็นในการตรากฎหมายที่ผ่านมาเป็นเพียงการทำให้ครบรูปแบบมากกว่าจะใส่ใจในเนื้อหา

                  สำหรับผู้เขียน นี่เป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้เราไม่สามารถพัฒนาคุณภาพกฎหมายไทยได้เสียที แม้เราจะมีความสามารถในการผลิตกฎหมายออกมาเป็นจำนวนมากก็ตาม

                   ผู้เขียนขอเรียนเป็นข้อมูลว่าการพัฒนาคุณภาพของกฎหมายโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายนั้นปัจจุบันเป็นแนวคิดกระแสหลักของโลก ในอาเซียนและเอเปคที่ประเทศไทยเป็นภาคีนั้นก็เน้นเรื่องกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายหรือ Good Regulatory Practices (GRP) เช่นกัน ที่ก้าวหน้ากว่าใคร ๆ ก็คือมาเลเซียที่ดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายอย่างจริงจัง จนนำไปสู่การลดกระบวนงานที่ไม่จำเป็นของทางราชการลงได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นการลดงบประมาณจำนวนมหาศาลที่เคยใช้ทุ่มเทไปในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ทั้งยังสร้างความโปร่งใสในระบบราชการด้วย จนบัดนี้ ranking ของมาเลเซียใน indexes ที่เกี่ยวกับการค้าการลงทุนหลายเรื่องแซงหน้าไทยเราไปแล้ว และผลพวงจากกระบวนการนี้นำไปสู่การพัฒนาระบบให้บริการเบ็ดเสร็จผ่านอินเตอร์เน็ตเรียบร้อยแล้วแม้จะยังไม่ครบทุกบริการก็ตาม ท่านสามารถเข้าไปดูได้ที่ www.malaysia.gov.my และขณะนี้อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว ก็กำลังพัฒนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
  
                 ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอคิดดัง ๆ ด้วยคนว่า  บัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องปรับปรุงระบบการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายกันอย่างจริงจังเสียที โดยผู้เขียนมีข้อเสนอดังนี้

                   ๑. เสนอให้ตราพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมาย เพื่อให้การวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายมีค่าบังคับ แทนที่จะเป็นเพียงระเบียบภายในฝ่ายบริหารเช่นเดิม

                  ๒. กำหนดให้การเสนอร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการนั้น หน่วยงานของรัฐซึ่งเสนอร่างกฎหมายต้องเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายไปพร้อมกันด้วย

                   ๓. ร่างกฎหมายใดไม่มีรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายเสนอมาด้วย หรือรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายใดมีเนื้อหาสาระไม่เพียงพอที่จะใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจในทางนโยบายของคณะรัฐมนตรี จะเสนอร่างกฎหมายนั้นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณามิได้

                  ๔. รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายอย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายการ ดังต่อไปนี้
·          ปัญหาอันเป็นที่มาของการเสนอร่างกฎหมายนั้นและผลกระทบของปัญหาดังกล่าวที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม การบริหารราชการแผ่นดิน การเงินการคลัง การเมืองการปกครอง สิ่งแวดล้อม หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
·          สาเหตุของปัญหา
·          มาตรการหรือวิธีการต่าง ๆ ที่อาจนำมาใช้ในการแก้ไขสาเหตุของปัญหา ทั้งมาตรการหรือวิธีการทางกฎหมาย และมาตรการหรือวิธีการอื่น ไม่ว่าจะเป็นมาตรการหรือวิธีการที่มีอยู่แล้วหรือที่จะต้องจัดให้มีขึ้นใหม่ รวมตลอดทั้งขั้นตอน ระยะเวลา และงบประมาณที่ต้องใช้ในการดำเนินการแต่ละมาตรการหรือวิธีการ
·          ต้นทุนและภาระต่องบประมาณแผ่นดิน และต้นทุนและภาระของประชาชนที่เกิดขึ้นจากแต่ละมาตรการหรือวิธีการดังกล่าวข้างต้น รวมทั้งผลผลิตและผลลัพธ์ของแต่ละมาตรการหรือวิธีการที่มีต่อเศรษฐกิจ สังคม การบริหารราชการแผ่นดิน การเงินการคลัง การเมืองการปกครอง สิ่งแวดล้อม หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
·          มาตรการหรือวิธีการที่เหมาะสมและคุ้มค่าในการแก้ไขสาเหตุของปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
·          สรุปสาระสำคัญของร่างกฎหมาย
·          ความสอดคล้องของร่างกฎหมายกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กฎหมายอื่นที่ใช้บังคับอยู่แล้ว ตลอดจนพันธกรณีที่ราชอาณาจักรไทยมีต่อรัฐต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ หรือที่หน่วยงานของรัฐมีความผูกพันกับหน่วยงานของรัฐของต่างประเทศ
·          สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นขององค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมตลอดทั้งผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับหลักการอันเป็นสาระสำคัญของร่างกฎหมาย และแนวทางป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาผลกระทบของร่างกฎหมาย
  
                 ๕. ในการคำนวณต้นทุนและภาระต่องบประมาณแผ่นดิน และต้นทุนและภาระของประชาชนนั้น ถ้าเป็นการคำนวณต้นทุนและภาระต่องบประมาณแผ่นดิน ให้หน่วยงานของรัฐซึ่งเสนอร่างกฎหมายคำนวณจากประมาณการรายจ่ายที่คาดว่าจำเป็นต้องใช้ในการบังคับการให้เป็นไปตามร่างกฎหมายนั้นอย่างมีประสิทธิภาพในแต่ละปีงบประมาณ ถ้าเป็นการคำนวณต้นทุนและภาระของประชาชน ให้หน่วยงานของรัฐซึ่งเสนอร่างกฎหมายคำนวณจากระยะเวลาและค่าใช้จ่ายที่ประชาชนผู้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแต่ละรายต้องใช้จ่ายเป็นรายกิจกรรมในแต่ละปีงบประมาณ คูณด้วยจำนวนประชาชนซึ่งคาดว่าจะเป็นผู้อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายนั้น
  
                 ๖. การรับฟังความคิดเห็น ให้นำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่มีอยู่แล้วมาใช้บังคับโดยอนุโลม เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ให้ถือว่าร่างกฎหมายเป็นโครงการของรัฐตามระเบียบดังกล่าว

                  ๗. ร่างกฎหมายใดที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการแล้ว ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเผยแพร่ข้อมูลร่างกฎหมายพร้อมทั้งรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายนั้นต่อประชาชนภายในสามวันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบ โดยอย่างน้อยต้องเผยแพร่ในระบบสารสนเทศของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

                  ๘. เพื่อให้การจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายมีคุณภาพ สมควรกำหนดเป็นตัวชี้วัดการปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐและหัวหน้าหน่วยงานของรัฐผู้เสนอกฎหมายด้วย โดยให้คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้ใช้บริการข้อมูลรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบของร่างกฎหมายเป็นผู้ประเมิน

  
                 ผู้เขียนเชื่อโดยสุจริตว่าถ้าทุกฝ่ายจริงจังกับเรื่องนี้ จะสามารถลดการเสนอกฎหมายที่รังแต่เพิ่มต้นทุนและภาระแก่งบประมาณและประชาชนได้ไม่น้อยทีเดียวเชียว.

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ข้าราชการกับการพัฒนานวัตกรรมในการทำงาน

มีผู้มาบ่นให้ผู้เขียนฟังอยู่เสมอว่าข้าราชการไทยมีความสามารถพิเศษประการหนึ่ง นั่นคือความสามารถในการทำเรื่องง่าย ๆ ให้เป็นเรื่องยาก ๆ ได้เสมอ แทนที่จะทำเรื่องยาก ๆ ให้เป็นเรื่องง่าย ๆ

ในฐานะข้าราชการคนหนึ่ง ผู้เขียนจึงลองมาทบทวนดูว่าอะไรหนอที่ทำให้ข้าราชการไทยเรามีความสามารถพิเศษอันแปลกประหลาดเช่นนี้ 

ผู้เขียนพบว่าระบบราชการไทยเรานั้นทำงานตามกฎระเบียบ (Rules base) ใครทำผิดกฎระเบียบถือว่ากระทำความผิด ส่วนจะผิดมากผิดน้อยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าทำตามกฎระเบียบแบบเป๊ะ ๆ ละก็ รับรองว่าท่านมีเงินเดือนกินจนครบเกษียณแน่นอน แม้กระทั่งระบบการประเมินผลงานก็ถูกออกแบบมารองรับการทำตามกฎระเบียบเช่นกัน ใครทำตามระเบียบจะได้รับการประเมินในระดับดีเด่นหรือดีมากอย่างแน่นอน

ในทัศนะของผู้เขียน ระบบนี้ดีในแง่ที่ว่ามันทำให้กลไกของรัฐขับเคลื่อนไปได้เรื่อย ๆ แต่ในอีกทางหนึ่งนั้น ระบบนี้ไม่กระตุ้นให้ข้าราชการพัฒนานวัตกรรมในการทำงานสักเท่าไร เพราะเพียงแค่ทำตามกฎระเบียบซึ่งเป็นอะไรที่ทำได้ง่าย ๆ ก็ได้คะแนนเต็มแล้ว จะขวนขวายคิดอะไรไปให้เหนื่อยยาก เพราะคิดมากไปก็ไม่ทำให้ได้อะไรมากไปกว่าที่เป็นอยู่ เผลอ ๆ จะโดนเพื่อนร่วมงานรุมสกรัมเสียอีกว่าไปคิดหางานใหม่ ๆ ขึ้นมาให้พวกพ้องเหนื่อยยากทำไมกัน ของเดิม ๆ มันก็ดีอยู่แล้ว ข้าราชการส่วนมากจึงเรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะมากขึ้นตามอายุราชการ และนั่นอาจเป็นที่มาของเสียงบ่นที่เข้าหูผู้เขียนอยู่บ่อย ๆ

ผู้เขียนเห็นว่าแม้ปัจจุบันข้าราชการจะไม่ได้มีบทบาทเป็นหัวหอกในการพัฒนาประเทศเหมือนอย่างในอดีต แต่เราเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในเรื่องต่าง ๆ ให้แก่ภาคเอกชนและประชาสังคมที่เขาทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศ ถ้าข้าราชการสามารถพัฒนานวัตกรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตนในการให้บริการแก่ประชาชนหรือการจัดทำบริการสาธารณะแล้ว ข้าราชการอย่างเรา ๆ ก็สามารถที่จะแปรสภาพจากฟันเฟืองตัวหนึ่งเป็นบูสเตอร์ของระบบได้ และจะทำให้ประเทศเราก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นทัดเทียมกับเพื่อนบ้านที่เขาไปกันลิ่ว ๆ แล้ว

ผู้เขียนคิดว่าถ้าเราเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานและการประเมินผลงานเสียใหม่ ก็น่าจะทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมในภาคราชการได้และจะส่งผลดีกับประเทศโดยรวม เช่น อาจต้องเพิ่มการประเมินเรื่องการพัฒนานวัตกรรมในการทำงานเข้าไปด้วย ใครทำตามกฎระเบียบเฉย ๆ อาจได้คะแนนเพียง 2 (จากคะแนนเต็ม 5) คือทำตามกฎระเบียบเป๊ะได้ 2 คะแนน แต่ถ้ามีบกพร่องบ้างรับไป 1 แต่ถ้าใครคิดอะไรใหม่ ๆ ได้ในการให้บริการแก่ประชาชนหรือการจัดทำบริการสาธารณะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ เช่น สามารถลดระยะเวลาหรือลดต้นทุนให้แก่ผู้รับบริการหรือประชาชนได้ หรือลดต้นทุนในการปฏิบัติราชการได้ จะได้คะแนน 3 หรือ 4 หรือ 5 แล้วแต่ความสำคัญของนวัตกรรมนั้น และได้รับค่าตอบแทนพิเศษเพิ่มขึ้น top up จากเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่ง เป็นต้น 

ในแง่การประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐก็เช่นกัน ทุกแห่งต้องมีการพัฒนานวัตกรรมในการทำงานทุกปี ไม่ใช่กี่ปีก็เหมือนเดิม ถ้าเหมือนเดิมหรือคล้าย ๆ เดิมทุกปี ไม่ต้องเสียเวลาประเมินก็ได้ เพราะไม่มีอะไรดีขึ้นแต่ต้องเสียเวลาเสียงบประมาณทำเอกสารต่าง ๆ มากมาย และผู้เขียนเห็นว่าการประเมินนวัตกรรมของหน่วยงานของรัฐนั้น ควรให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณก่อน เช่น ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงาน เป็นต้นว่าการลดระยะเวลาในการปฏิบัติงานในทุกขั้นตอนที่ต้องเร็วขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ทุกปี หรือไม่ก็ลดขั้นตอนการทำงานลงได้อย่างมาก มิฉะนั้นหลายหน่วยงานคงนำเงินงบประมาณไปใช้ในการซื้ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กันตะพึดไป

ถ้าหน่วยงานไหนไม่มีการพัฒนานวัตกรรมเลย ก็แสดงให้เห็นว่าหน่วยงานนั้นไม่มึความสามารถในการปรับตัวให้ทันกับบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน เรื่องที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของหน่วยงานนั้นก็จะไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและจะเกิดปัญหาอย่างที่ปรากฏอยู่ในหลาย ๆ กรณีในปัจจุบัน

สังคายนาเรื่องนี้กันอย่างจริงจังเสียทีเถิดครับ ขอเร่งด่วนก่อนเรื่องการตั้งบ่อนหรือสวนสนุกก็แล้วกัน

เราช้ากว่าเพื่อนบ้านมานานมากแล้วนะครับ.

ปกรณ์ นิลประพันธ์

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Thailand's Licensing Facilitation Act by Pakorn Nilprapunt

Executive Dinner Talk
European Association for Business and Commerce
Ease of Doing Business and Transparency Upgrade:
Thailand’s Facilitation Act
9th June 2015
by
Mr. Pakorn Nilprapunt
Full-time Law Councilor
Office of the Council of State

**************

His Excellency Professor Dr. Visnu Krue-Ngam,
His Excellency Ambassadors,
President of the European Association for Business and Commerce,
Members of the European Association for Business and Commerce,
Distinguished guesses,
Ladies and Gentlemen,

[1]                   First of all, I would like to present my special thanks to the European Association for Business and Commerce (EABC) and all EABC staffs for the industrious and very impressive effort to organize this dinner talk this evening.   I would also like to thank His Excellency Professor Dr. Visnu Krue-Ngam who allows me to introduce to all of you on his behalf the works of the Royal Thai Government on the ease of doing business in Thailand; particularly to the Licensing Facilitation Act and our steps forwards.   I shall do my best to make it clears within a very short but invaluable period.

