วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2562

"กว่างซี : ประตูสู่อาเซียน" โดย นางสาวธิดาพร ทองเรือง*


นาทีนี้ เมื่อกล่าวถึงประเทศที่มีความน่าสนใจในแง่ของการมีบทบาทหลากหลายมิติต่อประเทศต่าง ๆ คงหนีไม่พ้นประเทศจีนในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี รวมถึงทางการทหารในภูมิภาค สำหรับบทบาทของจีนต่ออาเซียน จีนได้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับอาเซียนในปี 2546 และปัจจุบันมีความร่วมมือกันครอบคลุม 12 สาขาหลัก ได้แก่ การเกษตร เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง การลงทุน พลังงาน การขนส่ง วัฒนธรรม สาธารณสุข การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรม

รัฐบาลจีนได้มีการดำเนินนโยบายการต่างประเทศเชิงรุกเพื่อมุ่งสร้างความสัมพันธ์แบบรอบด้านกับอาเซียน โดยกำหนดให้กว่างซีเป็น ประตูสู่อาเซียน” (Gateway to ASEAN) จากความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์เหนือมณฑลอื่นของจีน (เหนือยูนนานที่มีชายแดนติดต่อกับประเทศในอาเซียนถึง 3 ประเทศด้วยกัน) โดยมีช่องทางเชื่อมต่อกับอาเซียนทั้งทางบกผ่านประเทศเวียดนาม ทางทะเลผ่านอ่าวเป่ยปู้ (อ่าวตังเกี๋ย) และทางอากาศ รวมถึงการเป็นจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจระหว่างจีนตอนใต้กับอาเซียนได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับ Greater Bay Area – GBA (กวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า) และภาคตะวันออกจีนได้อีกด้วย และรัฐบาลเขตฯ กว่างซีได้มีการดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้สอดรับกับแนวนโยบายดังกล่าวโดยมีรัฐบาลจีนกลางเป็นผู้ชี้นำ อาทิ “มหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน” (China-ASEAN Expo - CAEXPO) ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ของจีน-อาเซียนที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่นครหนานหนิง เมืองเอกของกว่างซี รวมถึงโครงการและกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับ “จีน-อาเซียน” อีกมากมาย

การเกิดขึ้นของโครงการ “เส้นทางการค้าเชื่อมทางบกกับทางทะเลสายใหม่” (New International Land-Sea Trade Corridor – ILSTC) ที่มีโมเดลการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) “เรือ+รถไฟ”เป็นหัวใจสำคัญ โดยมีนครฉงชิ่ง กว่างซี กุ้ยโจว กานซู่ เสฉวน ยูนนาน ชิงไห่ และส่านซี เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญตามเส้นทางไปยังสิงคโปร์ ได้กลายเป็นเส้นทางการค้าใหม่ที่เชื่อมยุทธศาสตร์ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative - BRI) ระหว่างแถบเศรษฐกิจเส้นทางสายไหมเดิม (นครฉงชิ่ง-เขตฯ ซินเจียง-ทวีปยุโรป) ไปยังอาเซียนและภูมิภาคอื่นทั่วโลก ทำให้กว่างซีเป็นข้อต่อสำคัญของ BRI อีกทั้งการเป็นฐานการผลิตของจีนที่มีการนำเข้าและส่งออกสินค้ากับประเทศอาเซียน และการเป็นศูนย์โลจิสติกส์สินค้าเกษตรระหว่างจีนและอาเซียน ด้วยการจัดตั้งตลาด Guangxi Hi-Green International Agricultural Logistics ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งผลไม้ขนาดใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันตกของจีน โดยมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กระจายผลไม้อาเซียนไปยังพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศ ยิ่งทำให้กว่างซีทวีบทบาทสำคัญในการเป็น “ประตูสู่อาเซียน” ของจีน

ไทยจะได้ประโยชน์อย่างไร...

