ถ้าท่านผู้อ่านลองสังเกตดูจะพบว่าประเทศไทยเรานี้เป็นประเทศที่อุดมไปด้วยองค์กรกลุ่มที่เราเรียกกันจนชินว่าคณะกรรมการ อนุกรรมการ และคณะทำงานต่าง ๆ เต็มไปหมด บางที่ก็เรียกองค์กรกลุ่มเหล่านี้ว่าสภานั่นสภานี่แทนการเรียกว่าคณะกรรมการก็มี ซึ่งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน และสภาเหล่านี้ถูกจัดตั้งในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งตามกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งภายในต่าง ๆ
เพื่อความสะดวกในการเขียนบทความนี้ ผู้เขียนขอใช้คำว่า "คณะกรรมการ" ในการเรียกองค์กรกลุ่มเหล่านี้ก็แล้วกันนะครับ จะได้ไม่ต้องจาระไนให้ยืดยาว
ทำไมเราต้องมีคณะกรรมการอะไรต่าง ๆ เยอะแยะขนาดนี้ บางเรื่องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอยู่แล้ว ทำไมยังต้องมีคณะกรรมการในเรื่องทำนองเดียวกันขึ้นอีก หรือว่าการทำงานแบบคณะกรรมการ "มีประสิทธิภาพมากกว่า" การมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเป็นผู้ดำเนินงาน? เคยสงสัยไหมครับว่าการทำงานแบบคณะกรรมการ "คุ้มค่า" หรือไม่?
โดยหลักแล้วการทำงานในลักษณะองค์กรกลุ่มนี้มีความจำเป็นสำหรับงานที่ต้องการ "การปรึกษาหารือ" ของผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เพื่อให้การคิดการทำงานมีความละเอียดรอบคอบ มองอะไรรอบด้าน หรือการทำงานที่ต้องการ "การประสานความร่วมมือ" ของหน่วยงานที่รับผิดชอบที่มีภารกิจแตกต่างกันไป เพื่อให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมุ่งไปสู้เป้าหมายเดียวกัน เป็นระบบระเบียบ โดยจับผู้แทนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาคุยกันเสียให้รู้เรื่องรู้ราวก่อน นั่นคือข้อดีของการทำงานในรูปของคณะกรรมการ ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าคุยกันแล้วต้องเอาไปทำตามที่ตกลงกันไว้นะ ไม่ใช่ตกลงกันอย่าง แต่ยังต่างคนต่างทำเหมือนเดิม
แต่เหรียญมีสองด้านนะครับ การทำงานแบบคณะกรรมการนี้มีต้นทุนค่อนข้างสูง เพราะต้องมีการเรียกประชุม ต้องมีค่าใช้จ่ายในการประชุม ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการประชุม เช่น น้ำร้อนน้ำชา ค่าใช้จ่ายในการจัดทำเอกสารการประชุม ค่าเบี้ยประชุม ค่าส่งหนังสือเชิญประชุมและเอกสารการประชุม ฯลฯ ทั้งยังต้องเสียเวลาอีกด้วยเพราะเรามีแบบธรรมเนียมว่าทุกคนต้องมาประชุมร่วมกันในที่ใดที่หนึ่งโดยพร้อมเพรียงกัน ผู้มาประชุมก็ต้องเสียเวลาทำงานไปอย่างน้อย ๆ ก็สามชั่วโมง แถมยังต้องเสียค่าน้ำมันและค่าเดินทางมาประชุมด้วย เมื่อประชุมเสร็จก็ต้องเดินทางกลับ ซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายมิใช่น้อย ดังนั้น การมีคณะกรรมการจำนวนมหาศาลจึงมีต้นทุนในการจัดประชุม "สูงมาก"
นอกจากนี้ โดยที่การทำงานแบบคณะกรรมการต้องมีการประชุมร่วมกัน บางทีกว่าจะนัดประชุมได้ก็เสียเวลาไปเยอะแยะ ยิ่งคณะกรรมการที่ประกอบด้วยกรรมการชั้นยอดหรือตำแหน่งสูง ๆ ยิ่งนัดยากใหญ่เพราะแต่ละท่านต่างมีภารกิจเยอะแยะทั้งสิ้น การทำงานแบบคณะกรรมการจึงเต็มไปด้วยความล่าช้า และถ้าเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง หลายตำแหน่งต้องส่งเด็ก ๆ ที่ไม่สามารถตัดสินใจทางนโยบายได้มาประชุมแทนเยอะไป เพราะบางตำแหน่งนั้นเป็นกรรมการในคณะกรรมการหลายร้อยคณะกรรมการเหลือเกิน เมื่อส่งเด็ก ๆ มา แทนที่จะได้งานหรือตกลงอะไรกันได้ กลับตกลงกันไม่ได้เสียอีก เพราะเด็ก ๆ ก็มักจะ "รับไปหารือผู้บังคับบัญชา" หรือไม่ก็ "ขอไปรายงานท่านก่อน" งานจึงยิ่งช้าไปกันใหญ่
ดังนั้น ยิ่งมีคณะกรรมการมากเท่่าไร การทำงานจึงยิ่งช้าและมีต้นทุนสูงมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ "ความคุ้มค่า" ของการมีคณะกรรมการก็จะยิ่งลดน้อยลง
ที่ผู้เขียนนำเสนอนี้มิได้มุ่งหมายให้เลิกใช้ระบบคณะกรรมการ เพียงแต่ประสงค์ให้มีการใช้ระบบคณะกรรมการเพียงเท่าที่จำเป็นจริง ๆ คือมีแล้วใช้ให้คุ้มค่า ไม่ใช่เอะอะก็ต้องมีคณะกรรมการ ร่างกฎหมายก็ไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการทุกร่างไปเพราะที่ไปลอก ๆ กันมาเขามีคณะกรรมการกันทุกฉบับ อันนี้ต้องคิดให้มากนะครับ มันไม่ใช่สักแต่ว่าเอาง่าย ๆ เพราะมันเป็น "แบบ" หรือถ้ามีหน่วยงานอื่นมาร่วมเป็นกรรมการในคณะกรรมการของหน่วยงานเราแล้ว เรื่องการของบประมาณหรือเริื่องอะไรจะได้ราบรื่น นักร่างกฎหมายรุ่นเก่าแก่เขาไม่ได้คิดแบบนี้นะครับ ผมได้รับการอบรมสอนสั่งมาว่าให้คิดถึงความคุ้มค่าเป็นหลัก การตั้งคณะกรรมการมันเป็นภาระงบประมาณและสิ้นเปลืองเวลาทำงาน ถ้าไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนักก็ไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการหรอก เอาเงินไปทำประโยชน์อื่นให้แก่ประชาชนจะดีกว่า
ในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติก็เขียนเรื่องนี้ไว้ชัดเจนในมาตรา 77 วรรคสาม นะครับว่า "รัฐพึงใช้ระบบอนุญาตและระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะในกรณีที่จำเป็น ..."