[2]                   His Excellency, Ladies and Gentlemen, the Royal Thai Government profoundly aware that free and fair competition, market openness and ease of doing business will lead our country to sustainable and inclusive growth.  As a member of WTO, APEC and ASEAN, Thailand upholds the principles of non-discrimination, free and fair competition and market openness. The past governments spent their best efforts to be in line with those principles and to create fundamental structure and attractive environment for business.  Nevertheless, the unease of doing business in Thailand and corruption are outcry by both local and foreign businessmen through the past years.  The question is why?  Why Thailand is unable to come across this hurdle?

[3]                   When the current government as led by the Prime Minister General Prayut Chan-o-cha took office last year, the top priority agendas that the government pays serious attention to; other than national peace keeping, constitution drafting, reconciliation and counter corruption, is an increasing of Thailand National Competitiveness. 

[4]                   To lift up the national competitiveness of the country, the government starts directly with the problem on the ease of doing business which has been complained by investors for very long time.  The objective of the government is to override this problem within the Road Map of the government as declared to the public.  The government has also realised that this problem comes along with the problem on transparency of laws and regulations as well as law enforcement of government officials which will finally lead to another big issue; that is to say, corruption. 

[5]                   If no precise and immediate actions have been taken against these problems, Thailand may no longer be an attractive place for investors anymore and we shall gain nothing from trade liberalisation.

[6]                   The government then entrusted the Law Reform Commission of the Office of the Council of State as you may know well in Thai as “Krisdika” to do research on this matter and propose the best solution against those problems to the Council of Ministers for further action. 

[7]                   The Law Reform Commission, as I will call this Commission hereinafter shortly as the LRC which is now chaired by His Excellency Meechai Ruchuphan, the former Speaker of the National Assembly, found that under the principle of the Rule of Law, the backbone of State’s administration is laws and regulations.  The LRC set up hypothesis that perhaps legal mechanism of the existing laws and regulations themselves are the fundamental grounds of the problems on the ease of doing business and transparency in Thailand.

[8]                   The empirical evidence which supports the presumption of the LRC on impact of laws and regulations on the ease of doing business and transparency are Global Competitiveness Report of the World Economic Forum and IMD’s World Competitiveness Yearbook.  According to those reports, it appeared to the LRC that while other indicators were getting better, the indicators on burden of government regulations and on transparency and corruption are at the middle-low ranking for many consecutive years.  These scientific evidences convinced the LRC to believe strongly that laws and regulations are hurdles for the ease of doing business and transparency in our country.

[9]                   The LRC then started the tough research.  It studied more than 650 Acts of Parliament which is still in force today and also the bills which had been submitted to the current Cabinet one by one.  The result of this study was interesting!  About 90 percent of Thai legislations, even the bills proposed at the time being, based on the close government control system.  That means almost all activities of the people, especially businesses activities are subjected to licensing!!

[10]                 In the LRC view, the close government control system was fashionable style of laws and regulations during the 50s to the 70s.  This system was used generally around the globe while an international trade was in the protectionism era.    But, the world legal concept had passed this post and went to deregulation in the 80s, to better regulations in 2000s and is at better regulations for better lives nowadays. 

[11]                 The LRC found that the close control of government through licensing is not friendly with trade liberalization environment of the world today.  Under this system, the power to grant permission or license has been delegated by the Legislatives through the Act of Parliament to the authority, and the authority has a very broad discretionary power in granting of permission or license.  Just a few legislations imposed the extent to which the discretional power of the authority should be exercised.  In this situation, the granting of each license depends on merit and ethic of the authority solely.  Therefore, discretion of different authorities is varieties and produces unpredictable outcome. 

[12]                 Moreover, the Legislators has also delegated the authority the powers to lay down subordinate legislations determining rules, procedure and conditions for the granting of each license as he thinks appropriate.  When dig down deep into substance of each subordinate legislation however, it appears to the LRC that almost all subordinate legislations were made to ease the performance of their powers and duties rather than public facilitation.  The LRC found that the cost-benefit and cost-effectiveness relationship as well as public consultation has never been taken into consideration for the issuance of the subordinate legislations.

[13]                 One of an inconvenience truth is that both Acts of Parliament and their subordinate legislations have a little bit change once they have been enacted!  This matter relates to the attitude of the officials that they fear of change.  As a result, the provisions of Thai laws and regulations seem to be static rather than dynamic as they should be.  This is critical situation because it could be presumed that most of Thai laws and regulations may not be responsive to the current situation of the world.  If the trust in Thai legal system has declined, investment in Thailand may be diminished little by little.      

[14]                 Another disappointed finding is that almost all authorities do their works without collaboration with the other, even within the same agency.  Working with others in concert manner is something strange in Thailand’s bureaucracy.  So, the people as well as investors have to do hard work with their own cost; which is high and may not be estimated, if they want to run their activities or businesses legally!  They have to find out by themselves which authority is responsible for the activity or business they want to do, where such authority is located and what are documents to be used for the application for license or permission?   Further, the work flow and duration for the granting of license of each authority is not opened to public.  The people and investors therefore do not know when the license is to be granted or even rejected, how long do they have to wait for?  This situation is not comply with the nature of doing business and the principle of transparency.  It causes unnecessary administrative burden as well as unnecessary compliance and administrative costs to the people and investors and being stairways to corruption and bribery of the corrupted officials.

[15]                 For foreign investors, the problem is more critical than the problem faced by local investor, without regard to their nationalities.  As you may know well, only a few Thai legislations have been translated into other languages.  So, in the view of the investors who never make investment in Thailand before, this situation is similar to running in the land mine field.  Risks are all around!  The LRC is therefore of opinion that this problem is significant barrier to market openness.  If Thailand wants to turn on the light of transparency; especially for foreign investors, and to open the door to welcome foreign investors, all legislations and regulations have to be translated into other languages; especially English which is the official language of ASEAN.  According to the EISENHOWER MATRIX, this problem is important, but not urgent because it should take some period of time to produce such translation.  The LRC decide to prioritize this problem to the second tier.

[16]                 From the aforesaid study, it appeared to the LRC that the close government control is not fit for all activities or businesses, but for the restricted activities or businesses which relates to national security, public order, public health and sanitary or good moral.  However, it is not possible to amend the legislation with close government control system one by one because it should take years.  If so, what should be done to reach the target on the ease of doing business as soon as possible as required by the government?

[17]                 The LRC then turned back to analyze the research once again.  This time the LRC found one weak point of Thai licensing problem.  As I have said earlier, the granting of license under Thai laws base on discretion of each authority.  There was no standard procedure for the granting of license.  So, in order to attack this problem directly, the LRC proposed that:
                        First, the standard procedure for the granting of license shall be set up by the Act of Parliament in which all government agencies have to comply with as an umbrella for all licensing;
                        Second, such standard procedure must require all authorities  having powers and duties in granting any kind of license to disclose to the public by any means, especially on electronic basis, the rules, procedure, conditions, costs and period of time for the applying and granting of license as well as all documents and evidences which shall be submitted altogether with the application for license;
                        Thirdly, the manual for each licensing composing of the details as I have said in the second proposal shall be published and the public shall enjoy the right to access to such manual easily without charge.  But if the individual asks for a printed version of such manual, such person shall have to pay for that at a reasonable cost.  The common objective of the second and the third proposal are to strengthen transparency in licensing process;
                        Fourth, if any official fails to comply with the standard rule and the manual, he must be subjected to disciplinary penalty and may also be subjected to criminal penalty in some cases.  This sanction should be imposed as a security of the ease of licensing;
                        Lastly, each authority shall review the law that empowers him to grant license as to whether such licensing should be improved, repealed or replaced by any other measure every five years with close stakeholders’ consultation.  If it is necessary, the authority may conduct the review prior to the completion of such period.  This measure is proposed to make laws and regulations become dynamic tool.

[18]                 The LRC also proposed that each government agency shall, in rendering licensing facilitation to the public, establish its Service Link Center to accept all applications for licenses, and to provide license-related information as prescribed by the laws related to licensing, under its responsibilities to the public in accordance with the guideline laid down by the Public Sector Development Commission.  Additionally, the One Stop Service Center shall also be established as the center for receiving all applications under the laws related to licensing.

[19]                 The LRC therefore drafted the Licensing Facilitation bill upon the five principles as aforesaid and submitted to the Council of Ministers for approval. It should be noticed that this bill was one of the first six bills that the government submitted to the National Legislative Assembly once this Assembly had been established.  This shows how much the current government care about the ease of doing business and transparency problems.  The bill had been approved by the National Legislative Assembly and published in the Government Gazette on the 22nd January 2015.  This Act shall come into force at the expiration of 180 days as from the date of its publication in the Government Gazette or on the 21st July 2015. 

[20]                 Since the National Legislative Assembly passed this Act, the Office of the Public Sector Development Commission (OPDC) and Krisdika which is a secretariat unit of the LRC have set up the joint task force to provide education of this Act to both public and private sectors throughout the country.  Further, the preparation procedure as proposed by the two organizations had been approved by the Council of Ministers.  According to the work plan, OPDC shall, within the first 60 days, have to prepare an instruction for the making of manual to all government agencies.  During the next 60 days, the authorities having powers and duties in granting of license shall make a draft manual and send back to OPDC for examination.  The last 60 days shall be the period for publication of manuals.  OPDC expects that this plan shall be implemented as smooth as silk.  For further information on the progress of the work plan, you may have this from OPDC directly.          

[21]                 Due to time limit, I shall go directly to the key substance of the Act.  Under section 7, if the license to do any act is required by law, the authority shall prepare the licensing manual which at least composes of the rules, procedure and conditions (if any) for the submission of the application, work flow and period of time for the granting of license as well as the list of documents or evidences to be attached with the application, and the submission of the application may be made via electronic method in place of submission by hands if so specified in the manual.  All authorities are required to finish and publish their licensing manuals by 21st July 2015.

[22]                 The licensing manual shall be exposed at the place for submission of application and shall be disseminated in the website of each government agency.  If the individual requests for a printed version of such manual, he has to pay for that at a reasonable price as specified therein.

[23]                 In order to ensure that the manual is made appropriately, the Public Sector Development Commission (PDC) shall have the duty under this Act to inspect so to whether the work-flow and period of time for the granting of license as published in the manual comply with the rules and procedure for good public governance or not.  If it is of opinion that such work flow or period of time may cause unnecessary delay, unnecessary cost or unnecessary burned, the PDC shall have the duty to submit the proposal for change to the Council of Ministers.

[24]                 Further, each government agency shall establish its Service Link Center or SLC to accept all applications for licenses, and to provide license-related information as prescribed by the laws related to licensing, under its responsibilities to the public in accordance with the guideline as laid down by the PDC.

[25]                 Another substantial matter of this Act appears in section 8.  The Act places the duty to the government official at the front desk to examine the completeness of the application and its attached documents or evidences.  If the submitted application has any defect or the attached documents or evidences do not fulfill the requirements, he shall suggest the applicant to fix it or fill it up at once.  In the case where the defect or the requirements could be fixed or fulfilled instantly, he shall notify the applicant to do so forthwith.  If the fixing of defect or the fulfilment of the requirement could not be done at that moment, the government official shall make a record of such defect or the requirements to be fulfilled as well as the period of time in which those have to be fixed or fulfilled.  In this regards, the government official and the applicant shall sign their names on that record, and the government official shall deliver a copy of that record to the applicant as evidence.  This evidence is very important for the applicant if he want to bring the case against the official.

[26]                 If the application and the attached documents or evidences submitted by the applicant is complete as specified in the licensing manual for the public, or the application has been fixed or the documents or evidences has been fulfilled as suggested by the government official or as appeared in the aforesaid record, the government official shall not be able to call for any other documents or evidences and shall not refuse the application on the ground of defect of the application or of insufficient documents or evidences, except where such ground arising from the negligence or dishonest in the performance of duties of the government official and the granting of license is unable to be made.  In this case, the authority may have an order as he think fits, but he shall bring disciplinary action or bring a charge against all relevant government officials without delay.

[27]                 In the case where the applicant fails to comply with the suggestion of the government official or the record made under section 8 as mentioned above, section 9 provides that the government official shall return the application to the applicant and shall clarify in writing the ground of such return altogether.  In this case, the applicant has two choices.  Firstly, he may appeal against the return of the application in accordance with the law on administrative procedure.  Alternatively, he may submit the new application.

[28]                 After receiving the application, the authority is required by section 10 to finish his consideration within the period as specified by the licensing manual and shall then notify the result thereof to the applicant within seven days as from the date he finishes the consideration.  If the authority is unable to finish his consideration, he shall clarify in writing the ground of delay to the applicant every seven days until finish.  In this case, he shall submit a copy of such written clarification to the PDC every times.  If the PDC is of opinion that such delay is caused by unreasonable ground or by inefficiency of the authority or the related government agency, the PDC shall report to the Council of Ministers together with the recommendations to strengthen the efficiency of such agency.  If the authority fails to make a clarification as I have said, it shall be deemed that such authority commits or omits the commission of an act which causes damages to other persons and he shall be liable to such damage; provided that, the failure to do so caused by force majeure.

[29]                 Another notable point of this Act is section 13.  This section places the duty to the authority to impose the rules and guidelines for monitoring business or activity of the licensee as to whether it complies with laws related to licensing, and the authority shall have the duty to conduct examination in compliance with those monitoring rules and guidelines.  If it appears to the government official himself or upon any complaint that any activity or business of the licensee causes nuisance or damage to another, there shall be the duty of the government official to conduct investigation and to shall have to take any appropriate action under his powers and duties to stop such nuisance or damage at once.  Failure to do so is deemed to be the omission of official duties as prescribed by laws.

[30]                 Further, section 14 empowers the Council of Ministers to propose the Royal Decree to establish the One Stop Service Center or OSSC to be the center for receiving all applications under the laws related to licensing.  Once the OSSC has been established, if the laws related to licensing or rules issued under those laws prescribe that the application, documents, evidences or fees shall be submitted at any place, if they are submitted to the OSSC, it shall be deemed that that application, documents, evidences or fees is submitted legally under those laws or rules.