ด้านเศรษฐกิจและการค้า

·       การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มศูนย์กระจายสินค้า นิคมอุตสาหกรรม ระบบงานโลจิสติกส์ มหกรรมแสดงสินค้า และกิจกรรมต่าง ๆ ในการเจาะตลาดจีนผ่านกว่างซี รวมถึงการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดน (Cross Border E-Commerce)

ในปี 2561 จีนมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product - GDP) เท่ากับ 90.0 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 13.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) เติบโตถึงร้อยละ 6.6 ในปี 2561 จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย โดยมีมูลค่าการค้าระหว่างกันถึง 8.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.85 (YoY)) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.0 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทย มีการนำเข้าผลไม้จากไทยมากที่สุดถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 68.7 (YoY)) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.3 ของมูลค่าการนำเข้าผลไม้ทั้งหมดของจีน โดยนำเข้าผลไม้ผ่านกว่างซีปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของจีน และมีมูลค่าการนำเข้ามากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของจีน รองจากเซินเจิ้นและเซี่ยงไฮ้ สำหรับการค้าระหว่างไทยกับกว่างซีมีมูลค่าประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 96.3 (YoY)) โดยไทยได้ดุลการค้า อีกทั้งไทยและจีนยังได้มีการยกระดับกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน (Comprehensive Framework on Enhancing Trade and Economic Partnership between the Thailand and China) เพื่อขยายมูลค่าการค้าให้บรรลุเป้าหมาย 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2564 อีกด้วย

จีนมีความต้องการนำเข้าสินค้าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่อย่างภูมิภาคจีนตะวันตกและภาคกลางตอนล่างที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้นจากการพัฒนาในภูมิภาค จึงเป็นโอกาสในการขยายการค้า โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ผลผลิตภายในประเทศมีไม่เพียงพอ ซึ่งไทยสามารถเจาะตลาดจีนโดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มศูนย์กระจายสินค้า นิคมอุตสาหกรรม ระบบงานโลจิสติกส์ มหกรรมแสดงสินค้า และกิจกรรมต่าง ๆ ของกว่างซี รวมถึงกลไกความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการเป็นประตูสู่อาเซียน

·       การใช้ประโยชน์จากระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transportation) ของกว่างซี

ไทยสามารถขนส่งสินค้าไปยังตลาดจีน หรืออาจต่อไปถึงตลาดเอเชียกลาง รัสเซีย และยุโรป เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านระยะเวลาและต้นทุนในการขนส่ง ทั้งทาง “เรือ+รถไฟ” และ “รถบรรทุก+รถไฟ” โดยเส้นทาง “เรือ+รถไฟ” จะเป็นการขนส่งสินค้าทางเรือจากท่าเรือแหลมฉบังหรือท่าเรือกรุงเทพไปยังท่าเรือชินโจวของกว่างซี และขนส่งต่อไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของจีนโดยทางรถไฟ มีข้อดีด้านต้นทุนในการขนส่งที่ต่ำ มีความสะดวกรวดเร็ว และมีความคล่องตัวสูงเมื่อเทียบกับท่าเรือใหญ่แห่งอื่น ๆ ที่มีความแออัด ซึ่งเส้นทางนี้ถือเป็นตัวเลือกการขนส่งสินค้าไปยังจีนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะพื้นที่จีนตอนในอย่างภูมิภาคจีนตะวันตกและภาคกลางตอนล่าง สำหรับเส้นทาง “รถบรรทุก+รถไฟ” จะเป็นการขนส่งทางถนนจากไทยไปยังกว่างซีผ่านลาวและเวียดนาม (เส้นทาง R8 R9 และ R12) และขนส่งต่อทางรถไฟ มีข้อดีด้านระยะทางและระยะเวลาการขนส่งที่สั้นกว่าทางเรือ จึงเหมาะสำหรับกลุ่มสินค้าที่ไทยต้องการขนส่งไปยังจีนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะสินค้าเกษตร

ด้านการศึกษา

·       การใช้ประโยชน์จากความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษา

กว่างซีได้มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและการวิจัยร่วมกับประเทศอาเซียน โดยมีการแลกเปลี่ยนทั้งบุคลากรผู้สอน นักวิจัย และนักศึกษาระหว่างกัน ทำให้การแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและการวิจัยมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในอนาคตจะมีการต่อยอดความร่วมมือด้านการศึกษาให้ครอบคลุมสาขาต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการพัฒนาประเทศของไทย

ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

·       การใช้ประโยชน์จากความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางข้อมูลสารสนเทศ

กว่างซีได้มีการจัดตั้งศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศจีน-อาเซียน (China – ASEAN Information Harbor - CAIH) และศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีจีน-อาเซียน” (China-ASEAN Bilateral Technology Transfer Centers – CATTC) และในอนาคตอันใกล้ รัฐบาลเขตฯ กว่างซีจะมีการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศสมัยใหม่ ผลักดันการพัฒนา CAIH สนับสนุนให้ธุรกิจชั้นนำด้าน Big Data ออกไปลงทุนในอาเซียน โดยเฉพาะการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการพัฒนาความร่วมมือการสื่อสารและสารสนเทศ ซึ่งจะทำให้ประเทศที่จีนไปลงทุนได้รับองค์ความรู้ด้านดังกล่าว