ผมฝากประเด็นนี้ไว้ช่วยกันคิดนะครับ มันดูเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ถ้าคิดให้รอบคอบ เราคงมีงบประมาณและเวลาไปทำอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนได้มากโขอยู่.
วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
วันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
เมื่อข้าว(อยู่)นอกนา โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์
เมื่อวันก่อนผู้เขียนไปกินข้าวแกงที่โรงอาหารธรรมศาสตร์ ก็ไปเข้าคิวตามปกติแหละครับ มีเด็กหนุ่มสาวรอก่อนหน้าผู้เขียนสัก 5-6 คน แล้วบังเอิญได้ยินน้องคิวแรกสั่งว่า "เอาข้าวน้อย ๆ นะคะ" ผู้เขียนสะกิดใจขึ้นมาเพราะสมัยผู้เขียนเป็นเด็ก เรามักจะ "ขอข้าวเยอะ ๆ นะป้า" จะได้อิ่ม ๆ เลยลองสังเกตน้อง ๆ คิวถัด ๆ มาด้วย พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่เป็นธรรมชาติทั้ง 5-6 คนนี้มีพฤติการณ์เดียวกันหมด คือ "เอาข้าวน้อย ๆ นะคะ/ครับ"
ระหว่างนั่งกินข้าว ผู้เขียนก็สังเกตเห็นว่าน้อง ๆ ส่วนใหญ่ในโรงอาหารกินข้าวไม่หมดจานอีก ทั้ง ๆ ที่ข้าวก็น้อยอยู่แล้ว เมื่อเดินสำรวจชั้นวางจานใช้แล้ว พบว่ามีข้าวเหลือเกือบทุกจาน และเมื่อกินข้าวเสร็จ น้อง ๆ ส่วนใหญ่จะกินกาแฟเย็นแก้วใหญ่คนละแก้ว พร้อมด้วยขนมห่อ ๆ สารพัดระหว่างนั่งคุยกัน
ดูหนังดูละครแล้วก็ย้อนมาดูตัว ผู้เขียนพบว่าอย่าว่าแต่วัยรุ่นเลย เดี๋ยวนี้รุ่นกลางอย่างผู้เขียนไล่ไปจนถึงรุ่นดึกก็กินข้าวน้อยลงเหมือนกัน เหตุเพราะกลัวอ้วน อ้วนแล้วโรคเยอะ เลยอนุมานเอาเองว่าวัยรุ่นเขาก็คงคิดเหมือนเรานั่นแหละ เพราะรายงานทางวิชาการต่าง ๆ ก็บ่งชี้มาตรงกันว่าข้าวเป็นคาร์โบไฮเดรต กินมาก ๆ แล้วอ้วน ถ้าไม่อยากอ้วนก็จงกินข้าวน้อย ๆ
ดังนี้ ผู้เขียนจึงสรุปเอาดื้อ ๆ ว่าพฤติกรรมการบริโภคข้าวของคนไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เน้นข้าวเยอะ ๆ กินกับน้อย ๆ ไม่งั้นจะเป็นตานขโมย เป็นกินข้าวน้อย ๆ แทน แถมเดี๋ยวนี้เขากินอย่างอื่นแทนข้าวได้อีก เช่น ขนมปัง ซีเรียล มูสลี่ เป็นต้น ส่วนเหตุผลก็น่าจะเป็นเรื่องสุขภาพนี่แหละ ยิ่งเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าคนไทยก็จะกินข้าวน้อยลงเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินจะกินนะ แต่กินน้อยเพื่อรักษาสุขภาพ
สวนทางกับการบริโภคที่ลดลง เกษตรกรไทยเราเก่งขึ้น ปลูกข้าวได้ผลดีมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ปัญหาโลกแตกก็ตามมาเชียว นั่นคือราคาข้าวตกต่ำ การกระตุ้นให้คนร่วมแรงร่วมใจกันบริโภคก็ทำไม่ได้เสียแล้ว เพราะเราถูกปลูกฝังให้เชื่อโดยสุจริตแล้วว่ากินข้าวกินแป้งมาก ๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ ถ้าให้ช่วยกันซื้อก็คงได้สักรอบสองรอบ เพราะเมื่อซื้อไปแล้วคงต้องกินให้หมดก่อนไปซื้อรอบใหม่ ซึ่งเป็นนิสัยคนทั่วไป ครั้นจะส่งออกไปขายนอกบ้าน ประเทศอื่นเขาก็พัฒนาการปลูกข้าวเหมือนกัน แถมต้นทุนถูกกว่าเรา เขาจึงขายข้าวในราคาต่ำกว่าเรา ของเราก็ขายยากขึ้น แถมประเทศที่กินข้าวกันเป็นหลักต่างก็ปลูกข้าวได้กันทั้งนั้น
แต่เมื่อกระดูกสันหลังของชาติเดือดร้อน เราจะนิ่งดูดายกันได้อย่างไร ทุกรัฐบาลต่างก็เข็นมาตรการเร่งด่วนต่าง ๆ ออกมาช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง จนหลายครั้งเป็นเรื่องเป็นราวอื้อฉาวเกิดขึ้น แต่ข้าวปลูกได้ปีละหลายรอบ แก้รอบนี้ อีกสามสี่เดือนก็ต้องตามมาแก้กันอีก นี่ยังไม่นับของเก่าคงค้างที่ยังเคลียร์ไม่เสร็จอีกนะ เรื่องข้าวจึงกลายเป็นปัญหาคลาสสิคของชาติ รัฐบาลไหนไม่ได้วุ่นวายกับข้าว ให้เดาได้เลยว่าเป็นรัฐบาลอายุสั้น ข้าวยังไม่ทันเกี่ยวก็ไปเสียแล้ว
ผู้เขียนไม่ได้เป็นนักวิชาการด้านข้าว ไม่ได้เป็นพ่อค้า แต่เป็นนักกฎหมาย จึงคิดเอาเองว่าการแก้ปัญหาสินค้าต่าง ๆ คงต้องนำพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปมาประกอบการพิจารณาด้วยเพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน
โลกเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ นะครับ.