[31]                 At this moment, the OPDC in cooperation with the Electronic Government Agency (Public Organization) is studying for the best solution and appropriate electronic platform for the establishment of OSSC.  I would say that the NSW Business Licensing Information Service or BLIS of the New South Wales Government of Australia and Service Canada are our role models for development of our OSSC.

[32]                 Additionally, every five years as from the date the Licensing Facilitation Act comes into force or as from 21st July 2015, each authority is required by section 6 to conduct review the law that empowers him to grant license as to whether such licensing should be repealed or replaced by any other measure.  If it is necessary, the authority may conduct the review prior to the completion of such period.  When finish, the authority shall submit the report of the review to the Council of Ministers for consideration.  In this regards, the Council of Ministers shall have to take recommendation of the LRC into its consideration as well.

[33]                 However, please note that the Licensing Facilitation Act of 2015 shall not apply to the followings:
                        (1)   the National Assembly and the Council of Ministers;
                        (2)   the Court’s rules, procedure and judgment and the performance of duty of the official in accordance with civil procedure and the execution of, and deposit in lieu of the performance in, any civil case;
                        (3)   the execution under the criminal procedure;
                        (4)   the licensing under the law on natural resources and environment;
                        (5)   the licensing related to military strategic operation, including the law related to arms control and private armory;
                        (6)   any activity or agency which shall be prescribed by the Royal Decree.

[34]                 Despite there are some activities or acts which have been exempted from the compliance with this as above mentioned, the Council of State has just given recommendation to the Council of Ministers that the measure under this law should be applied to the greatest extent because it enhances transparency in public governance and easing business of both local and foreign investors.  If the Council of Ministers agrees with the said recommendation, just a few matters shall be exempted from this Act.

[35]                 For more details of the Licensing Facilitation Act, you can download the English translation of the Act for the English page of the OPDC website at www.opdc.go.th and the blog lawdrafter.blogspot.com which is my own blog.

[36]                 Apart from the Licensing Facilitation Act as mentioned above, the LRC has proposed the Sunset Law to the Council of Ministers for approval.  This Royal Decree requires each Minister having charge and control of each Act of Parliament to conduct review all laws and regulations under his responsibility every five years.  This is the ex post evaluation of legislations so as to make all laws and regulations to be compliance with the dynamic world.  The review shall be conducted with close consultation with stakeholders and the report of such review shall be disclosed to public and shall also be tabled to both the Council of Ministers and the both Houses for consideration in accordance with public participation and open government doctrine.  A Minister who fails to comply with the duties under Sunset Law shall be regarded as willful omission of the performance of his official duty and shall be the ground for recall from office under the organic law on Counter Corruption Commission and shall also be the ground for criminal liability under section 157 of the Penal Code.  Moreover, the Sunset Law requires all government agencies to take and publish an English translation of all laws and regulations under their responsibilities to create investors’ friendly environment and transparency.

[37]                 In addition to the enactment of the Licensing Facilitation Act and the Sunset Law as I have mentioned, the present Government is going to improve the Regulatory Impact Analysis or RIA to comply with the Good Regulatory Practice or GRP of ASEAN and APEC and to strengthen capacity of officials in doing RIA so as to improve quality of legislation, to ease of doing business and to make business-friendly environment in Thailand.
  
[38]                 The LRC fully wish that if the Licensing Facilitation Act, the Sunset Law and the RIA have been implemented in full force with strong support and collaboration of both public and private sectors, the national competitiveness of Thailand shall be better than the present position.  The LRC is going to use the ranking of Thailand on 3 pillars; that are, the ease of doing business, burden of government regulations and corruption in both WEF and IMD indexes as the key performance indicators for the achievement of the 3 measures as I have mentioned.  We expect that in 2016, the related ranking should be lifted up at least 2 levels from the existing stance and 4 levels in 2017.

[39]                 His Excellency, Ladies and Gentlemen, this is the summary of the Licensing Facilitation Act, what the existing Royal Thai Government has done for the past 6 months and what are we are going to do.  I fully wish that the information I’ve just presented may be beneficial for you.  I would like to thank you once again for your concentration.  Lastly, please accept my deeply apology that I am unable to finish my speaking on time.  Thank you.


************


วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

ความโปร่งใสในราคาประหยัด

                                                                                        ปกรณ์ นิลประพันธ์


                   เป็นที่ยอมรับกันว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ทั้งยังเป็นที่ยอมรับกันด้วยว่าอำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของปวงชน  ดังนั้น ผู้เขียนจึงเชื่อโดยสุจริตว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นประชาชน "เป็นใหญ่อยู่แล้ว" โดยตัวของระบบเอง 

                   เมื่อประชาชนเป็นใหญ่ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องยึดประชาชนเป็น "ศูนย์กลาง" เสมอ หรือที่เรียกกันโก้ ๆ เพื่อให้ได้ฟีลลิ่งแบบฝรั่งว่า People centre นั่นแหละ

                  อย่างไรก็ดี ประชาชนนั้นมีจำนวนมากและมีความหลากหลาย การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางเขาจึงถือหลักเสียงข้างมากของประชาชนเป็นเกณฑ์ว่าจะเดินไปในทิศทางใด แต่โดยที่ประชาชนล้วนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การดำเนินการตามเสียงข้างมากจึงต้องคำนึงถึงความต้องการหรือความเห็นของเสียงข้างน้อยด้วย ลักษณะเช่นนี้เองที่ทำให้ "การมีส่วนร่วมของประชาชน" เป็น "แก่น" ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  เพราะการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกระบวนการที่จะทำให้ผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติและผู้ใช้อำนาจบริหารทราบว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนเขาต้องการอะไร  ดังนั้น ประชาธิปไตยจึงเป็นการปกครองที่ประชาชนต้องมีส่วนร่วมเสมอ การที่นักวิชาการบางท่านแบ่งประชาธิปไตยออกเป็นแบบมีส่วนร่วมกับแบบไม่มีส่วนร่วมนั้น ผู้เขียนจึงไม่เห็นพ้องด้วย 

                 อนึ่ง การที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสมอเป็นพื้นฐานทึ่ทำให้เกิดหลักคิดสำคัญต่อไปว่าการปกครองในระบบนี้ต้องวางอยู่บนพื้นฐานของ "เหตุผล" ที่มีการถกแถลงของประชาชนว่าฝ่ายใดมีเหตุผลดีกว่ากัน และต่างฝ่ายต่างต้องยอมรับในเหตุผลของฝ่ายอื่นด้วยบนพื้นฐานที่ว่าทุกคนในสังคมมีความเป็นมนุษย์โดยเท่าเทียมกัน แต่ทั้งนี้ เหตุผลที่ว่านี้ต้องไม่เป็นกระทบกระเทือนต่อความเป็นอยู่ของรัฐ ตลอดจนความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนด้วย

                 เมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวระบอบประชาธิปไตยเองจึงเรียกร้องให้ประชาชนต้องเป็นผู้มี "วุฒิภาวะ" หากประชาชนไร้ซึ่งวุฒิภาวะ ระบอบประชาธิปไตยจะไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้เลย และจะทำลายตัวเองในที่สุด ดังจะเห็นได้ในหลายประเทศที่ประชาชนซึ่งขาดวุฒิภาวะและไร้เหตุผลลุกฮือขึ้นเรียกร้องสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยโดยไม่ทราบว่าประชาธิปไตยคืออะไร มีการใช้กำลังเข้าเข่นฆ่าล่าสังหารกันอย่างน่าสมเพช

                สำหรับประเทศไทย ผู้เขียนมีความเห็นโดยส่วนตัวว่าเรายอมรับว่าประชาชนเป็นใหญ่อยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากบทบัญัติของรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่บัญญัติสืบต่อกันมาโดยตลอดว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่สิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่ายังขาดหายไปคือการมีส่วนร่วมของประชาชน ประเด็นของผู้เขียนคือ เราไม่จำเป็นต้องทำให้ประชาชนเป็นใหญ่อีก เพราะใหญ่กว่านี้ไม่มีอีกแล้ว แต่ที่ยังขาดอยู่คือจะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศอย่างแท้จริงได้อย่างไร??

                หลายปีมาแล้วที่เราเห็นว่าจำเป็นต้องสร้างองค์กรที่เป็นของภาคประชาชนขึ้นเพื่อประกันว่าประชาชนจะได้มีพื้นที่ในการตรวจสอบ ติดตาม เร่งรัดการใช้อำนาจขององค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย

                ในทัศนะของผู้เขียน การกำหนดให้มีองค์กรตรวจสอบภาคประชาชนเช่นว่านี้เป็นเพียง "ทางเลือกหนึ่ง" ที่จะทำให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ติดตาม เร่งรัดการใช้อำนาจขององค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทางเลือกนี้ได้ก่อให้เกิด "คำถาม" ตามมามากมายว่าองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเหล่านี้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่มุ่งหมายไว้หรือไม่? เราได้ "คนดี" มาทำหน้าที่นี้แทนประชาชนจริงหรือไม่? เพราะคนดีนี่มันแล้วแต่ว่าคนดีของใคร (ซึ่งในทางตำราเรียกให้ยากว่าเป็นเรื่องอัตวิสัย) ต้นทุนที่ใช้ในการจัดตั้งและบริหารจัดการองค์กรเหล่านี้คุ้มค่ากับผลผลิตและผลลัพธ์ที่ได้หรือไม่? ใครจะเป็นผู้กำกับ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานขององค์กรเหล่านี้?  หากองค์กรเหล่านี้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ตามที่คาดหมายไว้ หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยบิดเบือน จะจัดการองค์กรเหล่านี้อย่างไร?

                ผู้เขียนจึงขอเสนอ "ทางเลือก" ที่จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจอธิปไตยโดยไม่ต้องลงทุนสร้างองค์กรมหัศจรรย์ใด ๆ ขึ้นใหม่ต่อท่านผู้อ่าน โดยผู้เขียนเห็นว่า หากเราต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดิน สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะได้แก่การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ "เข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ" ที่เป็นพื้นฐานและหลักฐานในการบริหารราชการแผ่นดินและการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินให้มากที่สุดและสะดวกทึ่สุด โดยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ใช้เงินแผ่นดินต้องเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินต่อสาธารณะ ถ้าไม่ทำ ให้มีความผิดทางวินัย แพ่ง และอาญาด้วย

               ประเทศเสรีประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้วเขาใช้วิธีการนี้อย่างแพร่หลาย แต่เขาเรียกหลักการนี้ว่า Open government doctrine แม้กระทั่งสหภาพโซเวียตในอดีตก็นำหลักการนี้ไปใช้ ท่านผู้อ่านที่เกิดทันปี 1985 คงเคยได้ยินนโยบาย "กลาสนอสท์" ของอดีตประธานาธิบดีกอร์บาชอฟ

               ผู้เขียนเห็นว่าหากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ได้ง่ายและสะดวก การมีส่วนร่วมในการเสนอแนะ การตรวจสอบติดตาม และการประเมินผลการบริหารราชการแผ่นดินของประชาชนก็จะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ไม่ต้องตั้งหน่วยงานอะไรขึ้นมาอีกให้สิ้นเปลือง และไม่ต้องคิดระบบกำกับองค์กรใหม่ ๆ ให้วุ่นวายสมอง ทั้งนี้ ผู้เขียนเห็นว่าข้อเสนอนี้จะทำให้การบริหารราชการแผ่นดินมีความโปร่งใสในราคาประหยัด (Transparency at low cost) และไม่ซับซ้อน ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้

              ที่สำคัญร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขาก็บรรจุหลักการนี้ไว้ด้วยแล้วในมาตราร้อยต้น ๆ แต่ไม่เห็นมีใครสนใจจะอภิปรายกันเลยทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องของ "หลักการสำคัญ" ที่จะสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน การป้องกันมิให้เกิดการทุจริตคอรัปชั่น และการลดความเหลื่อมล้ำอันเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย! 

             แปลกดีไหมขอรับ???

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

แก่นรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส

เฉพาะประเด็นการเลือกตั้งและสถาบันทางการเมือง การถ่วงดุลอำนาจและองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การมีส่วนร่วมของประชาชนและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และการจัดทำประชามติ
นายจุมพล  ศรีจงศิริกุล[1]
นายวรพล ชินเพชร[2]
นางสาวอนัญ  ยศสุนทร[3]
นางสาวกฤตติกา  ยุวนะเตมีย์[4] 


การเลือกตั้ง / สถาบันทางการเมือง


(๑) ระบบการเลือกตั้ง

บทบัญญัติมาตรา ๓ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส ค.ศ. ๑๙๕๘ กำหนดให้การลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนของปวงชน จะจัดให้มีการลงคะแนนเสียงโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ได้  ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ โดยมาตรา ๓ วรรคสี่ กำหนดให้การลงคะแนนจะต้องเป็นการทั่วไป (universel) เป็นกลาง (égal) และลับ (secret)  สำหรับเงื่อนไขเกี่ยวกับประชาชนผู้มีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นไปตามที่กำหนดในรัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
ปัจจุบันในประเทศฝรั่งเศส การเลือกตั้งประธานาธิบดี (Le Président de la République) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (Les députés) ผู้แทนฝรั่งเศสประจำรัฐสภายุโรป (Les représentants de la France au Parlement européen) และผู้แทนท้องถิ่น (Les élus locaux) จะเป็นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ซึ่งรวมถึงการออกเสียงประชามติ (Le référendum) ขณะที่การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (Les sénateurs) จะเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม
ในอดีต หลังการปฏิวัติฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. ๑๗๘๙ การเลือกตั้งในสมัยนั้นยังไม่มีลักษณะเป็นการเลือกตั้งทั่วไป กล่าวคือ เฉพาะบุคคลที่มีอายุและจ่ายภาษีตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้นที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง จนกระทั่งรัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๗๙๓ ได้กำหนดให้พลเมืองชายทุกคนที่อายุถึงเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด(โดยไม่มีเงื่อนไขในเรื่องการจ่ายภาษี)มีสิทธิเลือกตั้ง  อย่างไรก็ดี ได้เกิดวิกฤติทางการเมืองในขณะนั้นทำให้ไม่มีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญดังกล่าว  นอกจากนี้ การเลือกตั้งในสมัยนั้นเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อมยังมิใช่การเลือกตั้งโดยตรงดังเช่นในปัจจุบัน  ต่อมา สิทธิเลือกตั้งเป็นการทั่วไปได้รับการรับรองอีกครั้งในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๘๔๘ (สาธารณรัฐที่ ๒) และคงใช้บังคับหลักการดังกล่าวต่อเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