·       การใช้ประโยชน์จากความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอวกาศ

กว่างซีได้มีการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะดาวเทียมเป่ยโต้วจีน-อาเซียนขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมทางเทคโนโลยีการประยุกต์ใช้งานระบบดาวเทียมนำร่องเป่ยโต้ว ซึ่งไทยเป็นประเทศแรกที่ลงนามข้อตกลงการติดตั้งระบบดาวเทียมนำร่องเป่ยโต้วของจีนเมื่อปี 2556 และได้มีการจัดงาน China-ASEAN “Belt and Road” Space Information Corridor Cooperation Development Forum เมื่อปี 2561 ที่นครหนานหนิง เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีอวกาศระหว่างจีน-อาเซียน อีกทั้งองค์กรอวกาศแห่งชาติจีน (China National Space Administration - CNSA) กำลังเร่งผลักดันการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์มสาธารณะเพื่อการใช้ประโยชน์จากดาวเทียม พัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศในการใช้ประโยชน์จากอวกาศอย่างสันติ และสร้าง China Solution ด้านภูมิสารสนเทศให้กับอาเซียน

ด้านอื่น ๆ

·       การใช้ประโยชน์จากความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางการเกษตรอัจฉริยะ

กว่างซีได้เล็งเห็นความสำคัญของความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางการเกษตรอัจฉริยะ โดยในปี 2561 ได้มีการจัดประชุมว่าด้วยโครงการพัฒนาการเกษตรอัจฉริยะและนวัตกรรมทางอาหารจีน-อาเซียน ขึ้นที่นครหนานหนิง โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐบาล ผู้แทนองค์การส่งเสริมและศึกษาการลงทุน ตลอดจนนักธุรกิจจีนและอาเซียนได้เข้าร่วมหารือกันในประเด็น “โอกาสใหม่ทางการเกษตรและอาหารจีน-อาเซียน” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรอัจฉริยะและนวัตกรรมทางอาหารระหว่างกัน ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างกว้างขวางในเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน ซึ่งเป็นเขตการค้าเสรีที่มีประชากรมากที่สุดของโลก อีกทั้งแนวโน้มการบริโภคที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มีความต้องการอาหารในปริมาณสูงขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เกิดโอกาสในการลงทุนและความร่วมมือมากขึ้นในภูมิภาค

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าจีนมีความมุ่งมั่นสร้างเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนด้านต่าง ๆ กับอาเซียน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการค้า การศึกษา และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงด้านสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญต่อการขยายความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งจีนยังมีนโยบายเพื่อขยายความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นในอนาคตโดยผ่านกว่างซีตามยุทธศาสตร์การเป็นประตูสู่อาเซียน ส่งผลให้เกิดโอกาสหลากหลายมิติสำหรับประเทศในอาเซียนที่มีความพร้อม หากผู้ประกอบการไทยมีความพร้อม ก็จะได้รับประโยชน์จากยุทธศาสตร์นี้อย่างมาก

                                             ---------------------

*ข้าราชการในโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ รุ่นที่ 12 สำนักงาน ก.พ.ร. ปฏิบัติราชการ ณ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน


"เข้าใจ FinTech ของเวียดนาม" โดย นางสาวศิริพร กำแพงแก้ว*


                    รูปแบบการดำเนินธุรกรรมทางการเงินด้วยนวัตกรรมใหม่หรือที่รู้จักกันในชื่อของ FinTech (Financial Technology) กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศ ด้วยบริการรูปแบบดังกล่าวกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคส่วนใหญ่ เนื่องจากช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการผ่านการใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็วและช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม

                   ประเทศในภูมิภาคอาเซียนเป็นอีกกลุ่มประเทศที่กำลังได้รับการจับตาเนื่องจากศักยภาพการเติบโตในอุตสาหกรรมดังกล่าวที่สูง โดยแต่ละประเทศมีทิศทางและแนวโน้มการเติบโตที่แตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์และคาดการณ์ของผู้เชี่ยวชาญด้านดังกล่าว ต่างยกให้ “เวียดนาม” เป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพด้านดิจิทัล โดยเฉพาะด้านฟินเทคสตาร์ทอัพ