ระหว่างนั่งกินข้าว ผู้เขียนก็สังเกตเห็นว่าน้อง ๆ ส่วนใหญ่ในโรงอาหารกินข้าวไม่หมดจานอีก ทั้ง ๆ ที่ข้าวก็น้อยอยู่แล้ว เมื่อเดินสำรวจชั้นวางจานใช้แล้ว พบว่ามีข้าวเหลือเกือบทุกจาน และเมื่อกินข้าวเสร็จ น้อง ๆ ส่วนใหญ่จะกินกาแฟเย็นแก้วใหญ่คนละแก้ว พร้อมด้วยขนมห่อ ๆ สารพัดระหว่างนั่งคุยกัน
ดูหนังดูละครแล้วก็ย้อนมาดูตัว ผู้เขียนพบว่าอย่าว่าแต่วัยรุ่นเลย เดี๋ยวนี้รุ่นกลางอย่างผู้เขียนไล่ไปจนถึงรุ่นดึกก็กินข้าวน้อยลงเหมือนกัน เหตุเพราะกลัวอ้วน อ้วนแล้วโรคเยอะ เลยอนุมานเอาเองว่าวัยรุ่นเขาก็คงคิดเหมือนเรานั่นแหละ เพราะรายงานทางวิชาการต่าง ๆ ก็บ่งชี้มาตรงกันว่าข้าวเป็นคาร์โบไฮเดรต กินมาก ๆ แล้วอ้วน ถ้าไม่อยากอ้วนก็จงกินข้าวน้อย ๆ
ดังนี้ ผู้เขียนจึงสรุปเอาดื้อ ๆ ว่าพฤติกรรมการบริโภคข้าวของคนไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เน้นข้าวเยอะ ๆ กินกับน้อย ๆ ไม่งั้นจะเป็นตานขโมย เป็นกินข้าวน้อย ๆ แทน แถมเดี๋ยวนี้เขากินอย่างอื่นแทนข้าวได้อีก เช่น ขนมปัง ซีเรียล มูสลี่ เป็นต้น ส่วนเหตุผลก็น่าจะเป็นเรื่องสุขภาพนี่แหละ ยิ่งเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าคนไทยก็จะกินข้าวน้อยลงเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่าไม่มีเงินจะกินนะ แต่กินน้อยเพื่อรักษาสุขภาพ
สวนทางกับการบริโภคที่ลดลง เกษตรกรไทยเราเก่งขึ้น ปลูกข้าวได้ผลดีมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ปัญหาโลกแตกก็ตามมาเชียว นั่นคือราคาข้าวตกต่ำ การกระตุ้นให้คนร่วมแรงร่วมใจกันบริโภคก็ทำไม่ได้เสียแล้ว เพราะเราถูกปลูกฝังให้เชื่อโดยสุจริตแล้วว่ากินข้าวกินแป้งมาก ๆ ไม่ดีต่อสุขภาพ ถ้าให้ช่วยกันซื้อก็คงได้สักรอบสองรอบ เพราะเมื่อซื้อไปแล้วคงต้องกินให้หมดก่อนไปซื้อรอบใหม่ ซึ่งเป็นนิสัยคนทั่วไป ครั้นจะส่งออกไปขายนอกบ้าน ประเทศอื่นเขาก็พัฒนาการปลูกข้าวเหมือนกัน แถมต้นทุนถูกกว่าเรา เขาจึงขายข้าวในราคาต่ำกว่าเรา ของเราก็ขายยากขึ้น แถมประเทศที่กินข้าวกันเป็นหลักต่างก็ปลูกข้าวได้กันทั้งนั้น
แต่เมื่อกระดูกสันหลังของชาติเดือดร้อน เราจะนิ่งดูดายกันได้อย่างไร ทุกรัฐบาลต่างก็เข็นมาตรการเร่งด่วนต่าง ๆ ออกมาช่วยเหลือเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง จนหลายครั้งเป็นเรื่องเป็นราวอื้อฉาวเกิดขึ้น แต่ข้าวปลูกได้ปีละหลายรอบ แก้รอบนี้ อีกสามสี่เดือนก็ต้องตามมาแก้กันอีก นี่ยังไม่นับของเก่าคงค้างที่ยังเคลียร์ไม่เสร็จอีกนะ เรื่องข้าวจึงกลายเป็นปัญหาคลาสสิคของชาติ รัฐบาลไหนไม่ได้วุ่นวายกับข้าว ให้เดาได้เลยว่าเป็นรัฐบาลอายุสั้น ข้าวยังไม่ทันเกี่ยวก็ไปเสียแล้ว
ผู้เขียนไม่ได้เป็นนักวิชาการด้านข้าว ไม่ได้เป็นพ่อค้า แต่เป็นนักกฎหมาย จึงคิดเอาเองว่าการแก้ปัญหาสินค้าต่าง ๆ คงต้องนำพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปมาประกอบการพิจารณาด้วยเพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน
โลกเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ นะครับ.
วันเสาร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2559
ทางน้ำไหล โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์
ถึงตอนนี้เราคงพอทราบกันแล้ วว่าทุก 10-15 ปี โลกจะต้องเผชิญหน้ากับความแห้ งแล้งอย่างรุนแรง (เอล นินโญ) กับความชุ่มโชก (ลา นินญ่า) และระยะเวลาดังกล่าวนี้จะหดสั้ นลงเรื่อย ๆ และรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ อันเป็นผลมาจากการเปลี่ ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิ ดจากน้ำมือมนุษย์
ชาวโลกเขาตื่นตัวเรื่องนี้กั นมาก และมีการเตรียมการรับมือเรื่ องนี้อย่างจริงจัง แต่ชาวเราดูจะมองว่าเป็นเรื่ องไกลตัว ไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไร ทั้ง ๆ ที่ เผชิญกับปัญหานี้กันทุกปี น้ำแล้งบ้าง น้ำท่วมบ้าง เสียหายกันปีละมิใช่น้อย ๆ รัฐต้องใช้เงินและบุคลากรจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือเยียวยาความเสียหาย
เราดูเหมือนจะเป็นกบในหม้อต้มน้ำ (frog in the boiler) ตามสุภาษิตฝรั่ง คือ ถ้าจับกบไปใส่ไว้ในหม้อแล้ วค่อย ๆ ต้มน้ำให้ร้อนขึ้นทีละน้อย จะไม่หนีออกจากหม้อ สิ่งที่กบทำคือมันปรับตัวเองให้ เข้ากับสภาพน้ำที่ค่อย ๆ ร้อนขึ้น จนถึงจุดหนึ่งที่เกินจะปรับตั วได้มันก็จะไม่มีความสามารถที่ จะหนีไปไหนแล้วและตายคาหม้อ
ถ้าเราไม่อยากเป็นกบตัวที่ว่านี้ เราก็ต้องหาวิธีการรับมือกั บการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่ างเหมาะสม ไม่ใช่แค่เชิงรับ คือตระเตรียมข้าวของไว้ช่วยเหลื อผู้ประสบภัย หากต้องทำในเชิงรุกด้วย คือป้องกันให้เกิดความเสียหายน้ อยที่สุด (Minimize loss)
ปีนี้เราชุ่มโชกมาก ฝนตกน้ำท่วมหลายจุด ผู้เขียนสังเกตว่าน้ำป่ าไหลหลากเข้าท่วมหลายพื้นที่ที่ ไม่ควรจะท่วม และฝนตกน้ำขังในที่ที่ไม่ ควรจะขัง จึงลองวิเคราะห์แบบบ้าน ๆ ดูว่าทำไมน้ำถึงเปลี่ยนเส้ นทางการไหล ทำให้การรับมือกับน้องน้ำที่ วางแผนกันไว้ล่วงหน้าแล้วมีปั ญหาอยู่ตลอดเวลา
ตามปกติ น้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ เส้นทางการไหลของน้ำจะบอกว่ าตรงไหนเป็นมาที่สูง ตรงไหนเป็นที่ต่ำ เดิมเส้นทางนี้คาดการณ์ได้ง่ ายเพราะคนไทยโบราณเราปลูกบ้ านอย่างชาญฉลาด ใช้เรือนยกใต้ถุนสูง ไม่ใช้การถมดินเพื่อปลูกบ้าน แต่ต่อมาเมื่อมีการปลูกบ้านอย่ างฝรั่งกันมากขึ้น เราก็กลัวน้ำจะท่วมบ้าน ก่อนปลูกบ้านจึงต้องถมที่ให้สู งก่อน น้ำจะได้ไม่ท่วมบ้านสวย ๆ
เมื่อนาย ก. ถมที่ บ้านเขาก็น้ำไม่ท่วม แต่บ้านนาย ข. นาย ค. นาง ง. และใครต่อใครต่าง ๆ อีกมากมายที่อยู่รอบ ๆ ต้องรับภาระน้ำแทน คราวนี้เวลาใครจะสร้างบ้านก็ จะถมที่ให้สูงกว่าคนอื่นอยู่ เสมอ และความคิดนี้ได้กลายมาเป็นชุ ดความคิดมาตรฐานในการก่อสร้ างอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรั พย์ไปแล้ว