(๒) นายกรัฐมนตรี
คำว่า นายกรัฐมนตรี (Premier ministre) เป็นคำที่ใช้ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๙๕๘ โดยในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ จะใช้คำอื่น เช่น ในรัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๙๔๖ ใช้คำว่า ประธานคณะรัฐมนตรี (Président du Conseil des ministres) ซึ่งเป็นคำที่ใช้ครั้งแรกในปี ค.ศ. ๑๘๑๕ หรือคำว่า หัวหน้ารัฐบาล (Chef du gouvernement)  ทั้งนี้ รูปแบบการปกครองของฝรั่งเศสตามรัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๙๕๘ เป็นระบบกึ่งประธานาธิบดีกึ่งรัฐสภา ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของประเทศฝรั่งเศส กล่าวคือ ประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจทางบริหารร่วมกันในการบริหารประเทศ
มาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๙๕๘ บัญญัติให้ ประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี รวมถึงให้ความเห็นชอบในการลาออกของนายกรัฐมนตรี โดยไม่ได้มีการกำหนดในเรื่องคุณสมบัติหรือเงื่อนไขไว้  ดังนั้น ประธานาธิบดีจึงมีอิสระในการแต่งตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากบุคคลใดก็ได้ โดยไม่จำกัดเฉพาะผู้ที่เป็นสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น และอาจแต่งตั้งผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดก็ได้[5] เพียงแต่ในการเสนอแต่งตั้งผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา  ทั้งนี้ เนื่องจากในขณะยกร่างรัฐธรรมนูญมีแนวคิดว่า รัฐบาลมีหน้าที่ในการดูแลประโยชน์สาธารณะโดยรวม ขณะที่ผู้ได้รับเลือกตั้งย่อมคำนึงถึงประโยชน์ต่อพรรคการเมืองและประชาชนที่เลือกตนเข้ามารวมถึงพื้นที่ซึ่งตนเป็นผู้แทนเป็นหลัก อันเป็นหลักการที่แตกต่างตรงข้ามกัน และนำมาสู่แนวคิดที่ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลในขณะเดียวกันไม่ได้
๒.๑ อำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี
- นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล และเป็นผู้กำกับดูแลและประสานรัฐมนตรีในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและการบังคับใช้กฎหมาย (มาตรา ๒๑ ของรัฐธรรมนูญฯ)
- นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอความเห็นต่อประธานาธิบดีในการแต่งตั้งรัฐมนตรีและการให้รัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง (มาตรา ๘ ของรัฐธรรมนูญฯ) เสนอยุบสภา (มาตรา ๑๒ ของรัฐธรรมนูญฯ) และเสนอให้มีการประชุมสภาสมัยวิสามัญ (มาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญฯ)
- นายกรัฐมนตรีอาจร้องขอต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของข้อตกลงระหว่างประเทศ (มาตรา ๕๔ ของรัฐธรรมนูญฯ) และของร่างรัฐบัญญัติ (มาตรา ๖๑ ของรัฐธรรมนูญฯ)
๒.๒ ความรับผิดทางการเมืองของรัฐบาล
รัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๙๕๘ ได้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องความรับผิดทางการเมืองของรัฐบาลไว้โดยบทบัญญัติ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๒๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญฯ บัญญัติให้ รัฐบาลต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาภายใต้เงื่อนไขและกระบวนการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญฯ
ทั้งนี้ มาตรา ๔๙ ของรัฐธรรมนูญฯ ได้กำหนดความรับผิดของรัฐบาลไว้ ๓ กรณี คือ
๑) การแถลงนโยบายของรัฐบาล
ภายหลังจากมีการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีแล้ว นายกรัฐมนตรีจะเสนอนโยบายของรัฐบาลและข้อผูกพันความรับผิดชอบของรัฐบาลต่อนโยบายดังกล่าว โดยเปิดให้มีการอภิปรายและลงมติ หากรัฐบาลไม่ได้รับเสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่ง รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก
๒) ความรับผิดชอบต่อการเสนอร่างกฎหมาย (Responsabilité sur le vote d’un texte)
รัฐบาลจะต้องผูกพันความรับผิดชอบต่อสภาผู้แทนราษฎรในการเสนอ
ร่างกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายงบประมาณ
(Loi de finances) และกฎหมายงบประมาณ
ด้านสวัสดิการสังคม
(Loi de financement de la Sécurité sociale)  หากสภาผู้แทนราษฎร
ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายของรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ ๒ กรณี คือ
- ยื่นเสนอญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือ
- พิจารณาไม่ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายของรัฐบาล โดยมีผลให้
ร่างกฎหมายนั้นตกไป และรัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก
๓) การอภิปรายไม่ไว้วางใจ (La motion de censure)
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนหนึ่งในสิบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
อาจยื่นเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล (สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งสามารถลงชื่อร่วมยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ไม่เกินสามครั้งต่อการประชุมสมัยสามัญ
แต่ละครั้ง หรือยื่นได้หนึ่งครั้งต่อการประชุมสมัยวิสามัญหนึ่งสมัย) ซึ่งรัฐบาลจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดในสภา
ทั้งนี้ มาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญฯ บัญญัติให้ นายกรัฐมนตรี
และคณะรัฐมนตรีต้องลาออก ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือกรณีที่
สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ให้ความเห็นชอบกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาล
นอกจากนี้ กรณีความรับผิดทางอาญาของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี
หากเป็นความผิดที่เกิดจากการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในขณะดำรงตำแหน่ง ให้ศาลยุติธรรม
แห่งสาธารณรัฐ
(La Cour de justice de la République) ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๖ คน และสมาชิกวุฒิสภาจำนวน ๖ คน ที่ได้รับการคัดเลือกจากรัฐสภา
และผู้พิพากษาศาลฎีกาจำนวน ๓ คน เป็นผู้พิจารณาเรื่องดังกล่าว

(๓) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
๓.๑ การจัดให้มีการเลือกตั้ง
(๑) การเลือกตั้งทั่วไป
การเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นในกรณีที่ต้องมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ทั้งสภา โดยมาตรา ๒๕ ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๙๕๘ ได้บัญญัติให้วาระการดำรงตำแหน่งและจำนวนของสมาชิกแต่ละสภา รวมถึงเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่รัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๕๗๗ คน[6] อันเป็นจำนวนมากที่สุดจะมีสมาชิกผู้แทนราษฎรได้ตามมาตรา ๒๔ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญฯ และมีวาระการดำรงตำแหน่งห้าปี[7] ซึ่งเมื่อครบกำหนดวาระดังกล่าวถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้น โดยในกรณีที่ไม่ได้มีการยุบสภาจะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายในหกสิบวันนับแต่วันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหมดวาระ[8] แต่ถ้าเป็นกรณีการเลือกตั้งภายหลังการยุบสภาจะต้องดำเนินการจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปอย่างเร็วยี่สิบวันหรืออย่างช้าไม่เกินสี่สิบหลังจากมีการยุบสภา[9]
(๒) การเลือกตั้งซ่อม
การเลือกตั้งซ่อมเป็นกรณีที่การดำรงตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรยังไม่หมดวาระ แต่จำเป็นต้องดำเนินการเพื่อหาบุคคลแทนตำแหน่งที่ว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด  ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๙๕๘ ได้วางระบบการแทนที่อัตโนมัติโดยผู้แทนสำรอง เช่น กรณีสมาชิกรัฐสภาเสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่งอยู่ในวาระ หรือกรณีที่สมาชิกปฏิบัติการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการดำรงตำแหน่ง ให้ผู้แทนสำรองซึ่งได้รับการเลือกตั้งในเวลาเดียวกับสมาชิกรัฐสภาผู้เสียชีวิตหรือผู้ซึ่งปฏิบัติการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการดำรงตำแหน่งเข้าดำรงตำแหน่งแทนโดยไม่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมแต่อย่างใด โดยให้ผู้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ซึ่งหมายความว่าอยู่ในตำแหน่งจนสิ้นวาระปกติจนถึงการเลือกตั้งทั่วไปครั้งถัดไป
อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดให้จัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมในกรณีดังต่อไปนี้
- การเพิกถอนการเลือกตั้งโดยคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ
- การลาออกของสมาชิก
- กรณีที่ไม่มีผู้แทนสำรอง เนื่องจากผู้แทนสำรองเสียชีวิตหรือเหตุอื่น
- การลาออกของผู้แทนสำรอง
ในกรณีตามที่ปรากฏข้างต้น ให้จัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมภายในเวลาสามเดือนนับแต่วันที่มีตำแหน่งว่างลง  อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีที่เหลือระยะเวลาไม่เกินสิบสองเดือนก่อนวาระการดำรงตำแหน่งทั่วไปสิ้นสุดลง ไม่ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อมแต่อย่างใด[10]
๓.๒ การลงคะแนนเสียง
รูปแบบการลงคะแนนเสียงสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศฝรั่งเศสไม่ได้กำหนดโดยรัฐธรรมนูญหรือรัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด แต่กำหนดโดยรัฐบัญญัติธรรมดาเท่านั้น  ทั้งนี้ เพื่อที่จะสามารถแก้ไขได้โดยง่าย โดยตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ สาธารณรัฐที่ ๕ ค.ศ. ๑๙๕๘ มีการใช้รูปแบบการลงคะแนนเสียงเพียงสองแบบ คือ การลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนหนึ่งคนต่อหนึ่งเขตพื้นที่ (เขตเดียวเบอร์เดียว) และการลงคะแนนเสียงข้างมาก โดยในฝรั่งเศสใช้ทั้งสองรูปแบบควบคู่กันไป กล่าวคือ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จะมีการกำหนดหนึ่งเขตพื้นที่ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหนึ่งคน โดยในการลงคะแนนเสียง ให้ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเกินกว่ากึ่งหนึ่งในการลงคะแนนเสียงรอบแรกเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง แต่ถ้าไม่มีผู้สมัครใดได้รับคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ให้มีการลงคะแนนเสียงในรอบที่สองเฉพาะผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ และให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดในการลงคะแนนเสียงรอบที่สองเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง
(๑) การลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนหนึ่งคนต่อหนึ่งเขตพื้นที่
ในระบบนี้ในแต่ละเขตพื้นที่จะมีผู้แทนได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น  อย่างไรก็ตาม ในบัตรลงคะแนนจะต้องประกอบด้วยรายชื่อผู้สมัครอย่างน้อยสองคนขึ้นไปเสมอ เนื่องจากมาตรา ๒๕ ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๙๕๘ กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคนมีผู้แทนสำรองซึ่งได้รับเลือกตั้งในเวลาเดียวกัน และสามารถดำรงตำแหน่งแทนได้ในกรณีที่ตำแหน่งว่างลงตามที่กฎหมายกำหนด
การลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนในระบบหนึ่งเขตพื้นที่ต่อผู้แทนหนึ่งคนนั้นทำให้ต้องมีการกำหนดเขตเลือกตั้งเป็นจำนวนมากและแต่ละเขตเลือกตั้งจะมีเขตพื้นที่ไม่ใหญ่โตมากนัก ตัวอย่างกรณีประเทศฝรั่งเศสซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ๕๗๗ คน ก็จะต้องมีการแบ่งเขตเลือกตั้งพื้นที่ทั่วประเทศให้ได้ ๕๗๗ เขตเลือกตั้ง ซึ่งหากเปรียบเทียบกับกรณีการใช้รูปแบบการเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อและใช้คะแนนเสียงแบบสัดส่วนอาจจะทำให้มีเขตเลือกตั้งไม่ถึงหนึ่งร้อยเขตเลือกตั้ง  อนึ่ง ในมุมมองทางด้านสังคมวิทยา การกำหนดเขตเลือกตั้งให้เล็กมีข้อดี คือ ทำให้ผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งและองค์กรที่จัดการการเลือกตั้งมีการติดต่อประสานงานซึ่งกันและกัน
(๒) การลงคะแนนเสียงข้างมาก
ผู้สมัครที่จะได้รับเลือกตั้งตั้งแต่การลงคะแนนเสียงในรอบแรก ได้แก่ ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ที่มาใช้สิทธิลงคะแนน และคะแนนเสียงดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของผู้ที่ลงทะเบียนในการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง (Electeurs inscrits)[11]
สำหรับกรณีที่ไม่มีผู้สมัครผู้ใดได้คะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งในการลงคะแนนเสียงรอบแรก ให้จัดให้มีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในรอบที่สองในวันอาทิตย์ถัดไปจากการลงคะแนนเสียงในรอบแรก  ทั้งนี้ ผู้สมัครที่จะมีสิทธิได้รับการเสนอชื่อในการลงคะแนนเสียงรอบที่สองจะต้องเป็นผู้สมัครที่ได้รับการเสนอชื่อในการลงคะแนนเสียงรอบแรกมาแล้ว และจะต้องได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อยร้อยละ ๑๒.๕ ในการลงคะแนนเสียงรอบแรก
อนึ่ง มาตรา L162 แห่งประมวลกฎหมายเลือกตั้งได้กำหนดข้อยกเว้นไว้บางกรณี คือ
- กรณีที่มีผู้สมัครเพียงคนเดียวที่ได้รับคะแนนเสียงถึงร้อยละ ๑๒.๕ ให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนเป็นลำดับที่สองเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อสำหรับการลงคะแนนเสียงในรอบที่สองร่วมกับผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงสูงสุด
- กรณีที่ไม่มีผู้สมัครคนใดได้รับคะแนนเสียงถึงร้อยละ ๑๒.๕ ให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนเสียงสูงสุดในการลงคะแนนเสียงรอบแรกจำนวนสองคนเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อสำหรับการลงคะแนนเสียงในรอบที่สอง