สถานการณ์ FinTech ในประเทศเวียดนาม

                    ด้วยการขยายตัวของประชากรกลุ่มชนชั้นกลาง การเพิ่มขึ้นของการใช้งานอินเตอร์เน็ต และจำนวนประชากรกว่า 100 ล้านคน ซึ่งมากกว่าร้อยละ 65 เป็นวัยหนุ่มสาวที่มีการศึกษาดี มีทักษะและความเข้าใจด้านดิจิทัล ตลอดจนมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการก้าวขึ้นเป็นตลาดฟินเทคสำคัญของภูมิภาค

                   ข้อมูลของ Department of Payments ธนาคารแห่งชาติเวียดนามระบุว่า อุตสาหกรรมการชำระเงินที่เติบโตอย่างรวดเร็วของเวียดนามนี้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการขยายตัวของรูปแบบการจ่ายเงินแบบไร้เงินสด (Cashless Payment) ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในปี 2562 เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2561โดยเฉพาะในส่วนของการทำธุรกรรมผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือและกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งขยายตัวกว่าร้อยละ 126 และร้อยละ 161 ตามลำดับ นอกจากนี้ รายงานของ Allied Market Research เมื่อปี 2561 ยังได้คาดการณ์ด้วยว่าตลาดการชำระเงินผ่านมือถือของชาวเวียดนามจะมีมูลค่าสูงถึง 70,937 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2568 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีระหว่างปี 25612568 อยู่ที่ร้อยละ 18.2

                   จากการที่ฟินเทคเข้ามามีบทบาทกับสังคมเวียดนามมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างคึกคักระหว่างสตาร์ทอัพที่คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีทางด้านการเงิน และส่งผลให้ระบบนิเวศของฟินเทคสตาร์ทอัพในเวียดนามขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบัน มีบริษัทฟินเทคสตาร์ทอัพเกิดขึ้นกว่า 120 แห่ง ครอบคลุมบริการที่หลากหลาย ตั้งแต่การชำระเงินดิจิทัล การเงินทางเลือก ไปจนถึงการบริหารความมั่งคั่งและบล็อกเชน

                    ท่ามกลางรูปแบบสตาร์ทอัพและแพลตฟอร์มจำนวนมากที่เกิดขึ้นนี้ การชำระเงิน (Payment) นับเป็นภาคธุรกิจฟินเทคที่เป็นที่นิยมมากที่สุด บริษัทที่น่าจับตามองในแพลตฟอร์ม์นี้ ได้แก่ VNPay แพลตฟอร์มการชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ดที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนาม มีจุดชำระเงินกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ และมีอัตราการเพิ่มขึ้นของการชำระเงินผ่าน VNPay มากกว่ากว่าร้อยละ 30 ต่อปี MoMo แอพพลิเคชั่นชำระเงินบนมือถือ ก่อตั้งโดย M_Service ซึ่งเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพฟินเทคที่ได้รับเม็ดเงินลงทุนสูงสุดในเวียดนาม นอกจากนั้น ยังมี แอพพลิเคชั่นชำระเงินที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้บริการในเวียดนาม อาทิ Moca, GrabPay และ Zalo Pay เป็นต้น รูปแบบบริการดังกล่าวจะเชื่อมกับบัตรชำระเงินของผู้ใช้บริการเพื่อชำระค่าบริการหรือสินค้าออนไลน์ เติมเงินมือถือ จ่ายค่าสาธารณูปโภค และอื่น ๆ ผ่านการโอนจ่ายเงินระหว่างบุคคล การจ่ายผ่าน NFC และ/หรือคิวอาร์โค้ด

                    ส่วนที่เติบโตรองลงมาคือ ระบบตลาดสินเชื่อออนไลน์ (Peer-to-peer (P2P) Lending) ซึ่งนับเป็นกลุ่มธุรกิจฟินเทคที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเวียดนาม ด้วยจำนวนสตาร์ทอัพกว่า 20 บริษัท อาทิ Tima ตลาดทางการเงินของผู้บริโภคและแพลตฟอร์มตลาดสินเชื่อออนไลน์ Growth Wealth แพลตฟอร์มตลาดสินเชื่อออนไลน์สำหรับกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม และอีกหนึ่งกลุ่มธุรกิจฟินเทคที่กำลังมาแรงและเติบโตอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้แก่ บล็อกเชน (Blockchain) และคริปโตเคอเรนซี่ (Cryptocurrency) นับตั้งแต่การเข้ามาของบิทคอยน์ในเวียดนามและการก่อตั้งบริษัทซื้อขายบิทคอยน์รายแรกของประเทศในปี 2557 ทำให้เกิดบริษัทรายใหม่ลงเล่นในธุรกิจดังกล่าวจำนวนมาก เช่น TomoChain และ Kyber Network เป็นต้น