การวิเคราะห์แบบบ้าน ๆ ของผู้เขียนนี้นำไปสู่สมมุติฐาน (แบบบ้าน ๆ อีกเหมือนกัน) ว่า บัดนี้ความสูงต่ำของพื้นที่ (Contours) ทั่วประเทศเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว และยังคงเปลี่ยนแปลงทุกวั นเพราะการถมดินเพื่อปลูกสร้ างอาคารเป็นกิจวัตรประจำวั นของชาวเราไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงไม่อาจคาดการณ์ได้ชั ดเจนว่าถ้ามีน้ำไหลหลากมา น้องน้ำจะไหลไปทางไหน ยิ่งมีการพัฒนาพื้นที่ใหม่รอบ ๆ เมืองเก่า เขตเมืองเก่าจะกลายเป็นที่ลุ่ มต่ำไปโดยปริยาย เพราะการพัฒนาพื้นที่ใหม่รอบ ๆ นั้นจะมีการถมที่ให้สูงขึ้นเรื่ อย ๆ นั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมพื้นที่ ในเขตเมืองเดิมจึงกลายเป็นแอ่ งรองน้ำ และมี "น้ำรอการระบาย" ทุกทีที่ฝนตก และในพื้นที่อื่นน้ำ จะไหลหลากไปทางไหน เพราะตอนนี้ไม่รู้แล้วว่ าตรงไหนสูงกว่าตรงไหน
จะดีไหมครับ ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้ องจะฉวยโอกาสตอนนี้แหละตรวจสอบ contours ของพื้นที่ทั่วประเทศใหม่ทั้ งหมด การวางผังเมืองก็ต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ด้วย มีการทำแผนที่เส้นทางการไหลของน้ำ เสียให้ชัดเจน แล้วประกาศให้ประชาชนทราบ มีกลไกและมาตรการห้ามปลูกสร้างใด ๆ รวมทั้งการถมดินในเส้นทางน้ำ ไหลนี้อย่างเด็ดขาด ใครฝ่าฝืนจัดการอย่างเฉียบขาด ไม่ปล่อยไว้ให้เป็นปัญหารุงรัง ประกาศให้สังคมทราบเพื่อใช้ มาตรการทางสังคมกดดันคนที่ไม่มี ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมด้วย ส่วนทางราชการที่จะสร้ างถนนหนทาง หรือทางรถไฟผ่านแนวนี้ต้องทำเป็ นสะพานเท่านั้น เป็นต้น
เราจะได้มีข้อมูลที่เป็นปัจจุบั นเพื่อประโยชน์ในการบริหารจั ดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ดีกว่ามานั่งตำหนิติเตียนหรือจั บผิดกันไปวัน ๆ
มาช่วยกันคิดช่วยกันทำเพื่อพั ฒนาบ้านเมืองกันดีกว่าครับ
วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559
คำแปลหลักการปารีส โดย นางณัฏฐณิชา เลอฟิลิแบร์ต
คำแปล
หลักการเกี่ยวกับสถานะของหน่วยงานระดับชาติ[1]
โดยนางณัฏฐณิชา เลอฟิลิแบร์ต[2]
อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบ
1. ให้หน่วยงานระดับชาติ[3] มีอำนาจหน้าที่ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
2. ให้หน่วยงานระดับชาติมีอำนาจอย่างกว้างเท่าที่จะเป็นไปได้ตามที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่กำหนดองค์ประกอบและขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานระดับชาติ
3. ให้หน่วยงานระดับชาติมีบรรดาความรับผิดชอบ ดังต่อไปนี้
(เอ) เสนอความเห็น คำแนะนำ
ข้อเสนอ และรายงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อรัฐบาล รัฐสภา
และหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจ บนพื้นฐานของการให้คำแนะนำ ไม่ว่าตามคำร้องขอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
หรือตามผลการพิจารณาของหน่วยงานระดับชาติที่ต้องสามารถดำเนินการได้เองโดยไม่ต้องอาศัยองค์กรอื่น
และหน่วยงานระดับชาติมีอำนาจตัดสินใจที่จะเผยแพร่บรรดาความเห็น คำแนะนำ ข้อเสนอ
และรายงานเหล่านั้นได้ และหน่วยงานระดับชาติต้องมีอำนาจในกรณีดังต่อไปนี้ด้วย
(i) กรณีบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองใด ๆ รวมถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับองค์การตุลาการที่มุ่งรักษาและให้ความคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
โดยหน่วยงานระดับชาติต้องพิจารณาบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือคำสั่งทางปกครองใดที่มีผลบังคับใช้
รวมถึงร่างพระราชบัญญัติและข้อเสนอเกี่ยวกับคำสั่งทางปกครองดังกล่าว
และให้คำแนะนำตามที่เห็นสมควรเพื่อประกันว่าบทบัญญัติหรือคำสั่งเหล่านั้นสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานสำคัญของสิทธิมนุษยชน
และในกรณีที่จำเป็น ให้หน่วยงานระดับชาติให้คำแนะนำให้มีการตรากฎหมายขึ้นใหม่ หรือให้มีการแก้ไขกฎหมายที่ใช้บังคับแล้ว
รวมทั้งการมีคำสั่งทางปกครองใหม่หรือแก้ไขคำสั่งทางปกครองที่ใช้อยู่
(ii) กรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่หน่วยงานระดับชาติเห็นควรพิจารณาดำเนินการ
(iii) กรณีการจัดทำรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของชาติ ทั้งสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วไป
และเฉพาะเรื่อง
(iv) สร้างความตระหนักแก่รัฐบาลเกี่ยวกับสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศและมีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อยุติสถานการณ์ดังกล่าว
และหากจำเป็น อาจต้องแสดงความเห็นต่อจุดยืนและปฏิกิริยาของรัฐบาล
(บี)
ส่งเสริมและทำให้เกิดความมั่นใจว่ากฎหมาย กฎ ระเบียบ และการปฏิบัติต่าง ๆ
ของประเทศสอดคล้องกับความตกลงด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศนั้นเป็นภาคี
และมีการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
(ซี) สนับสนุนการให้มีการให้สัตยาบันความตกลงด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศนั้นเป็นภาคี
หรือการภาคยานุวัติความตกลงเหล่านั้น และติดตามว่ามีการปฏิบัติตามความตกลงดังกล่าว
(ดี) มีส่วนร่วมในรายงานต่าง ๆ ที่รัฐต้องรายงานต่อหน่วยงานและคณะกรรมาธิการของสหประชาชาติและหน่วยงานระดับภูมิภาค
และตามพันธกรณีในหนังสือสัญญา และให้เสนอความเห็นที่จำเป็นในเรื่องดังกล่าวอย่างอิสระ
(อี) ร่วมมือกับสหประชาชาติและหน่วยงานของสหประชาชาติ
หน่วยงานระดับภูมิภาค และหน่วยงานระดับชาติของประเทศอื่นที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
(เอฟ) ช่วยเหลือในการกำหนดโปรแกรมการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
และมีส่วนร่วมในการดำเนินการในแวดวงโรงเรียน มหาวิทยาลัย และวิชาชีพ
(จี)
ให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนและความพยายามในการกำจัดการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ
โดยการเพิ่มความตระหนักให้แก่สาธารณชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผ่านข้อมูลข่าวสารและการศึกษา
และสื่อต่าง ๆ
องค์ประกอบและหลักประกันความเป็นอิสระและความแตกต่างหลากหลาย
1. องค์ประกอบของหน่วยงานระดับชาติและการแต่งตั้งสมาชิก