(๔) สมาชิกวุฒิสภา
มาตรา ๒๔ ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๙๕๘ บัญญัติว่า รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา  ทั้งนี้ สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ส่วนวุฒิสภาประกอบด้วยวุฒิสมาชิกซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยอ้อม
๔.๑ ความเป็นมา
วุฒิสภาแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสมีจุดกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. ๑๗๙๕ ภายหลังมีการปฏิวัติฝรั่งเศส โดยตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้มีวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะการใช้ชื่อเรียก เช่น สภาเก่า (Conseil des Anciens) ช่วงระหว่างปี ค.ศ. ๑๗๙๕ ถึง ค.ศ. ๑๗๙๙ สภากงสุลแห่งจักรวรรดิ (Consulat de l’Empire) ช่วงระหว่างปี ค.ศ. ๑๗๙๙ ถึง ค.ศ. ๑๘๑๔ สภาคู่ (Chambre des pairs) ช่วงระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๑๔ ถึง ค.ศ. ๑๘๔๘ และมีการใช้ชื่อเรียกว่า วุฒิสภา ครั้งแรกในช่วงระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๕๑ ถึง ค.ศ. ๑๘๗๐ ในสมัยจักรวรรดิที่สอง (le Second Empire) และยังคงใช้ชื่อเรียกว่า วุฒิสภา เช่นกันในสมัยสาธารณรัฐที่ ๓ (ระหว่างปี ค.ศ. ๑๘๗๕ ถึง ค.ศ. ๑๙๔๐)  ทั้งนี้ ได้มีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในเรื่องรูปแบบและโครงสร้างของระบบวุฒิสภาอยู่ ๒ ครั้ง ได้แก่
๑) ความพยายามของสภาผู้แทนราษฎรโดยการรับหลักการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดให้ใช้ระบบสภาเดียว แต่ความพยายามดังกล่าวประสบความล้มเหลว เนื่องจากได้มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวให้กับประชาชนชาวฝรั่งเศสลงประชามติ เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๔๖ ซึ่งประชาชนชาวฝรั่งเศสได้ลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ซึ่งทำให้เห็นว่าการขาดวุฒิสภาในการกลั่นกรองการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชน จากเหตุผลดังกล่าว ต่อมาจึงได้มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญซึ่งใช้ระบบสภาคู่ในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งต่อมาได้รับการประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐที่ ๔ ค.ศ. ๑๙๔๖ โดยรัฐธรรมนูญดังกล่าวได้กำหนดเรียกสภาสูงอย่างเป็นทางการว่า สภาแห่งสาธารณรัฐ (Conseil de la République)[12]
๒) รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐที่ ๕ ค.ศ. ๑๙๕๘ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่บังคับใช้ในปัจจุบันได้กลับมาใช้คำว่า วุฒิสภา ในการเรียกสภาสูงเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐที่ ๓ แต่ในปี ค.ศ. ๑๙๖๙ ประธานาธิบดี ชาร์ล เดอ โกล (Charles De Gaulle) ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนลงประชามติในเรื่องการปฏิรูปวุฒิสภา โดยกำหนดให้วุฒิสภาเป็นตัวแทนไม่เฉพาะแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเหมือนแต่เดิมมาเท่านั้น แต่ให้เป็นตัวแทนขององค์กรทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมด้วย โดยเท่ากับว่าเป็นการรวมกันของสององค์กรคือวุฒิสภาและสภาเศรษฐกิจและสังคม  อย่างไรก็ตาม ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ได้รับการเห็นชอบในการลงประชามติจากประชาชนชาวฝรั่งเศสแต่อย่างใด จึงทำให้ความคิดในการปฏิรูประบบวุฒิสภาดังกล่าวตกไป
๔.๒ องค์ประกอบและวาระการดำรงตำแหน่ง
จำนวนของวุฒิสมาชิกกำหนดโดยรัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (loi organique) เช่นเดียวกับจำนวนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา ๒๕ ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๙๕๘ โดยปัจจุบันมีจำนวนวุฒิสมาชิก ๓๒๖ คน[13]  อย่างไรก็ตาม การจัดสรรจำนวนที่นั่งของวุฒิสมาชิกในแต่ละพื้นที่ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในรัฐบัญญัติ (loi ordinaire) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา
แต่เดิมในประเทศฝรั่งเศส วุฒิสมาชิกมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละเก้าปี[14] และจะมีการเลือกตั้งใหม่เป็นจำนวนหนึ่งในสามของจำนวนวุฒิสมาชิกทั้งหมดทุกสามปี แต่จากการปรับเปลี่ยนวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีฝรั่งเศสจากเดิมเจ็ดปีลดลงมาเหลือห้าปี ทำให้วาระการดำรงตำแหน่งของวุฒิสมาชิกดูยาวนานเกินไปกว่าที่ควรจะเป็น  นอกจากนี้ ในประเทศอื่น ๆ ในทวีปยุโรป ก็ไม่ปรากฏว่ามีสมาชิกรัฐสภาของประเทศใดที่มีวาระการดำรงตำแหน่งนานเกินกว่าหกปี จากเหตุผลดังกล่าวจึงได้มีการตรารัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. ๒๐๐๓ โดยกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาใหม่เป็นหกปี และให้มีการเลือกตั้งใหม่เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของจำนวนวุฒิสมาชิกทั้งหมดทุกสามปี
สำหรับหลักเกณฑ์ในเรื่องคุณสมบัติของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นวุฒิสมาชิกนั้น การแก้ไขกฎหมายในปี ค.ศ. ๒๐๑๑ กำหนดให้ผู้สมัครต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบสี่ปีบริบูรณ์ โดยก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๑ คุณสมบัติในเรื่องอายุขั้นต่ำของผู้ที่จะเป็นวุฒิสมาชิกคือสามสิบปี และสามสิบห้าปีก่อนการแก้ไขกฎหมายเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๓
๔.๓ ระบบการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกในประเทศฝรั่งเศสเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม กล่าวคือ เป็นการเลือกตั้งผ่านทางสมาชิกและผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชน  ทั้งนี้ ให้มีวุฒิสมาชิกจำนวนสิบสองคนเป็นผู้แทนของประชาชนชาวฝรั่งเศสซึ่งพำนักอาศัยอยู่ภายนอกประเทศฝรั่งเศส โดยสภาของชาวฝรั่งเศส ณ ต่างประเทศ (Conseil supérieur des Français à l’étranger) เป็นผู้เลือก ซึ่งสมาชิกของสภาดังกล่าวได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากชาวฝรั่งเศสซึ่งพำนักอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสถานกงสุลฝรั่งเศสประจำประเทศที่ตนเองพำนักอาศัย
๔.๔ เขตเลือกตั้ง
ให้ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งวุฒิสมาชิก สำหรับระบบการนับคะแนนจะแตกต่างกันไปตามจำนวนวุฒิสมาชิกที่มีได้ในแต่ละเขตเลือกตั้ง
กฎหมายที่ได้แก้ไขล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๓ ได้กำหนดให้มีการนับคะแนนโดยใช้ระบบสัดส่วนในเขตจังหวัดที่สามารถมีวุฒิสมาชิกได้ตั้งแต่สามคนขึ้นไป[15] สำหรับในเขตจังหวัดที่มีสมาชิกวุฒิสภาได้จำนวนสองคนลงมา ให้ใช้การนับคะแนนเสียงข้างมากสองรอบ โดยผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งตั้งแต่การลงคะแนนเสียงในรอบแรก ได้แก่ ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง และคะแนนเสียงดังกล่าวต้องไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของผู้ที่ลงทะเบียนในการใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง สำหรับการลงคะแนนในรอบที่สอง ให้ผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง  ทั้งนี้ หากมีผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงมากที่สุดเท่ากัน ให้ผู้สมัครที่มีอายุมากที่สุดเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง[16]
๔.๕ อำนาจหน้าที่
วุฒิสภามีอำนาจหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการพิจารณาร่างรัฐบัญญัติที่รัฐบาลเสนอผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และกรณีที่วุฒิสภาเป็นผู้เสนอร่างรัฐบัญญัติต่อรัฐสภาเอง  นอกจากนี้ หากเป็นร่างรัฐบัญญัติที่เกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วุฒิสภาจะเป็นผู้พิจารณาร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวก่อนสภาผู้แทนราษฎร  ทั้งนี้ เนื่องจากในประเทศฝรั่งเศสถือว่าสมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
นอกจากอำนาจหน้าที่ด้านนิติบัญญัติแล้ว วุฒิสภายังมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับการดำเนินงานของรัฐบาล โดยการตั้งกระทู้ถาม หรือตั้งคณะกรรมการเฉพาะขึ้นมาตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาลในเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้  อย่างไรก็ดี วุฒิสภาอยู่นอกเหนือความรับผิดในเชิงถ่วงดุลกับรัฐบาล เนื่องจากวุฒิสภาไม่สามารถถูกเสนอให้มีการยุบได้เช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎร
นอกจากนี้ สมาชิกวุฒิสภายังมีบทบาทหน้าที่ในเรื่องอื่น ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญฯ ได้กำหนดไว้ เช่น วุฒิสมาชิกจำนวน ๖๐ คน ขึ้นไป สามารถร่วมกันลงชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ร่วมเป็นองค์คณะในการพิจารณาความผิดทางอาญาของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี[17] รวมถึงพิจารณาถอดถอนประธานาธิบดีร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร


การถ่วงดุลอำนาจ / องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ


(๑) ความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา
รัฐธรรมนูญฯ ได้กำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในลักษณะการตรวจสอบถ่วงดุลควบคุมการใช้อำนาจซึ่งกันและกัน โดยบัญญัติเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับรัฐสภา ไว้ใน Titre 5 โดยอาจจำแนกความสัมพันธ์ดังกล่าวได้ออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ (๑) ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับกระบวนการนิติบัญญัติ ที่แม้ว่าจะเป็นบทบาทหน้าที่หลักของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าฝ่ายบริหารก็ได้เข้าไปมีบทบาทในเชิง active ที่สำคัญในการเสนอร่างกฎหมาย และ (๒) ความสัมพันธ์ด้านการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลโดยรัฐสภา ที่รัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจรัฐสภาในการเข้าไปตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร ซึ่งจะเป็นประเด็นหลักในการศึกษานี้

บทบัญญัติ

Article 20  Le Gouvernement détermine et conduit la politique de la Nation.
Il dispose de l'administration et de la force armée.
Il est responsable devant le Parlement dans les conditions et suivant les procédures prévues aux articles 49 et 50.

มาตรา ๒๐ วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ เป็นบทบัญญัติหลักที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรีรับผิดชอบต่อรัฐสภา ภายใต้เงื่อนไขและกระบวนการตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๔๙ และมาตรา ๕๐

Article 49  Le Premier ministre, après délibération du Conseil des ministres, engage devant l'Assemblée nationale la responsabilité du Gouvernement sur son programme ou éventuellement sur une déclaration de politique générale.
L'Assemblée nationale met en cause la responsabilité du Gouvernement par le vote d'une motion de censure. Une telle motion n'est recevable que si elle est signée par un dixième au moins des membres de l'Assemblée nationale. Le vote ne peut avoir lieu que quarante-huit heures après son dépôt. Seuls sont recensés les votes favorables à la motion de censure qui ne peut être adoptée qu'à la majorité des membres composant l'Assemblée. Sauf dans le cas prévu à l'alinéa ci-dessous, un député ne peut être signataire de plus de trois motions de censure au cours d'une même session ordinaire et de plus d'une au cours d'une même session extraordinaire.
Le Premier ministre peut, après délibération du Conseil des ministres, engager la responsabilité du Gouvernement devant l'Assemblée nationale sur le vote d'un projet de loi de finances ou de financement de la sécurité sociale. Dans ce cas, ce projet est considéré comme adopté, sauf si une motion de censure, déposée dans les vingt-quatre heures qui suivent, est votée dans les conditions prévues à l'alinéa précédent. Le Premier ministre peut, en outre, recourir à cette procédure pour un autre projet ou une proposition de loi par session.
Le Premier ministre a la faculté de demander au Sénat l'approbation d'une déclaration de politique générale.

มาตรา ๔๙  ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๘ ได้จำแนกรูปแบบ  เงื่อนไขและกระบวนการควบคุมรัฐบาลโดยรัฐสภา ออกเป็นดังนี้
(๑) La question de confiance (มาตรา ๔๙ วรรคแรก)
ผู้ริเริ่ม : นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
กำหนดว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้ว นายกรัฐมนตรีอาจแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อของผูกพันความรับผิดชอบของรัฐบาลในแผนงาน (un programme) หรือนโยบายทางการเมืองทั่วไป (une declaration de politique générale) ในเรื่องหนึ่งเรื่องใดของรัฐบาลก็ได้
                        การแถลงของนายกรัฐมนตรีดังกล่าว อาจพิจารณาได้ว่าเป็นการแสดงออกซึ่งเสียงสนับสนุนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีต่อรัฐบาล เป็นการตรวจสอบว่ารัฐบาลนี้ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นเสียงสะท้อนของประชาชน ในการให้บริหารราชการแผ่นดินอยู่ไปหรือไม่
                        โดยที่รัฐธรรมนูญมิได้กำหนดรูปแบบ หรือเนื้อหาว่าจะมีลักษณะเป็นอย่างไร ซึ่งกรณีที่ผ่านมา รัฐบาลฝรั่งเศสได้แถลงนโยบายในเรื่องสำคัญ เช่น นโยบายเรื่องสงครามอ่าว นโยบายด้านพลังงาน เป็นต้น โดยที่ผลของการแถลงนั้น ต้องได้รับเสียงข้างมากสนับสนุน หากมีเสียงคัดค้านของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่ากึ่งหนึ่ง ผลก็ย่อมเป็นไปตามมาตรา ๕๐