                    นอกจากแพลตฟอร์มยอดนิยมข้างต้น เวียดนามยังมีกลุ่มฟินเทคอื่น ๆ จำนวนมาก อาทิ แพลตฟอร์มการวิเคราะห์การเงินเชิงเปรียบเทียบ เช่น TheBank, EbaoHiem เทคโนโลยีกลุ่มธุรกิจประกันหรืออินชัวร์เทค (Insurtech) เช่น Papaya, Inso และ Wicare การบริการระบบขายหน้าร้าน (Point-of-Sale (POS)) เช่น bePOS แพลตฟอร์มการบริหารความมั่งคั่ง เช่น Finsify แพลตฟอร์มดิจิทัลแบงค์กิ้ง (Digital Banking Platforms) เช่น  Timo และสตาร์ทอัพพิจารณาสินเชื่อ (Credit Scoring) เช่น TrustingSocial เป็นต้น

ปัจจัยหนุน FinTech Startup ในเวียดนาม

                    ปัจจัยหลักที่กระตุ้นการขยายตัวของตลาดฟินเทคในเวียดนามมาจาก “พฤติกรรมของผู้บริโภค” ที่ “กล้ารับสิ่งใหม่” กล่าวคือการเปลี่ยนรูปแบบการจับจ่ายใช้สอยจากเงินสดมาเป็นการชำระเงินออนไลน์ที่รวดเร็ว ประหยัด และสะดวกสบายมากกว่า รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของการทำธุรกรรมการเงินแบบเร่งด่วน การขยายตัวของการใช้งานอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์สมาร์ทโฟน การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของประเทศ ตลอดจนความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ในด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ

                    นอกจากนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังเป็นแรงกระเพื่อมที่กระตุ้นให้รัฐบาลเวียดนามหันมาให้ความสำคัญและเร่งออกมาตรการและนโยบายเพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการชำระเงินแบบไร้เงินสดมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากนโยบายที่รัฐบาลลงนามไปเมื่อเดือนมกราคม 2560 ซึ่งระบุเป้าหมายในการลดสัดส่วนการทำธุรกรรมเงินสดให้เหลือเพียงร้อยละ 10 และลดจำนวนการถือสมุดบัญชีธนาคารของประชาชนให้เหลือร้อยละ 70 ภายในปี 2563 ตลอดจนการจัดตั้งองค์กรด้านการสนับสนุนและพัฒนาสตาร์ทอัพ หรือ Business Startup Support Center (BSSC) ซึ่งเป็นหน่วยงานสังกัดพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ภายใต้สหพันธ์เยาวชนแห่งชาติ มีหน้าที่สนับสนุนด้านความรู้ ให้คำปรึกษา และช่วยเหลือเงินทุนในการขยายธุรกิจสตาร์อัพให้เติบโตและมีศักยภาพในการแข่งขันทั้งในเวียดนามและในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งในปี 2561 BSSC มีเครือข่ายในประเทศเวียดนามแล้วมากกว่า 1,000 องค์กร ทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐ มหาวิทยาลัย และหน่วยงานลงทุน  อีกทั้งธนาคารแห่งชาติเวียดนามยังได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนฟินเทคเพื่อให้การสนับสนุนรัฐบาลในการสร้างและพัฒนาระบบนิเวศน์ของฟินเทคในประเทศด้วย  

                    โดยภาพรวมพบว่า รัฐบาลเวียดนามให้การสนับสนุนระบบนิเวศน์ของฟินเทคสตาร์ทอัพในแบบ Top Down ผ่านการออกนโยบายและโครงการสนับสนุนต่าง ๆ ซึ่งเน้นการดำเนินงานในลักษณะ Micro Long Term การปรับมาตรการต่าง ๆ เพื่อดึงดูดบุคลากรสายเทคโนโลยีดิจิทัล (Tech Talent) ชาวเวียดนามที่อยู่ในต่างประเทศให้หันมาเป็นผู้ประกอบการภายในประเทศมากขึ้น การสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและย่อม รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในระดับเมือง อาทิ โครงการ Saigon Silicon Valley ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้ธุรกิจฟินเทคสตาร์ทอัพในเวียดนามมีตลาดที่ชัดเจน เฟื่องฟู และมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายของธุรกิจ FinTech ในเวียดนาม