ไม่ว่าจะโดยการเลือกตั้งหรือวิธีอื่นใด ต้องสอดคล้องกับกระบวนการที่สามารถประกันได้ว่าจะได้สมาชิกที่มีความแตกต่างหลากหลายทางพลังสังคม
(ของสังคมพลเรือน) บรรดาที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของผู้แทนจากแวดวง ดังต่อไปนี้
(เอ) NGOs ที่ดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้กับการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ สมาคมการค้า
องค์กรทางสังคมและวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น วิชาชีพนักกฎหมาย แพทย์ สื่อสารมวลชน และนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง
(บี) นักคิดทางปรัชญาหรือศาสนา
(ซี) มหาวิทยาลัยและผู้ทรงคุณวุฒิ
(ดี) รัฐสภา
(อี) หน่วยงานของรัฐ (หากมีผู้แทนกลุ่มนี้
ผู้แทนกลุ่มนี้ควรมีส่วนร่วมเฉพาะการพิจารณาข้อเสนอแนะเท่านั้น)
2. หน่วยงานระดับชาติต้องมีโครงสร้างที่เหมาะสมต่อการดำเนินงานต่าง
ๆ ให้เป็นไปโดยราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มีงบประมาณที่เพียงพอที่จะจ้างเจ้าหน้าที่และจัดหาสถานที่เพื่อประกันความเป็นอิสระจากรัฐบาล
และไม่อยู่ภายใต้บังคับการควบคุมทางการเงินที่อาจส่งผลต่อความเป็นอิสระ
3. เพื่อประกันว่าสมาชิกของหน่วยงานระดับชาติจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามอาณัติที่ได้รับมอบหมายอย่างมั่นคง
ซึ่งหากปราศจากหลักประกันนั้นแล้วจะไม่มีความเป็นอิสระที่แท้จริง
การแต่งตั้งสมาชิกต้องดำเนินการอย่างเป็นทางการและภายในระยะเวลาที่ชัดเจน ทั้งนี้ ระยะเวลาดังกล่าวอาจขยายออกไปได้หากเป็นไปเพื่อให้ได้สมาชิกที่มีความแตกต่างหลากหลายอย่างแท้จริง
วิธีดำเนินงาน
หน่วยงานระดับชาติต้องมีวิธีดำเนินงานดังนี้
(เอ) พิจารณาเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่อย่างเสรี
ไม่ว่าเป็นเรื่องที่เสนอโดยรัฐบาล หรือเป็นเรื่องที่หน่วยงานระดับชาติยกขึ้นมาพิจารณาเองโดยไม่ต้องอาศัยองค์กรอื่น
และไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่สมาชิกยกขึ้นหรือเป็นเรื่องที่มีการร้องเรียนเข้ามา
(บี) รับฟังบุคคลใด ๆ
และรับข้อมูลและเอกสารใด ๆ ที่จำเป็นต่อการประเมินสถานการณ์ที่อยู่ภายในอำนาจหน้าที่
(ซี) แสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะโดยตรง
หรือโดยผ่านสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแสดงความคิดเห็นและคำแนะนำต่อสาธารณะ
(ดี) ประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอและเมื่อใดก็ตามที่จำเป็นต่อการปรากฏตัวของสมาชิกทั้งหมดเมื่อมีการเรียกประชุมอย่างเป็นทางการ
(อี) ตั้งคณะทำงานจากสมาชิกในกรณีที่จำเป็น
และจัดตั้งส่วนงานในท้องถิ่นหรือในภูมิภาคเพื่อช่วยปฏิบัติหน้าที่
(เอฟ) หารือกับหน่วยงานอื่น
ไม่ว่าจะเป็นองค์กรตุลาการหรือหน่วยงานอื่นใด ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
(โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ไกล่เกลี่ย และหน่วยงานอื่นในทำนองเดียวกัน)
(จี) ร่วมมือกับ NGOs ที่ทำงานด้านการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
การต่อสู้กับการเหยียดชาติพันธุ์ การคุ้มครองกลุ่มผู้ด้อยโอกาส (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เด็ก แรงงานอพยพ ผู้ลี้ภัย ผู้พิการทางสมอง) หรือด้านเฉพาะอย่างอื่น เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานระดับชาติ
หลักการเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานะของคณะกรรมการที่มีอำนาจกึ่งตุลาการ
หน่วยงานระดับชาติอาจได้รับอำนาจให้ดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาการร้องเรียนและร้องทุกข์เกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของปัจเจกบุคคล
โดยคดีอาจเข้าสู่การกระบวนวิธีพิจารณาดังกล่าวโดยบุคคลธรรมดา ตัวแทน บุคคลที่สาม NGOs สมาคมการค้า หรือตัวแทนขององค์การอื่น ในกรณีเช่นนั้นและโดยไม่ขัดต่อหลักการข้างต้นเกี่ยวกับอำนาจอื่นของคณะกรรมการ
การดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายอาจต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักการดังต่อไปนี้
(เอ) ดำเนินการระงับข้อพิพาทอย่างเป็นฉันท์มิตร
โดยการไกล่เกลี่ย หรือการวินิจฉัยที่มีผลผูกพันตามที่กฎหมายบัญญัติ บนพื้นฐานการรักษาความลับในกรณีที่จำเป็น
(บี) แจ้งให้ผู้ร้องทราบเกี่ยวกับสิทธิของตน
โดยเฉพาะการเยียวยาที่บุคคลดังกล่าวอาจได้รับ และดำเนินการให้เขาได้รับการเยียวยาดังกล่าว
(ซี) ดำเนินกระบวนการพิจารณาคำร้องเรียนหรือร้องทุกข์
หรือส่งคำร้องเรียนหรือร้องทุกข์ นั้นไปยังหน่วยงานอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ
(ดี) เสนอแนะหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่
โดยเฉพาะ การเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขหรือการปฏิรูปกฎหมาย กฎ และมาตรการทางปกครอง ในกรณีที่กฎหมาย
กฎ หรือมาตรการทางปกครองดังกล่าวเป็นอุปสรรคในการร้องทุกข์เพื่อให้มีการดำเนินการให้เป็นไปตามสิทธิของบุคคล
วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
การอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีอาญาตามหลักสากล โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์
ตาม Article 14 (5) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) ที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีโดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 (ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2539) และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 นั้น บุคคลทุกคนซึ่งต้องคำพิพากษาลงโทษในความผิดอาญา ย่อมมีสิทธิที่จะให้คณะตุลาการชั้นเหนือขึ้นไปพิจารณาทบทวนการลงโทษและคำพิพากษาได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งเป็นไปตามหลัก fair trial เพื่อประกันความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม (protect against miscarriages of justice)