          (๒) La motion de censure (มาตรา ๔๑ วรรคสอง)
     ผู้ริเริ่ม : การยื่นญัติติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ เสนอโดย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนฯ (๕๘ ราย จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด ๕๗๗ ราย)
     การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนี้เป็นการให้อำนาจแก่สภาผู้แทนราษฎรในการบังคับให้คณะรัฐมนตรีต้องลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีนั้นจะต้องได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรในฐานะที่เป็นผู้แทนของประชาชน
     เงื่อนไข : (๑) เงื่อนไขของการยื่นญัตติ โดยมีเงื่อนไขกำหนดไว้ว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคนอาจลงชื่อในญัตติเสนอขอเปิดอภิปรายฯ ได้ต้องไม่เกิน ๓ ครั้งในหนึ่งสมัยประชุมสามัญ และต้องไม่เกิน ๑ ครั้งในสมัยประชุมวิสามัญ
                   (๒) เงื่อนไขของกรอบเวลา เมื่อได้มีการยื่นมติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลมีเวลา ๔๘ ชั่วโมงในการตระเตรียม ก่อนที่จะอภิปรายและลงมติ 
          (๓) La responsabilite sur le vote d’un texte (มาตรา ๔๑ วรรคสาม)
                        ผู้ริเริ่ม : นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
                        เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีให้มีความรับผิดชอบในการประกาศภาวะความจำเป็นในกระบวนการนิติบัญญัติ  การที่มีบทบัญญัติในลักษณะนี้จะเป็นการกำหนดให้รัฐบาลมีเครื่องมือในการออกกฎหมายเพื่อรองรับนโยบายที่ได้มีการแถลงไว้ โดยการรับรองอำนาจของฝ่ายบริหาร ได้แก่ นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี แถลงต่อสภาที่กำลังพิจารณาร่างกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งอยู่ว่า รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎหมายในลักษณะดังกล่าว หรือจะต้องมีเนื้อความในกฎหมายที่สภากำลังพิจารณาอยู่นั้น เป็นไปตามร่างฯ ที่รัฐบาลได้เสนอไว้ เพื่อตอบสนองการปฏิบัติตามนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดหัวข้อกฎหมายไว้ คือ
                        เงื่อนไข :   (๑) ประเภทของร่างกฎหมาย จะต้องเป็นร่างกฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายประจำปี ร่างกฎหมายว่าด้วยงบประมาณด้านสวัสดิการสังคม หรือร่างกฎหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญโดยจำกัดจำนวนไว้หนึ่งฉบับต่อสมัยประชุม
                                      (๒) เงื่อนไขในการรับรองร่าง การที่นายกรัฐมนตรีประกาศภาวะความจำเป็นทางนิติบัญญัติต่อสภาผู้แทนราษฎรขณะที่กำลังพิจารณาร่างกฎหมายอยู่ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ย่อมจะส่งผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในร่างกฎหมายนั้นทั้งฉบับตามที่นายกรัฐมนตรีแถลง โดยไม่มีการแปรญัตติแก้ไขเพิ่มเติมหรือตัดทอนถ้อยคำ และเป็นการลงมติเพียงครั้งเดียวในร่างกฎหมายนั้น ๆ ของสภาแห่งนั้น
                        ผล : รัฐบาลสามารถเร่งรัดกระบวนการตรากฎหมายตลอดทั้งสามารถควบคุมเนื้อหาของกฎหมายที่เป็นเรื่องสำคัญและเกี่ยวเนื่องกับนโยบายสำคัญของรัฐบาล ให้สามารถตราเป็นกฎหมายขึ้นใช้บังคับได้โดยรวดเร็วโดยการลงมติเพียงครั้งเดียวของสภาผู้แทนราษฎร โดยถือว่าร่างกฎหมายนั้นได้รับความเห็นชอบ (adopter) จากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว โดยไม่ต้องลงมติในร่างกฎหมายนั้นอีก แต่หากรัฐบาลแพ้มติในร่างกฎหมายที่นายกรัฐมนตรีได้ขอแถลงภาวะความจำเป็นใน ทางนิติบัญญัติผูกพันความรับผิดชอบของรัฐบาลไว้นั้น ย่อมมีผลโดยตรงต่อปัญหาความรับผิดชอบในการเมืองของรัฐบาลด้วย
          (๔) La déclaration au Sénat (มาตรา ๔๙ วรรคสี่)
                        ผู้ริเริ่ม : นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
                        เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ในการแถลงนโยบายทางการเมืองต่อหน้าสมาชิกวุฒิสภา
                        เงื่อนไข : ไม่มีเงื่อนไขที่จะบังคับให้สมาชิกวุฒิสภาออกเสียงลงคะแนนรับรองแต่อย่างใด  อย่างไรก็ตาม หากจัดให้มีการลงคะแนน และนโยบายนั้นไม่ได้รับเสียงข้างมากจากสมาชิกวุฒิสภาสนับสนุน ก็ไม่กระทบต่อความรับผิดชอบทางการเมืองของรัฐบาล ไม่ส่งผลให้รัฐบาลต้องลาออกแต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้น การไม่ได้รับเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนก็อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลได้เช่นกัน

Article 50  Lorsque l'Assemblée nationale adopte une motion de censure ou lorsqu'elle désapprouve le programme ou une déclaration de politique générale du Gouvernement, le Premier ministre doit remettre au Président de la République la démission du Gouvernement.

                   มาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญฯ เป็นบท Sanction ที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบทางการเมืองของฝ่ายบริหาร (รัฐบาล)  กรณีที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งในการลงมติไม่รับรองในแผนงาน (un programme) หรือนโยบายทางการเมืองทั่วไป (une declaration de politique générale) ตามที่นายกรัฐมนตรีแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรนั้น ย่อมส่งผลให้นายกรัฐมนตรีซึ่งรวมถึงคณะรัฐมนตรีต้องลาออก

Article 50-1  Devant l'une ou l'autre des assemblées, le Gouvernement peut, de sa propre initiative ou à la demande d'un groupe parlementaire au sens de l'article 51-1, faire, sur un sujet déterminé, une déclaration qui donne lieu à débat et peut, s'il le décide, faire l'objet d'un vote sans engager sa responsabilité.

                   มาตรา ๕๐-๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๘ กำหนดให้สมาชิกรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ร้องขอให้เปิดการอภิปรายในประเด็นที่กำลังเป็นที่สนใจที่อาจเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ได้  ซึ่งอาจพิจารณาได้ว่า เป็นเครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลนอกจากนี้ มาตราดังกล่าวก็ยังให้รัฐบาลใช้ช่องทางนี้ในการแถลง และเปิดโอกาสให้สมาชิก
ได้อภิปราย
เช่นกัน และอาจเปิดให้มีการลงมติด้วยก็ได้  อย่างไรก็ตาม ผลของการลงมติตามมาตรานี้ ไม่มีผลผูกพันต่อความรับผิดชอบทางการเมืองของรัฐบาล
                        ผู้ริเริ่ม : รัฐบาล กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือกลุ่มสมาชิกวุฒิสภา
                        เงื่อนไข : เป็นการแถลง และอภิปราย โดยอาจให้มีการลงมติด้วยก็ได้
                        ผล : ไม่มีผลผูกพันต่อความรับผิดชอบทางการเมืองของรัฐบาล

(๒). การจัดตั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ : ศึกษาองค์กรผู้พิทักษ์สิทธิ (Défenseur des droits)
                   การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๘ ได้มีการบัญญัติเพื่อรับรองหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนไว้ โดยเพิ่มเป็นหมวด ๑๑ ทวิ ว่าด้วยผู้พิทักษ์สิทธิ
โดยเพิ่มบทบัญญัติมาตรา ๗๑-๑ ในรัฐธรรมนูญฯ กำหนดให้ผู้พิทักษ์สิทธิมีหน้าที่สอดส่องดูแลการดำเนินการของฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์การมหาชน หรือทุกหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริการสาธารณะ เพื่อมิให้กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพ

Article 71-1  Le Défenseur des droits veille au respect des droits et libertés par les administrations de l'État, les collectivités territoriales, les établissements publics, ainsi que par tout organisme investi d'une mission de service public, ou à l'égard duquel la loi organique lui attribue des compétences.
Il peut être saisi, dans les conditions prévues par la loi organique, par toute personne s'estimant lésée par le fonctionnement d'un service public ou d'un organisme visé au premier alinéa. Il peut se saisir d'office.
La loi organique définit les attributions et les modalités d'intervention du Défenseur des droits. Elle détermine les conditions dans lesquelles il peut être assisté par un collège pour l'exercice de certaines de ses attributions.
Le Défenseur des droits est nommé par le Président de la République pour un mandat de six ans non renouvelable, après application de la procédure prévue au dernier alinéa de l'article 13. Ses fonctions sont incompatibles avec celles de membre du Gouvernement et de membre du Parlement. Les autres incompatibilités sont fixées par la loi organique.
Le Défenseur des droits rend compte de son activité au Président de la République et au Parlement.

                   มาตราดังกล่าวนี้บัญญัติให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่จะกำหนดเงื่อนไข อำนาจหน้าที่ และกระบวนการร้องเรียนผู้พิทักษ์สิทธิ
                   การได้มาซึ่งผู้พิทักษ์สิทธิ จะได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ซึ่งการแต่งตั้งดังกล่าวนี้ได้ถูกกำหนดไว้ในวรรคท้ายของมาตรา ๑๓ ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจในการแต่งตั้งของประธานาธิบดี โดยคณะกรรมาธิการสามัญที่มีอำนาจหน้าที่ (la commission permanente compétente de chaque assemblée) ของทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งกระบวนการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีที่ต้องผ่านการลงมติของคณะกรรมาธิการสามัญนี้ ประธานาธิบดีจะแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้พิทักษ์สิทธิ เมื่อบุคคลนั้นได้รับเสียงสนับสนุนมากกว่า สาม ใน ห้า ของเสียงทั้งหมดในแต่ละคณะกรรมาธิการสามัญของแต่ละสภา 
วาระการดำรงตำแหน่ง ผู้พิทักษ์สิทธิมีวาระการดำรงตำแหน่งหกปี และสามารถดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว  ซึ่งเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ต่อมาได้มีการตรา LOI organique n° 2011-333 du 29 mars 2011 relative au Défenseur des droits
อำนาจหน้าที่ จะเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ


การมีส่วนร่วมของประชาชนทางการเมือง และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ


(๑) การมีส่วนร่วมของประชาชน
รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐที่ห้ากำหนดกลไกใดบ้างที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการปกครอง
- มาตรา 11 มีการกำหนดเรื่องประชามติไว้ (ดูเรื่องประชามติ)
- นอกจากนี้ ตั้งแต่การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๐๓ ได้เพิ่มมาตรา 72-1 ซึ่งกำหนดกลไกต่างๆ ที่ให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันเข้าชื่อเสนอเรื่องให้สภาท้องถิ่นพิจารณาหรือการกำหนดให้ทำประชามติระดับท้องถิ่นได้ นอกจากนี้ การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างของการปกครองส่วนท้องถิ่นต้องได้รับความเห็นชอบของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในท้องถิ่นนั้นด้วยเช่นกัน

(๒) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ :
รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐที่ห้ากำหนดเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในหมวด 16 ว่าด้วย การแก้ไขเพิ่มเติม (De la Révision) ซึ่งประกอบด้วยมาตรา 89 เพียงมาตราเดียว อย่างไรก็ดี ในทางปฏิบัติ นายพลเดอโกลเคยใช้มาตรา 11 ในการเสนอให้มีการจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยเช่นเดียวกัน
(๑) ผู้มีอำนาจในการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ?
มาตรา 89 กำหนดให้ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจในการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยประธานาธิบดีตามข้อเสนอของนายกรัฐมนตรี หรือสมาชิกรัฐสภา มีอำนาจในการเสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
(๒) - กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
          เมื่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาให้ความเห็นชอบกับร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแล้ว ต้องมีการขอความเห็นชอบจากประชาชนด้วยวิธีลงประชามติ อย่างไรก็ดี หากเป็นร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งเสนอโดยฝ่ายบริหาร ประธานาธิบดีอาจพิจารณาเสนอต่อที่ประชุมร่วมของรัฐสภาโดยต้องได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบอย่างน้อยสามในห้าของที่ประชุม
(๓) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจนถึงปัจจุบัน


วันเดือนปีของการแก้ไขเพิ่มเติม
ประเด็นในการแก้ไขเพิ่มเติม
มาตราที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม
กระบวนการที่ใช้
4 มิ.ย. 1960
การให้อิสรภาพแก่ประเทศแอฟริกา
มาตรา 85 และมาตรา 86
มาตรา 85 เดิมของรธน.
6 พ.ค. 1962
การแก้ไขเพิ่มเติมให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นการทั่วไปโดยตรงจากประชาชน
มาตรา 6 และ มาตรา 7
มาตรา 11 ของรธน.
(ประชามติ)
30 ธ.ค. 1963
การแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมัยการประชุมของรัฐสภา
มาตรา 28
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
29 ต.ค. 1974
การแก้ไขเพิ่มเติมโดยกำหนดให้สมชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๖๐ หรือสมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๖๐ คน สามารถรวมกันเข้าชื่อเพื่อเสนอเรื่องต่อคณะตุลาการรัฐธรรมนูญให้พิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมาย
มาตรา 61
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
18 มิ.ย. 1976
การแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดี
มาตรา 7
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
25 มิ.ย. 1992
การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อการให้สัตยาบันสนธิสัญญา Maastricht
แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 2 มาตรา 54 และมาตรา 74
แก้ไขเลขหมวด 14 และ 15 เป็น 15 และ 16 ตามลำดับ
เพิ่มหมวด 14

มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
27 ก.ค. 1993
การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อจัดตั้งศาลอาญาแห่งสาธารณรัฐ (Cour de Justice de la République) และปฏิรูปคณะกรรมการตุลาการ (Conseil supérieur de la magistrature)
แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 65 และ 68
แก้ไขเลขหมวด 10 ถึง 16 เป็น 11 ถึง 17
เพิ่มหมวด 10
เพิ่มมาตรา 93
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
25 พ.ย. 1993
การแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับสนธิสัญญาระหว่างประเทศเรื่องสิทธิในการขอลี้ภัย
เพิ่มมาตรา 51-3
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
4 ส.ค. 1995
การแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับขอบเขตการทำประชามติ สมัยการประชุมสภาและเอกสิทธิของสมาชิกรัฐสภา
แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 11 มาตรา  12  มาตรา 26 มาตรา 28 มาตรา 48 มาตรา 49 และมาตรา 51
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๑๐
22 ก.พ. 1996
การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับพระราชบัญญัติงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม
แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 34 และมาตรา 39
เพิ่มมาตรา 47-1
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๑๑
20 ก.ค. 1998
การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับนิวคาเลโดเนีย
เพิ่มหมวด 13
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๑๒
25 ม.ค. 1999
การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อการให้สัตยาบันสนธิสัญญา Amsterdam
แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 88-2 และมาตรา 88-4
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๑๓
8 ก.ค. 1999
การแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ
เพิ่มมาตรา 53-2
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)