                    จากข้อมูลและแนวโน้มต่าง ๆ ชี้ชัดว่าฟินเทคสตาร์ทอัพในเวียดนามกำลังเติบโตและขยายตัวอย่างมาก ตลอดจนมีศักยภาพที่จะสามารถขยายสู่ระดับภูมิภาคได้ในอนาคต อย่างไรก็ดี การดำเนินธุรกิจดังกล่าวยังมีความท้าทาย โดยสรุปได้ดังนี้
                    (1) ภาวะขาดแคลนการระดมทุน ทำให้สตาร์ทอัพขนาดกลางและย่อมบางรายไม่สามารถดำเนินกิจการหรือพัฒนาเทคโนโลยีต่อไปได้
                    (2) ความปลอดภัยในการดำเนินธุรกรรมทางการเงิน ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของธุรกิจ
                    (3) กระบวนการขอใบอนุญาตดำเนินธุรกิจด้านฟินเทคยังคงมีความซับซ้อนและใช้เวลานาน
                    (4) รัฐบาลยังขาดหน่วยงานสนับสนุนกลุ่มธุรกิจฟินเทคสตาร์ทอัพอย่างจริงจัง รวมทั้งขาดแคลนบุคลากรที่มีความเข้าใจในระบบนิเวศน์ของธุรกิจดังกล่าว
                    (5) กรอบกฎหมายและแนวทางปฏิบัติของเวียดนามในปัจจุบันยังไม่ชัดเจนและไม่ครอบคลุมการพัฒนาและการเข้าถึงผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่ ๆ โดยในประเด็นนี้ มีนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้เสนอให้มีการจัดตั้งกรอบ Regulatory Sandbox เพื่อให้บริษัทและสตาร์ทอัพด้านฟินเทคได้ใช้ทดสอบและพัฒนานวัตกรรม ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งกรอบดังกล่าวยังจะช่วยให้รัฐบาลสามารถติดตามและกำกับดูแลเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่และสามารถพัฒนารูปแบบการกำกับดูแลของภาครัฐในอุตสาหกรรมดังกล่าวได้อีกด้วย 
                    (6) ความร่วมมืออย่างจริงจังจากภาคธนาคาร หลายภาคส่วนยังคงแสดงความกังวลต่อการเติบโตของบริษัทฟินเทค โดยให้ความเห็นว่าการเพิ่มขึ้นของธุรกิจดังกล่าวอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อภาคธนาคาร

                    อย่างไรก็ดี จากการสำรวจล่าสุดของ Vietnam Report เปิดเผยว่าทั้งธนาคารท้องถิ่นและบริษัทฟินเทคแสดงความพร้อมและยินดีที่จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมตลาดการชำระเงินแบบไร้เงินสดของเวียดนาม เนื่องจาก สถิติการทำธุรกรรมการเงินภายในประเทศผ่านบัตรธนาคารในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 พบว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 18.4 ในขณะที่การชำระเงินออนไลน์โตขึ้นกว่าร้อยละ 66 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชำระเงินบนมือถือซึ่งขยายตัวสูงถึงร้อยละ 97.7 โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 232 ตัวเลขดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าธนาคารไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปรับตัว หากแต่ต้องจับมือกับผู้ประกอบธุรกิจฟินเทคในการพัฒนาและส่งเสริมสังคมไร้เงินสดอย่างจริงจัง 

โอกาสและแนวทางสำหรับการดำเนินธุรกิจ FinTech ในเวียดนาม

                    จากศักยภาพด้านธุรกิจฟินเทคสตาร์ทอัพในเวียดนามนับเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการลงทุนและขยายธุรกิจมายังเวียดนาม โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจการชำระเงินดิจิทัล การซื้อของออนไลน์ การท่องเที่ยว เทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมทั้งการลงทุนในธุรกิจการเงินส่วนบุคคลและนิติบุคคล ตลอดจนด้านเทคโนโลยีการเกษตร ซึ่งยังมีความเป็นไปได้อีกมาก ไม่ว่าจะเป็น (1) โอกาสสำหรับ Venture Capital (VC) จากไทยในการเข้ามาร่วมลงทุนในตลาดฟินเทคสตาร์ทอัพเวียดนาม (2) โอกาสสำหรับฟินเทคสตาร์ทอัพไทยในการขยายตลาดเข้ามาในเวียดนาม (3) โอกาสของฟินเทคสตาร์ทอัพของไทยในการมาหา Venture Capital (VC) ที่ประเทศเวียดนามซึ่งมีจำนวนและเงินทุนสนับสนุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามอัตราการขยายตัว (4) โอกาสของบริษัทเอกชนไทยทั้งขนาดกลางและใหญ่ในการจ้างแรงงานฝีมือ โดยเฉพาะบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้าน IT ของเวียดนาม เนื่องจากปัจจุบัน เวียดนามมุ่งเน้นส่งเสริมการสร้างบุคลากรกลุ่มอาชีพดังกล่าวจำนวนมาก ทำให้ตลาดแรงงานด้าน IT ของประเทศขยายตัวและเติบโตมากขึ้น และ (5) โอกาสของแรงงานไทยที่มีความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล โดยเฉพาะในสาขาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเวียดนามมีอัตราตำแหน่งงานว่างในสาขาดังกล่าวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 20 อันเป็นผลมาจากการขยายตัวของธุรกิจ