ในทางปฏิบัติ รัฐภาคีต่างมีกฎหมายภายในของตนเองที่บัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีอาญาไว้ บางประเทศให้อุทธรณ์ได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย บางประเทศให้อุทธรณ์ได้เฉพาะกรณีกระบวนวิธีพิจารณาไม่ชอบหรือเฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย กรณีจึงมีปัญหาเกี่ยวกับขอบเขตการอุทธรณ์ขึ้น และเคยมีกรณีที่เข้าสู่การพิจารณาของ The Human Rights Committee ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวได้วางหลักไว้ในคดี Vazquez v Spain (Communication No. 701/1996) ว่าการที่กฎหมายภายในของสเปนบัญญัติให้อุทธณ์คำพิพากษาคดีอาญาได้เฉพาะกระบวนวิธีพิจารณาไม่ชอบกับในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ไม่ต้องด้วย Article 14(5) ของ ICCPR
ต่อมา ในปี 2002 The Human Rights Committee ได้วางหลักการอุทธรณ์คดีอาญาไว้ชัดเจนในคดี Bandajevsky v Belarus (Communication No. 1100/2002) ว่าการอุทธรณ์คดีอาญาตามเจตนารมณ์ของ Article 14(5) ของ ICCPR นั้น ต้องอุทธรณ์ได้ทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย (both as to sufficient of the evidence and of the law)
โดยที่เจนารมณ์ของหลักประกันการอุทธรณ์ในคดีอาญาเพื่อประกันความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ผู้มีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญาจึงได้แก่ "คู่ความในคดี" ไม่ใช่เฉพาะแต่ผู้ต้องคำพิพากษาในคดีอาญาเท่านั้นที่มีสิทธิอุทธรณ์ เพียงแต่ ICCPR รับรองสิทธิของผู้ต้องคำพิพากษาในการอุทธรณ์ไว้ให้ชัดเจนเท่านั้น
ดังนั้น การพิจารณาสิทธิในการอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีอาญาจึงต้องพิจารณาจาก "สายตาของคู่ความ" อันได้แก่ ทั้งโจทก์และจำเลย มิใช่มองจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว
เมื่อเป็นเช่นนี้
1. ในกรณีที่ศาลที่พิจารณามีคำพิพากษาลงโทษอาญา ผู้ต้องคำพิพากษาลงโทษย่อมมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษานั้น ขณะเดียวกันคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก็ย่อมต้องมีสิทธิอุทธรณ์เช่นกันว่าโทษที่ศาลลงแก่ผู้ต้องคำพิพากษานั้นไม่ได้สัดส่วนกับความร้ายแรงของการกระทำความผิดของผู้ต้องคำพิพากษาให้ลงโทษนั้น
2. ในกรณีที่ศาลที่พิจารณามีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์ก็ย่อมอุทธรณ์คำพิพากษานั้นได้ เพราะการอุทธรณ์มิใช่สิทธิฝ่ายเดียวของผู้ต้องคำพิพากษาหรือจำเลยตามหลักความเท่าเทียมกันของคู่ความในคดีอาญา
กล่าวโดยสรุป การอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีอาญามิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ... แต่เป็นไป "เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม"
วันพุธที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
การทำหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของร่างรัฐธรรมนูญ: ข้อกังวลกับคำชี้แจง โดยนายปกรณ์ นิลประพันธ์
นายปกรณ์ นิลประพันธ์
เลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 1
มีคำถามจากกัลยาณมิตรมากมายเกี่ยวกับมาตรา
178 ของร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการลงประชามติ พี่น้องหลายต่อหลายท่านกังวลว่าประชาชนจะไม่มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นในการทำหนังสือสัญญา
บ้างก็วิตกว่าการกำหนดให้รัฐสภาต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหนังสือสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน
60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบนั้น
เสี่ยงจะทำให้ประเทศชาติเสียหายหรือไม่
ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
คนที่ 1 ผมขอขอบคุณกัลยาณมิตรและพี่น้องทุกท่านเป็นอย่างยิ่ง และขอเรียนชี้แจงเหตุผลให้ทุกท่านทราบเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันดังนี้ครับ
การทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ผ่านมานั้น
ถือเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่ทรงใช้ผ่านฝ่ายบริหาร คือ คณะรัฐมนตรีครับ
แต่ไม่ใช่ว่าคณะรัฐมนตรีจะทำหนังสือสัญญาอะไรก็ได้นะครับ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
(กรธ.) กังวลมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงกำหนดไว้ในมาตรา 3 วรรคสอง
ว่าคณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่ “ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชน”
(รัฐธรรมนูญเดิม ๆ ไม่มีความนี้) นอกจากนี้
ยังกำกับไว้อีกชั้นหนึ่งในมาตรา 164 (1) ด้วยว่า คณะรัฐมนตรีต้อง “ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความสื่อสัตย์
สุจริต เสียสละ เปิดเผย และมีความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่าง ๆ
เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม” (ซึ่งรัฐธรรมนูญเดิม ๆ
ไม่มีความนี้เช่นกัน) ดังนั้น การทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศทุกฉบับจึง
“ต้อง” เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและความวัฒนาผาสุกของประชาชนส่วนรวม
ไม่ใช่ไปทำอะไรก็ได้ หรือเพื่อเอื้อพรรคพวก
เมื่อกำหนดไว้เช่นนี้แล้ว
การทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ว่านี้ก็จะเข้าลักษณะเป็นการทุจริตต่อหน้าที่
หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณีครับ
ซึ่งพี่น้องประชาชนสามารถร้องขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ปปช.) เขาดำเนินการไต่สวนและดำเนินการเพื่อให้พ้นจากตำแหน่งต่อไปได้ครับ เพราะ
กรธ. กำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของ ปปช. ในการจัดการกับผู้กระทำการทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจนในมาตรา
234 ครับ แต่ทั้งนี้ การใช้สิทธิของพี่น้องประชาชนในกรณีเช่นว่านี้ก็ต้องเป็นไปโดยสุจริตด้วย
ไม่ใช่ร้องโดยปราศจากเหตุผลอันสมควรหรือเพื่อกลั่นแกล้งกันนะครับ