๑๔
8 ก.ค. 1999
การแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ
แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 3 และมาตรา 4
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๑๕
25 ต.ค. 2000
การแก้ไขเพิ่มเติมวาระการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดี จากเดิม ๗ ปี ให้เหลือ ๕ ปี
แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 6
มาตรา 89
(ประชามติ)
๑๖
25 มี.ค. 2003
การแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องหมายจับยุโรป
แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 88-2
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๑๗
28 มี.ค. 2003
การแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น
แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 1 มาตรา 7 มาตรา 13 มาตรา 34 มาตรา 37 มาตรา 39 มาตรา 60 มาตรา 72 มาตรา 73 และมาตรา 74
เพิ่มมาตรา 72-1 มาตรา 72-2 มาตรา 72-3 มาตรา 72-4 มาตรา 74-1
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๑๘
1 มี.ค. 2005
การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อการให้สัตยบันสนธิสัญญาสถาปนาธรรมนูญยุโรป
แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 5
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๑๙
1 มี.ค. 2005
การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับกฎบัตรสิ่งแวดล้อมในอารัมภบทของรัฐธรรมนูญ
แก้ไขเพิ่มเติมอารัมภบท
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๒๐
23 ก.พ. 2007
การแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องผู้มีสิทธิเลือกตั้งในนิวคาเลโดเนีย
แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 77


มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๒๑
23 ก.พ. 2007
การแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับความรับผิดของประธานาธิบดี
แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 67 และมาตรา 68
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๒๒
23 ก.พ. 2007
การแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องการยกเลิกโทษประหารชีวิต
เพิ่มมาตรา 66-1
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๒๓
4 ก.พ. 2008
การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อการให้สัตยาบันสนธิสัญญา Lisbonne
แก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)
๒๔
23 ก.ค. 2008
การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อการปฏิรูปสถาบันและองค์กรทางการเมืองการปกครอง
เช่น มาตรา 1 มาตรา 4 มาตรา 6 มาตรา 11 มาตรา 13 มาตรา 16 ฯลฯ
มาตรา 89
(ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา)








(๔) เรื่องที่ไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้
มาตรา 89 กำหนดให้ไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องอาณาเขตของประเทศ (intégrité du territoire) และรูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐ (forme républicaine du Gouvernement) ได้
(๕) อำนาจในการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
ในคำวินิจฉัย ที่ 2003-469 DC ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๐๐๓ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจในการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปกครองสาธารณรัฐแบบกระจายอำนาจ ซึ่งที่ประชุมร่วมของรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบไว้ในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๐๐๓
(๖) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยกระบวนการอื่นนอกเหนือจากโดยการอาศัยอำนาจตามมาตรา ๘๙ แห่งรัฐธรรมนูญ
นายพล เดอโกล ได้ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๑ ของรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นการทั่วไปโดยตรงจากประชาชน โดยประธานาธิบดีเสนอให้มีการออกเสียงประชามติโดยประชาชนและไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา อย่างไรก็ดี นักวิชาการวิจารณ์การใช้วิธีการดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นการขอสนับสนุนเสียงในตัวผู้นำ (plébiscites) ซึ่งในกรณีนี้ ประชาชนจะมิได้ลงประชามติโดยคำนึงถึงว่าตนเห็นด้วยกับเนื้อหาของร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ลงประชามติโดยพิจารณาว่าเห็นด้วยกับผู้นำ ณ ขณะนั้น หรือไม่ เปรียบเสมือนหนึ่งการลงคะแนนเสียงให้ความไว้วางใจแก่ผู้นำในขณะนั้น เช่นกรณีที่นายพล เดอโกล เสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในเรื่องการจัดตั้ง régions (ภาค) และการปฏิรูปวุฒิสภา ในครั้งนั้น ประชาชนลงคะแนนเสียงไม่เห็นชอบร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญถึงร้อยละ ๕๒.๔ ซึ่งนายพล เดอโกลก็ถือว่าประชาชนไม่ไว้วางใจให้ตนดำรงตำแหน่งต่อไปและได้ลาออกจากตำแหน่ง


การทำประชามติ


ประชามติ (Referendum) เป็นกระบวนการหนึ่งของการปกครองโดยประชาชนตามแนวคิดประชาธิปไตยแบบทางตรง (La democratie directe ) ในช่วงแรกของการก่อตั้งรัฐประชาธิปไตยสมัยใหม่ (Etat democratique contemporain) ปรากฏว่าได้มีการนำประชามติมาใช้ในประเทศที่จัดการปกครองในรูปแบบสหพันธรัฐ ได้แก่ สหพันธ์สาธารณรัฐสวิสและสหรัฐอเมริกาซึ่งรับรองกระบวนการดังกล่าวไว้ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญของมลรัฐ  ในปัจจุบันประเทศต่างๆได้นำกระบวนการประชามติมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยถือว่าเป็นเทคนิคหนึ่งในการเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา รัฐธรรมนูญของหลายประเทศได้บัญญัติรับรองการทำประชามติไว้ อาทิเช่น รัฐธรรมนูญของประเทศฝรั่งเศส (แห่งสาธารณรัฐที่ ๔ และสาธารณรัฐที่ ๕), รัฐธรรมนูญของประเทศออสเตรีย, รัฐธรรมนูญของประเทศอิตาลี, รัฐธรรมนูญของประเทศสวีเดน, รัฐธรรมนูญแห่งมลรัฐของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีรวมไปถึงประเทศอังกฤษก็ได้นำเทคนิคนี้มาใช้ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๗๕
ประชามติมีความหมายเป็นการขอความเห็นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อคำถามใดคำถามหนึ่งหรือต่อบทบัญญัติของกฎหมายใดบทบัญญัติหนึ่งซึ่งจะมีผลเด็ดขาดได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีมติเห็นด้วยเท่านั้น[18]  โดยส่วนใหญ่แล้วจะพบกรณีที่รัฐธรรมนูญของประเทศต่างๆ กำหนดให้มีการทำประชามติอยู่สองกรณี คือ กรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ซึ่งอาจรวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองใหม่ด้วย[19]) และกรณีของการตราพระราชบัญญัติที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นใดประเด็นหนึ่งเป็นการเฉพาะ

๑. เงื่อนไขของการจัดให้ทำประชามติ
รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสบัญญัติให้มีการทำประชามติใน ๓ กรณี คือการทำประชามติเพื่อขอความเห็นของประชาชนต่อร่างพระราชบัญญัติ การทำประชามติเพื่อขอความเห็นของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติในการปกครองส่วนท้องถิ่น

๑.๑ การทำประชามติเพื่อขอความเห็นของประชาชนต่อร่างพระราชบัญญัติ (Le referendum legislative)
อำนาจในการจัดให้มีการลงประชามตินั้น เดิมมาตรา ๑๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสมอบอำนาจให้แก่ประธานาธิบดีเพียงผู้เดียวในการตัดสินใจว่าจะจัดให้มีการขอความคิดเห็นจากประชาชนโดยวิธีการทำประชามติหรือไม่  โดยอำนาจดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากที่รัฐบาล หรือสภานิติบัญญัติทั้งสองสภาร่วมกัน ได้เสนอต่อประธานาธิบดีให้นำร่างรัฐบัญญัติใดร่างรัฐบัญญัติหนึ่งไปขอความเห็นจากประชาชนเพื่อขอความคิดเห็นโดยวิธีการทำประชามติ  ในการนี้ หากเป็นกรณีของการทำประชามติต่อร่างรัฐบัญญัติที่รัฐบาลเป็นผู้เสนอ รัฐบาลจะต้องทำการแถลงเกี่ยวกับร่างรัฐบัญญัตินั้นต่อสภานิติบัญญัติแต่ละสภาเสียก่อน เพื่อให้รัฐสภาทำการอภิปรายเกี่ยวกับร่างฯ ดังกล่าว โดยไม่มีการลงคะแนนเสียง
อนึ่ง ในปัจจุบัน หลักในการมอบอำนาจให้แก่ประธานาธิบดีเป็นผู้ตัดสินใจให้มีการทำประชามติแต่ผู้เดียวนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข โดยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๐๐๘[20] ได้กำหนดให้การริเริ่มจัดทำประชามติสามารถกระทำได้โดยการร่วมมือกันระหว่างสมาชิกรัฐสภาและประชาชน (referendum d’initiative partage) กล่าวคือ มีการรับรองให้สมาชิกรัฐสภาและประชาชนร่วมกันเป็นผู้ริเริ่มให้มีการทำประชามติได้[21]  ในกรณีนี้ จะต้องมีสมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเป็นจำนวนอย่างน้อยหนึ่งในสิบของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งทั้งหมด และร่างรัฐบัญญัติที่จะเสนอให้มีการลงประชามตินั้นจะต้องไม่มีเนื้อหาเป็นการยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งซึ่งประกาศใช้อยู่เป็นเวลาต่ำกว่าหนึ่งปี
สำหรับร่างรัฐบัญญัติที่จะเสนอให้มีการลงประชามติได้นั้น จะต้องมีสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดองค์กรซึ่งใช้อำนาจรัฐ การกำหนดนโยบายของชาติด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม การจัดทำบริการสาธารณะ หรือการให้ความเห็นชอบแก่การลงนามในสนธิสัญญาระหว่างประเทศ และร่างรัฐบัญญัติดังกล่าวจะต้องมีลักษณะที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสถาบันตามรัฐธรรมนูญด้วย  ในการนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ตรวจสอบร่างรัฐบัญญัตินั้นก่อนที่จะนำไปทำประชามติ

๑.๒ การทำประชามติเพื่อขอความเห็นของประชาชนต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (Le referendum constituent)
หลักเกณฑ์ของการทำประชามติเพื่อขอความเห็นของประชาชนต่อร่างรัฐบัญญัติตามมาตรา ๑๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสมิได้ถูกนำมาใช้กับการทำประชามติต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วย  เนื่องจากในกรณีหลังมีบทบัญญัติมาตรา ๘๙ กำหนดกระบวนการไว้เป็นพิเศษ กล่าวคือ ร่างรัฐธรรมนูญที่จะจัดให้มีการลงประชามติได้นั้นจะต้องนำขึ้นสู่การพิจารณาและลงคะแนนเสียงจากรัฐสภาก่อนเป็นลำดับแรก  ทั้งนี้ การริเริ่มให้มีการลงประชามติต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกระทำได้ทั้งโดยฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือ โดยประธานาธิบดี (ซึ่งผ่านการเสนอจากนายกรัฐมนตรี) และ โดยสมาชิกรัฐสภา

ในการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภานั้นจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับการพิจารณาร่างรัฐบัญญัติ กล่าวคือสภาผู้แทนราษฎรจะต้องนำร่างฯ ดังกล่าวขึ้นสู่การพิจารณาเมื่อพ้นกำหนดเวลา ๖ สัปดาห์นับแต่วันที่มีการยื่นร่างฯ นั้นต่อสภา และเมื่อร่างฯ ผ่านการพิจารณาแล้ว วุฒิสภาจะนำขึ้นสู่การพิจารณาภายหลังจากที่ได้รับร่างฯ ดังกล่าวเป็นเวลา ๔ สัปดาห์  เมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงคะแนนเสียงจากทั้งสองสภาแล้ว จึงจะนำไปขอความเห็นจากประชาชนโดยผ่านการจัดให้ทำประชามติต่อไป  ทั้งนี้ หากปรากฏว่าประชาชนให้ความเห็นชอบต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เสนอให้มีการลงประชามติแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นมีผลเป็นอันเด็ดขาด

การทำประชามติต่อร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมิได้มีลักษณะบังคับ  เนื่องจากบทบัญญัติมาตรา ๘๙ เปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีตัดสินใจว่าจะจัดหรือไม่จัดให้มีการทำประชามติในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก็ได้  ในกรณีที่ประธานาธิบดีปฏิเสธไม่ใช้กลไกประชามติ ประธานาธิบดีจะต้องเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ลงคะแนนเสียงรับหรือไม่รับการแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ทั้งนี้ การอนุมัติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากทั้งสองสภารวมกันด้วยจำนวนสามในห้าของคะแนนเสียงที่ลงทั้งหมด 

อนึ่ง มาตรา ๘๙ วรรคสี่ และวรรคห้า กำหนดข้อห้ามในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ว่า  การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้ หากการดังกล่าวมีสาระสำคัญอันส่งผลกระทบต่อความเป็นเอกภาพของดินแดน หรือเกี่ยวข้องกับระบบการปกครองในรูปแบบสาธารณรัฐ

๑.๓ การทำประชามติในการปกครองส่วนท้องถิ่น (Le référendum décisionnel local)
ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ค.ศ. ๒๐๐๓ ได้มีการกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศฝรั่งเศสมีอำนาจเสนอร่างข้อบัญญัติ (Acte ou Deliberation) ของตนให้ประชาชนในท้องถิ่นลงประชามติได้ ทั้งนี้ร่างข้อบัญญัติดังกล่าวจะต้องมีสาระสำคัญที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ ในการนี้มีรัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ ๑ สิงหาคม ค.ศ. ๒๐๐๓ เป็นกฎหมายซึ่งกำหนดรูปแบบและกระบวนการในการจัดทำประชามติดังกล่าว

๒. กระบวนการจัดให้มีการลงประชามติ
มีข้อสังเกตว่า ในประเทศฝรั่งเศสไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่
วางหลักเกณฑ์ทั่วไปเกี่ยวกับการจัดให้มีการลงประชามติ  แต่มีการตรารัฐกฤษฎีกาขึ้นเป็นการพิเศษเพื่อใช้แก่การจัดทำประชามติในแต่ละครั้ง ซึ่งในทางปฏิบัติ รัฐกฤษฎีกาดังกล่าวจะถูกตราขึ้นในเวลากระชั้นชิดก่อนวันที่กำหนดให้มีการลงประชามติไม่เกิน ๖๐ วัน[22] ทั้งนี้ จะมีการตรารัฐกฤษฎีกาขึ้นอย่างต่ำสี่ฉบับ ได้แก่

(๑) รัฐกฤษฎีกาประกาศคำถามที่ประธานาธิบดีต้องการขอความเห็นจากประชาชนโดยผ่านการทำประชามติ  (ประกอบด้วย คำถามที่จะเสนอต่อประชาชน และวันที่ที่จัดให้มีการลงประชามติ)
(๒) รัฐกฤษฎีกากำหนดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนเสียงประชามติ
(๓) รัฐกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวกับการจัดทำประชามติ และ
(๔) รัฐกฤษฎีกากำหนดวิธีการจัดทำประชามติและการลงคะแนนเสียง ทั้งนี้ รัฐกฤษฎีกาดังกล่าว
จะไม่ผ่านการตรวจสอบของสภาแห่งรัฐ (
Conseil d’Etat) ดังเช่นกรณีทั่วไป แต่จะถูกนำไปให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตรวจสอบด้วยวิธีการให้ความเห็นชอบ (un simple avis)