                    อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่จะเข้าตลาดฟินเทคสตาร์ทอัพเวียดนามจำเป็นต้อง (1) ศึกษาบริบทของประเทศ เพื่อให้เข้าใจวัฒนธรรม สังคม และระบบการปกครอง เพื่อให้การทำงานกับสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น (2) ทำความเข้าใจกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อห้ามและการสนับสนุนต่าง ๆ ที่มีโอกาสได้รับระหว่างดำเนินกิจการ (3) ทำความเข้าใจการบริหารแรงงานชาวเวียดนาม ซึ่งมีทัศนคติ พฤติกรรม และรูปแบบการทำงานที่อาจแตกต่างจากแรงงานไทย และ (4) เข้าใจรูปแบบการดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนาม กล่าวคือ ในการเข้าถึงทรัพยากรใด ๆ ในประเทศนั้น จำเป็นต้องผ่านการรับรองจากรัฐบาลเวียดนามซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพยากรทั้งหมดของประเทศ

                    นอกจากโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจแล้ว ยังนับเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะสร้างความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยเพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง รวมไปถึงการส่งเสริมฟินเทคสตาร์ทอัพของทั้งสองประเทศให้สามารถเติบโตไปด้วยกัน โดยใช้จุดเด่นของแต่ละประเทศเพื่อมุ่งสู่การขยายตลาดไปยังระดับภูมิภาคต่อไป ตลอดจนเพื่อเป็นการสร้างพันธมิตร/หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และนำไปสู่การปรับใช้เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าวของประเทศในอนาคต

**********************

*นักพัฒนาระบบราชการปฏิบัติการ (นปร. รุ่นที่ 12) สำนักงาน ก.พ.ร. ปฏิบัติราชการ ณ สถานกงสุลใหญ่ นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

"ก้าวสีเขียวของจีน" นางสาวชลกาญจน์ ศุภสุธีกุล*


                   ปกป้องสิ่งแวดล้อมเฉกเช่นปกป้องดวงตาของตน 
                     ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเฉกเช่นดูแลชีวิตของตน  

                  เป็นส่วนหนึ่งของคำกล่าวของสีจิ้นผิง ผู้นำจีนในพิธีเปิดมหกรรมพืชสวนโลก 2019 ที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และจุดยืนของจีนในการรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ตามนโยบาย ‘Green China’

                   ท่ามกลางความร้อนระอุด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสงครามการค้าของจีน อีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญของชาวจีนตอนนี้คงหนีไม่พ้น เรื่องของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการรณรงค์ "การลดและแยกขยะ" ที่เป็นเรื่องใหม่ในนครเซี่ยงไฮ้ ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนก็จะเห็นแต่ป้ายรณรงค์การแยกขยะ ถังขยะตามทางเดินแบบเดิม ๆ ที่กำลังถูกเปลี่ยนเป็นถังแยกขยะ ผู้โดยสารในรถไฟฟ้าที่กำลังอ่านข่าวการแยกขยะ แม่บ้านที่กำลังง่วนกับการจัดการกองขยะ หรือกระทั่งผู้คนที่กำลังถกเถียงกันว่า ขยะชิ้นนี้ควรจะทิ้งลงถังไหนดี

                   เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 นครเซี่ยงไฮ้ได้เริ่มบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นว่าด้วย "การจัดการขยะ" ในนครเซี่ยงไฮ้เป็นครั้งแรก ภายหลังจากการรณรงค์การแยกขยะด้วยความสมัครใจเพียงอย่างเดียวยังไม่ได้ผลตอบรับดีเท่าที่ควร ทางการจีนจึงได้ออกมาตรการบังคับการแยกขยะฉบับนี้ขึ้น โดยมีนครเซี่ยงไฮ้เป็น 1 ใน 8 เมืองนำร่อง ซึ่งหากพลเมืองไม่ปฏิบัติตามจะถูกปรับสูงสุดถึง 200 หยวน (ราว 1,000 บาท) และหากบริษัทหรือองค์กรต่าง ๆ ฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุดถึง 50,000 หยวน (ราว 240,000 บาท)