อันนั้นเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ไม่มีความรับผิดชอบ และไม่เป็นผลดีแก่ชาติบ้านเมือง
สำหรับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการทำหนังสือสัญญานั้น
กรธ. กำหนดไว้ในมาตรา 178 วรรคสี่ครับว่า ถ้าหนังสือสัญญานั้นเป็นหนังสือสัญญาประเภทที่มีความสำคัญหรือมีผลกระทบในวงกว้างนั้น
“ต้องดำเนินการให้ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและได้รับการเยียวยาที่จำเป็นอันเกิดจากผลกระทบของการทำหนังสือสัญญานั้นตามที่กฎหมายบัญญัติด้วย”
โดยหนังสือสัญญาเหล่านี้ได้แก่
·
หนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ
·
หนังสือสัญญาที่จะต้องออกพระราชบัญญัติเพื่อให้การเป็นไปตามหนังสือสัญญา
· หนังสือสัญญาอื่นที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
สังคม หรือการค้าหรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง อันได้แก่ หนังสือสัญญาเกี่ยวกับการค้าเสรี
เขตศุลกากรร่วม หรือการให้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
หรือทำให้ประเทศต้องสูญเสียสิทธิในทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดหรือบางส่วน
หรือหนังสือสัญญาอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
สำหรับพี่น้องหลายท่านที่เข็ดกับคำว่า
“ตามที่กฎหมายบัญญัติ” มานาน เพราะเคยมีการตีความกันว่าถ้ายังไม่มีกฎหมายบัญญัติก็ยังไม่มีสิทธินั้น
ขอเรียนว่าไม่ต้องกังวลต่อไปแล้วครับ เพราะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่าง
ๆ ของพี่น้องประชาชนนั้นได้รับการรับรองไว้แล้วในมาตรา 34 ของร่างรัฐธรรมนูญนี้
แถมสื่อมวลชนก็มีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารรวมทั้งการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพตามมาตรา
35 ของร่างรัฐธรรมนูญด้วย และที่สำคัญมาตรา 25 วรรคสอง ได้วางหลักประกันรับรองไว้อีกชั้นหนึ่งด้วยว่า
“สิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคลหรือชุมชนย่อมสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ” ฉะนั้น
ถึงยังไม่มีกฎหมายที่ว่านี้ออกใช้บังคับ
พี่น้องประชาชนก็แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือสัญญาต่าง ๆ ได้ครับ
ผมขอเรียนครับว่าจริง
ๆ แล้วการที่ไม่มีกฎหมายนี้ออกใช้บังคับเร็ว ๆ กลับจะเป็นผลร้ายแก่หน่วยงานของรัฐเอง
เพราะกฎหมายที่ว่านี้จะเป็นการกำหนด “วิธีการ”
ที่จะให้พี่น้องประชาชนแสดงความคิดเห็นให้เป็นระบบเรียบ ถ้ายังไม่มีกฎหมายนี้
พี่น้องจะแสดงความคิดเห็นที่ไหนอย่างไรก็ได้
ความยกลำบากจะไปอยู่ที่หน่วยงานของรัฐครับที่จะต้องไปควานหามาให้ได้ว่ามีพี่น้องแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้นไว้ที่ไหนอย่างไร
การรวบรวมความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนเกี่ยวกับการทำหนังสือสัญญาก็จะกระทำได้ยากมาก
แล้วจะประมวลและวิเคราะห์ผลการความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีได้อย่างไร
จริงไหมครับ
สำหรับความห่วงใยของพี่น้องที่ว่าการกำหนดให้รัฐสภาต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหนังสือสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน
60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบนั้น
เสี่ยงจะทำให้ประเทศชาติเสียหายหรือไม่นั้น เนื่องจากมี 2 เรื่องปนกัน คือ (1) การกำหนดให้รัฐสภาต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหนังสือสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน
60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง กับ (2) การให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบถ้าไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ภายใน
60 วัน ซึ่งผมจึงขอเรียนชี้แจงทีละเรื่องดังนี้นะครับ
กรณีการกำหนดให้รัฐสภาต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหนังสือสัญญาให้แล้วเสร็จภายใน
60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องนั้น
เป็นหลักการเดิมของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ครับ
ก่อนหน้านั้นก็ไม่มีกำหนดเวลาเช่นว่านี้หรอกครับ แต่กำหนดเวลาดังกล่าวเติมเข้ามาใน
รธน. 2550 เพื่อเป็นกำหนดเวลาเร่งรัดให้รัฐสภาพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็วครับ
ไม่ใช่เรื่องใหม่
ส่วนกรณีการให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบถ้าไม่สามารถพิจารณาหนังสือสัญญาประเภทที่มีความสำคัญหรือมีผลกระทบในวงกว้างให้แล้วเสร็จได้ภายใน
60 วัน นั้น กรธ. เพิ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการเขียนระยะเวลาทิ้งไว้กุด
ๆ ตาม รธน. 50 น่ะครับ เพราะถ้าเขียนไว้กุด ๆ แบบเดิม คำถามที่เกิดขึ้นก็คือถ้ารัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่ว่านั้นจะทำอย่างไรกัน
จะเกิดเป็นปัญหารัฐธรรมนูญครั้งใหม่ขึ้นหรือไม่
และถ้าประเทศชาติเสียประโยชน์ใครจะรับผิดชอบ
ผมขอเรียนว่า การที่ กรธ.
กำหนดให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบถ้าไม่สามารถพิจารณาหนังสือสัญญาประเภทที่มีความสำคัญหรือมีผลกระทบในวงกว้างให้แล้วเสร็จได้ภายใน
60 วัน นั้นก็เพราะการทำหนังสือสัญญาประเภทนี้ต้องดำเนินการให้ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและได้รับการเยียวยาที่จำเป็นอันเกิดจากผลกระทบของการทำหนังสือสัญญานั้นดังกล่าวไว้ตอนต้นแล้ว
ครม. จึงจะเสนอรัฐสภาพิจารณาได้ ดังนั้น
ถ้ารัฐสภาไม่สามารถพิจารณาให้แล้วเสร็จได้ภายใน 60 วัน ไม่ว่าด้วยเหตุใด ก็สมควรที่ต้องถือว่าหนังสือสัญญานั้นได้รับความเห็นชอบจากประชาชนมาตั้งแต่เบื้องต้นแล้ว
มิฉะนั้นคงไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเสียก่อนให้เมื่อยตุ้ม
สำหรับผู้ซึ่งควรต้องรับผิดชอบในความล่าช้านี้คงจะต้องเป็นรัฐสภาชุดนั้นแหละครับ
พ่อคุณแม่คุณมีเวลาตั้ง 2 เดือน จะเอาหรือไม่เอาก็ว่ากันไป เล่นอะไรกันอยู่จนเลยเวลาทั้ง
ๆ ที่ก็รู้แก่ใจว่าเป็นหนังสือสัญญาสำคัญ
ก็ปฏิญาณว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนมิใช่หรือ???
วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
ความเห็นทางวิชาการ: ว่าด้วยหลักการเปรียบเทียบ โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์
ความเห็นทางวิชาการ: ว่าด้วยหลักการเปรียบเทียบ
การเปรียบเทียบเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาในเรื่องต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่จะยกอะไรเปรียบกับอะไรก็ได้ ตามหลักวิชาการในทุกศาสตร์ (ยกเว้นไสยศาสตร์) การเปรียบเทียบจะกระทำกับเรื่องหรือสิ่งที่เหมือนกันทุกประการเท่านั้น (similia similibus curantur) เช่น เกิดโรคระบาดในเป็ด เป้าหมายคือการรักษาโรคนั้นให้เป็ด ก็ต้องศึกษาโรคระบาดในเป็ดพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ใช่ไปเอาไก่มาเปรียบเทียบ เพราะเป็ดกับไก่มันแตกต่างกัน
การเอาสิ่งที่แตกต่างกันมาเปรียบเทียบกันนั้น จะนำมาซึ่งความสำคัญผิด เมื่อสำคัญผิด การแก้ปัญหาก็จะไม่ถูกจุด และนอกจากจะแก้ปัญหาเดิมไม่ได้แล้ว ยังจะก่อให้เกิดปัญหาใหม่อีกด้วย
หลักการนี้เริ่มต้นในวิชาชีพแพทย์ และต่อมาได้ขยายไปสู่วิชาชีพกฎหมายและวิชาชีพอื่น ๆ ไม่ใช่ว่าผู้เขียนจะเขียนขึ้นมาอย่างเรื่อยเปื่อย
ถามว่าทำไมอยู่ ๆ ผู้เขียนจึงเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา
คำตอบก็คือ พลันที่ตุรกีเมื่อคืนนี้ (15 กค) มีความพยายามยึดอำนาจแต่ล้มเหลว ก็มีนักอะไรต่อมิอะไรรีบยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับบ้านเราเมื่อสองปีก่อนทันทีโดยยก "การกระทำ" ที่เหมือนกันมาเปรียบเทียบ โดยขาดการจำแนกแยกแยะว่าเป็นเป็ดเหมือนกัน หรือเป็นเป็ดกับไก่
ในโลกที่การสื่อสารไร้ขอบเขต และผู้คนใช้ความเชื่อมากกว่าเหตุผล ข้อความทำนองนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วมาก ผู้เขียนจึงต้องการกระตุกให้ผู้สื่อสารก็ดี ผู้รับสารก็ดี พิจารณาข้อความต่าง ๆ อย่างมีสติก่อนแบ่งปันสิ่งที่ได้รับมาไปยังผู้อื่น
ในประเด็นนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ของตุรกีเขามีความเชื่อมั่นในรัฐบาล เขาเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐบาล เขาจึงออกมาต่อต้านผู้ยึดอำนาจ แต่บ้านเราครั้งกระโน้นประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐบาลหรือไม่ และประชาชนเองรวมกันเป็นหนึ่งเดียวหรือไม่ เราท่านล้วนตระหนักแก่ใจกันดี
ดังนั้น อย่าเอาสิ่งที่เปรียบเทียบกันไม่ได้มาเปรียบเทียบกันเลยครับ
มันผิดหลักวิชาการ และทำให้เกิดความสำคัญผิดขึ้นในหมู่ชน
ขอสติจงอยู่กับท่าน
อย่าเอามันส์เข้าว่า.
การเปรียบเทียบเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาในเรื่องต่าง ๆ นั้น ไม่ใช่จะยกอะไรเปรียบกับอะไรก็ได้ ตามหลักวิชาการในทุกศาสตร์ (ยกเว้นไสยศาสตร์) การเปรียบเทียบจะกระทำกับเรื่องหรือสิ่งที่เหมือนกันทุกประการเท่านั้น (similia similibus curantur) เช่น เกิดโรคระบาดในเป็ด เป้าหมายคือการรักษาโรคนั้นให้เป็ด ก็ต้องศึกษาโรคระบาดในเป็ดพันธุ์ต่าง ๆ ไม่ใช่ไปเอาไก่มาเปรียบเทียบ เพราะเป็ดกับไก่มันแตกต่างกัน
การเอาสิ่งที่แตกต่างกันมาเปรียบเทียบกันนั้น จะนำมาซึ่งความสำคัญผิด เมื่อสำคัญผิด การแก้ปัญหาก็จะไม่ถูกจุด และนอกจากจะแก้ปัญหาเดิมไม่ได้แล้ว ยังจะก่อให้เกิดปัญหาใหม่อีกด้วย
หลักการนี้เริ่มต้นในวิชาชีพแพทย์ และต่อมาได้ขยายไปสู่วิชาชีพกฎหมายและวิชาชีพอื่น ๆ ไม่ใช่ว่าผู้เขียนจะเขียนขึ้นมาอย่างเรื่อยเปื่อย
ถามว่าทำไมอยู่ ๆ ผู้เขียนจึงเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา
คำตอบก็คือ พลันที่ตุรกีเมื่อคืนนี้ (15 กค) มีความพยายามยึดอำนาจแต่ล้มเหลว ก็มีนักอะไรต่อมิอะไรรีบยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับบ้านเราเมื่อสองปีก่อนทันทีโดยยก "การกระทำ" ที่เหมือนกันมาเปรียบเทียบ โดยขาดการจำแนกแยกแยะว่าเป็นเป็ดเหมือนกัน หรือเป็นเป็ดกับไก่
ในโลกที่การสื่อสารไร้ขอบเขต และผู้คนใช้ความเชื่อมากกว่าเหตุผล ข้อความทำนองนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วมาก ผู้เขียนจึงต้องการกระตุกให้ผู้สื่อสารก็ดี ผู้รับสารก็ดี พิจารณาข้อความต่าง ๆ อย่างมีสติก่อนแบ่งปันสิ่งที่ได้รับมาไปยังผู้อื่น
ในประเด็นนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ของตุรกีเขามีความเชื่อมั่นในรัฐบาล เขาเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐบาล เขาจึงออกมาต่อต้านผู้ยึดอำนาจ แต่บ้านเราครั้งกระโน้นประชาชนเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐบาลหรือไม่ และประชาชนเองรวมกันเป็นหนึ่งเดียวหรือไม่ เราท่านล้วนตระหนักแก่ใจกันดี
ดังนั้น อย่าเอาสิ่งที่เปรียบเทียบกันไม่ได้มาเปรียบเทียบกันเลยครับ
มันผิดหลักวิชาการ และทำให้เกิดความสำคัญผิดขึ้นในหมู่ชน
ขอสติจงอยู่กับท่าน
อย่าเอามันส์เข้าว่า.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)