ทั้งนี้ สามารถรวบรวมวิธีการในการจัดทำประชามติได้ ดังนี้
๒.๑ ในลำดับแรก จะต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการลงประชามติให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึง ในทางปฏิบัติถือเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องจัดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะที่เป็นกลางเกี่ยวกับเรื่องที่จัดให้มีการลงประชามติ โดยจะต้องมีการแสดงบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่จะขอให้ลงประชามติให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนได้ทราบพร้อมด้วยคำอธิบายประกอบ ค่าใช้จ่ายในการจัดพิมพ์และแจกจ่ายเอกสารเพื่อการดังกล่าวเป็นความรับผิดชอบของรัฐ
๒.๒ นอกจากการเผยแพร่ข้อมูลซึ่งกระทำโดยรัฐแล้ว มีรัฐกฤษฎีกากำหนดให้พรรคการเมืองสามารถให้การเสนอข้อมูลและความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติต่อสาธารณะ (la campagne/la propagande) ได้  ในกรณีนี้จะมีทั้งการเสนอความเห็นในด้านบวกและด้านลบต่อร่างกฎหมายหรือร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะเสนอให้ลงประชามติ  สำหรับการเสนอข้อมูลและความคิดเห็นที่เกี่ยวกับการทำประชามติโดยผ่านทางสื่อวิทยุโทรทัศน์นั้น รัฐกฤษฎีกากำหนดว่า
จะต้องมีการจัดเวลาให้ฝ่ายผู้สนับสนุนและผู้คัดค้านการลงประชามติได้แสดงความเห็นผ่านทางสื่อของรัฐและของเอกชนอย่างเท่าเทียมกัน  ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ตรวจสอบเนื้อหาและวิธีการของการเสนอข้อมูลและความคิดเห็นดังกล่าว 
๒.๓ การตั้งคำถามเพื่อนำไปใช้ลงประชามติ  ในทางปฏิบัติคำถามที่จะนำไปใช้ลงประชามติจะมีรูปแบบที่ชัดเจนรัดกุม เพื่อสอบถามว่าประชาชนเห็นชอบกับร่างกฎหมาย หรือร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ทั้งฉบับหรือเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่ง) หรือไม่  ทั้งนี้ลักษณะของประโยคคำถามจะเป็นดังนี้[23]
     (๑) เป็นคำถามให้ตอบได้อย่างเดียว ไม่ควรเป็นคำถามที่มีเงื่อนไขเชื่อมโยงกัน และเป็นคำถามที่เปิดให้เลือกตอบว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
     (๒) เป็นคำถามที่มีเนื้อหาเรื่องเดียว ยกเว้นในกรณีที่เป็นการแก้กฎหมายหรือรัฐธรรมนูญทั้งฉบับซึ่งอาจมีหลายประเด็น แต่จะต้องเป็นประเด็นที่สอดคล้องกัน
     (๓) เป็นคำถามที่มีความชัดเจน ไม่มีลักษณะที่ทำให้สับสน และจะต้องแสดงให้เห็นถึงการขอความเห็นจากประชาชนอย่างแท้จริง มิได้มีเป้าหมายอื่นใดซ่อนเร้น[24]
๓.๓ การลงคะแนนเสียงประชามติ  วิธีการจัดให้มีการลงคะแนนเสียงประชามติจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับวิธีการจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป (การทำรายการผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงประชามติ การกำหนดเขตลงประชามติ และวิธีการนับคะแนนเสียง) อนึ่ง บัตรลงคะแนนประชามตินั้น จะมีสองใบ พิมพ์ลงกระดาษสีขาว ใบหนึ่งเขียนคำว่าเห็นด้วย (oui) และอีกใบหนึ่งเขียนคำว่าไม่เห็นด้วย (non)
๓.๔ การคัดค้านกระบวนการจัดทำประชามติ  รัฐกฤษฎีกาลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๕๘ ซึ่งออกตามความในรัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสามารถคัดค้านความชอบด้วยกฎหมายของการลงคะแนนเสียงประชามติได้ โดยวิธีการยื่นคำคัดค้านต่อศาลรัฐธรรมนูญ (โดยผ่านคณะกรรมการผู้จัดทำทะเบียนเลือกตั้ง –Commission de recensement)  ในการนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบคำคัดค้านและมีคำวินิจฉัยว่ามีการลงคะแนนเสียงประชามติไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฯจะสั่งให้ยกเลิกผลการทำประชามตินั้น และให้มีการแก้ไขในส่วนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ถูกต้อง (les redressements necessaires) ก่อนที่จะประกาศผลของการลงประชามติ

๓. ผลของการลงประชามติ
การลงประชามติจะต้องมีผลเด็ดขาด กล่าวคือจะต้องนำไปสู่การประกาศใช้
หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย มิใช่เป็นเพียงการขอความเห็นของประชาชนโดยไม่นำไปสู่การดำเนินการใดๆ  ผลของการลงประชามติที่เด็ดขาดคือผลที่ได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากประชาชนผู้ใช้สิทธิ (ในกรณีนี้มีการพิจารณาถึงจำนวนของผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนประกอบด้วย)

หากผลของการลงประชามติเป็นการเห็นด้วย จะนำไปสู่การประกาศใช้กฎหมายที่เรียกว่า loi constitutionnelle ว่าด้วยเรื่องที่ได้ทำประชามตินั้น  ในกรณีนี้ หากเป็นร่างรัฐบัญญัติ ประธานาธิบดีจะต้องลงนามในร่างรัฐบัญญัติที่ผ่านการลงประชามติภายในเวลา ๑๕ วันนับแต่วันประกาศผลการลงประชามติ แต่หากผลของการลงประชามติปรากฏว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้ว ให้ร่างรัฐบัญญัตินั้นเป็นอันตกไป และรัฐสภาไม่อาจที่จะพิจารณาเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติที่มีเนื้อหาอย่างเดียวกันในภายหลังได้อีก เว้นแต่จะพ้นระยะเวลา ๒ ปีนับแต่วันที่มีการลงคะแนนเสียงประชามตินั้น

หากเป็นกรณีของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ซึ่งรัฐสภาได้เห็นด้วยกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญก่อนที่จะนำไปลงประชามติ) หากผลของการลงประชามติเป็นการเห็นด้วยกับร่างฯ นั้น ก็จะนำไปสู่การประกาศใช้ loi constitutionnelle ที่มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขบทบัญญัติใดบทบัญญัติหนึ่งในรัฐธรรมนูญ แต่หากปรากฏผลการลงประชามติว่าประชาชนไม่เห็นชอบด้วยกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าว จะมีผลให้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นต้องหยุดชะงักไว้ (suspensif)

สำหรับในกรณีที่ประเด็นซึ่งขอให้มีการลงประชามตินั้น ได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งวางกฎเกณฑ์ไว้ก่อนแล้ว หากผลของการลงประชามติเป็นการเห็นด้วย ก็จะมีผลเป็นการยกเลิกบทบัญญัติของกฎหมายที่มีอยู่ก่อน (abrogatif)  แต่หากปรากฏผลของการลงประชามติว่าประชาชนการไม่เห็นด้วย หรือหากมิอาจมีการจัดให้มีการลงประชามติได้ภายในวันที่กำหนดไว้ จะมีผลให้การบังคับใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นหยุดชะงักลง (suspensif) เช่นกัน อนึ่ง บทบัญญัติแห่งมาตราใดที่ได้ผ่านการลงประชามติแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ประชาชนลงมติเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยก็ตาม สามารถที่จะนำขึ้นสู่การพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐสภาได้ในภายหลัง (ตัวอย่างเช่น กรณีที่ประชาชนได้ลงประชามติรับกฎหมายพื้นฐานของ Nouvelle-Caledonie (le Statut de la Nouvelle-Caledonie) เมื่อปี ค.ศ. ๑๙๘๘ ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๙๙ ได้มีการตรารัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมสาระสำคัญของกฎหมายพื้นฐานฉบับนั้นได้

๔. การตรวจสอบกระบวนการทำประชามติและการรับรองผล
          มาตรา ๖๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสบัญญัติให้
ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรผู้มีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการจัดให้มีการลงประชามติ และเป็นผู้ประกาศผลการลงประชามติดังกล่าว (อย่างไรก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญไม่ถือว่าตนมีอำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายที่ผ่านการลงประชามติแล้ว เนื่องจากเหตุผลว่ากฎหมายฉบับนั้นๆ เป็นความต้องการโดยตรงของอำนาจอธิปไตยของชาติ ซึ่งถือได้ว่าอยู่นอกเหนือการจัดลำดับชั้นกฎหมาย (
hors hierachie des normes) ) รัฐกฤษฎีกา ลงวันที่ ๗ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๕๘ออกตามความในรัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นทั้งที่ปรึกษา ผู้ดำเนินการ และผู้วินิจฉัยชี้ขาด ดังนี้
(๑)             ให้รัฐบาลขอความเห็นจากศาลรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการจัดให้มีการดำเนินการทำประชามติ (มาตรา ๔๖)
(๒)           ให้ศาลรัฐธรรมนูญทำข้อสังเกตเกี่ยวกับรายชื่อขององค์กรที่ได้รับมอบอำนาจให้เป็นผู้เผยเสนอข้อมูลและความคิดเห็นที่เกี่ยวกับการลงประชามติต่อสาธารณะ (มาตรา ๔๗)
(๓)            ศาลรัฐธรรมนูญอาจแต่งตั้งให้ตุลาการศาลยุติธรรม หรือตุลาการ
ศาลปกครองเป็นผู้ควบคุมประจำพื้นที่ที่จัดให้มีการลงประชามติ (มาตรา ๔๘)
(๔)            ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ตรวจสอบและรับรองการขึ้นทะเบียน
ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ (มาตรา ๔๙)
(๕)            ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่พิจารณาและตัดสินคำร้องคัดค้านการลงประชามติ  ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าขั้นตอนการดำเนินการทำประชามติไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจใช้ดุลพินิจประกาศยกเลิกการทำประชามติทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน (มาตรา ๕๐)
(๖)             ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ประกาศผลการลงประชามติ และให้มีการประกาศผลดังกล่าวไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการตรากฎหมายที่ประชาชนอนุมัติบัญญัติผลการลงประชามติไว้ด้วย


                            




[1]นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการ ฝ่ายพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
[2]นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการ ฝ่ายกิจการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
[3]นักกฎหมายกฤษฎีกาปฏิบัติการ ฝ่ายกฎหมายการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
[4]นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการ ฝ่ายพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
[5]เช่นเดียวกับกรณีของการแต่งตั้งรัฐมนตรี ซึ่งอาจแต่งตั้งจากผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกรัฐสภา หรือสมาชิกพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองได้
[6]Article LO119 ห่งประมวลกฎหมายเลือกตั้ง (Code électoral)
[7]Article LO121 แห่งประมวลกฎหมายเลือกตั้ง (Code électoral) บัญญัติให้วาระการดำรงตำแหน่งสิ้นสุดลงในวันอังคารที่สามของเดือนมิถุนายน
[8]Article LO122 แห่งประมวลกฎหมายเลือกตั้ง (Code électoral)
[9]มาตรา ๑๒ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๙๕๘
[10]Article LO178 แห่งประมวลกฎหมายเลือกตั้ง (Code électoral)
[11]ในประเทศฝรั่งเศส ประชาชนผู้ประสงค์จะใช้สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งจะต้องลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้ง
[12]มาตรา ๕  รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและสภาแห่งสาธารณรัฐ
[13]มาตรา ๒๔ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญ ค.ศ. ๑๙๕๘ บัญญัติให้วุฒิสภามีสมาชิกได้ไม่เกิน ๓๔๘ คน
[14]ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๘๗๕ ในสมัยสาธารณรัฐที่ ๓
[15] Article L295 แห่งประมวลกฎหมายเลือกตั้ง (Code électoral)
[16] Article L294 แห่งประมวลกฎหมายเลือกตั้ง (Code électoral)
[17] ศาลยุติธรรมแห่งสาธารณรัฐ (Cour de justice de la République) ประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๖ คน สมาชิกวุฒิสภา จำนวน ๖ คน และผู้พิพากษาศาลฎีกา จำนวน ๓ คน
[18] Pactet P. et Melin-Soucramanien F., Droit Constitutionnel, 32e edition, Paris, Dalloz, 2013 ,p. 83.
[19] ในประเทศเสปน ได้จัดให้มีการลงประชามติเพื่อเปลี่ยนจากการปกครองระบอบเผด็จการเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๑๙๗๖ เช่นเดียวกับในประเทศกรีซที่จัดให้มีการลงประชามติในวันที่ ๘ ธันวาคม ๑๙๗๔ เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบกับการเปลี่ยนจากระบบการปกครองแบบเผด็จการอาณานิคมไปสู่ระบบการปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยและประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฉบับแรก (๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๙๗๕)
[20] ส่งผลให้มีการประกาศใช้รัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและรัฐบัญญัติ ลงวันที่ ๖ ธันวาคม ค.ศ. ๒๐๑๓ ว่าด้วยการใช้บังคับมาตรา ๑๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส
[21] อย่างไรก็ดี รัฐบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและรัฐบัญญัติว่าด้วยการใช้บังคับมาตรา ๑๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส กำหนดให้เริ่มต้นการบังคับใช้กลไกนี้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ค.ศ. ๒๐๑๕ เป็นต้นไป
[22]ตัวอย่างเช่น ในการทำประชามติ เมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๙๒ มีการออกรัฐกฤษฎีกาลงวันที่ ๑ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๙๙๒ เรียกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาลงคะแนนเสียงประชามติ และรัฐกฤษฎีกาอีกจำนวนสี่ฉบับ ลงวันที่ ๖ สิงหาคม ค.ศ. ๑๙๙๒
[23] Lignes directrices sur le referendum constitutionnel a l’echelle nationale adoptees par laCommission de venise lors de sa 47e reunion pleinaire (Venise, 6-7 juillet 2001)(CDL-INF(2001)010)
[24] คำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ decision no. 87-226 DC du 26 juin 1987, Ststut de la Nouvelle-Caledonie และ decision no. 2000-428 DC du 4 mai 2000, Consultation de la population de Mayotte sur son souvenir statutaire.