                   กฎหมายฉบับใหม่นี้ได้แบ่งขยะออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
·       ขยะรีไซเคิล เช่น กระดาษใช้แล้ว พลาสติก พาชนะแก้ว โลหะ หรือสิ่งทอ
·       ขยะอันตราย เช่น แบตเตอรี่ใช้แล้ว หลอดไฟ ยารักษาโรค สี และภาชนะบรรจุสี
·       ขยะเปียก หรือขยะชีวภาพที่เน่าเปื่อยง่าย เช่น เศษอาหาร อาหารที่หมดอายุ เปลือกและแกนผลไม้ พืชต่าง ๆ และกากสมุนไพรจีน
·       ขยะแห้ง ได้แก่ ขยะอื่นที่ไม่ได้ระบุข้างต้น

                   นอกจากนี้ กฎหมายดังกล่าวยังระบุถึงแนวทางการลดปริมาณขยะด้วยการห้ามมิให้โรงแรมต่าง ๆ จัดเตรียมอุปกรณ์แบบใช้แล้วทิ้งในห้องพัก รวมถึงงดให้บริการภาชนะแบบใช้แล้วทิ้งในร้านอาหารและธุรกิจจัดส่งอาหาร เว้นแต่ลูกค้าจะเป็นฝ่ายขอเอง ซึ่งในเวลาเพียงไม่กี่วันภายหลังระเบียบนี้ถูกนำมาใช้ มีผู้ถูกตักเตือนและจับปรับไปกันหลายรายในนครเซี่ยงไฮ้

                   เห็นได้ชัดว่า จีนกำลังหันมาใส่ใจในการแก้ไขปัญหา วิกฤติสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จากรายงานเรื่อง “What a Waste 2.0: A Global Snapshot of Solid Waste Management to 2050” ของธนาคารโลก ในปี 2561 ซึ่งประเมินสถานการณ์ปริมาณขยะทั่วโลก คาดว่าในอีก 30 กว่าปีข้างหน้า ขยะทั่วโลกจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 70 ซึ่งจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีปริมาณขยะมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์

                    กระทรวงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมของจีนได้เปิดเผยว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เมืองขนาดกลางและขนาดใหญ่ของจีนสร้างขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 ปริมาณขยะเฉพาะในนครเซี่ยงไฮ้ได้พุ่งสูงถึง 9 ล้านตัน ซึ่งหมายความว่า นครเซี่ยงไฮ้ผลิตขยะเกือบ 26,000 ตันต่อวัน เปรียบเทียบได้กับการสร้างหอคอยสูงถึง 420 เมตรทุกสองสัปดาห์!!!

                    ปริมาณของเสียจำนวนมากนี้กำลังจะเกินขีดความสามารถของโรงงานกำจัดขยะในจีนที่จะรับได้ รวมทั้งเป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยหนึ่งในแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือ การนำขยะมารีไซเคิลหรือการแปรรูปสิ่งของใช้แล้ว ดังกฎระเบียบของนครเซี่ยงไฮ้ที่ครอบคลุมตั้งแต่การคัดแยกขยะ ระบบการขนส่ง ไปจนถึงกระบวนการกำจัดขยะเหล่านั้น

                    ในขณะนี้ นครเซี่ยงไฮ้มียานพาหนะสำหรับการขนส่งขยะเปียกจำนวน 982 คัน สำหรับการขนส่งขยะแห้งจำนวน 3,135 คัน มีการยกระดับสถานที่ทิ้งขยะจำนวน 13,000 แห่งในเขตที่อยู่อาศัยทั่วเมือง มีการปรับปรุงถังขยะกว่า 40,000 ถังตามท้องถนน และภายในปี 2562 นี้ ทางการจีนจะทุ่มทุนกว่า 21 พันล้านหยวน (3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในการก่อสร้างโรงงานแปรรูปขยะเพื่อสนองต่อความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น และเมื่อเปิดใช้บริการอย่างเต็มที่ในช่วงครึ่งปีหลัง จีนจะมีบริษัทที่ให้บริการโรงเผาขยะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่สามารถเผาขยะในประเทศได้ปีละ 3 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณขยะทั้งหมดในนครเซี่ยงไฮ้ และจะสามารถผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 1.5 พันล้านยูนิตต่อปี

                    แม้ว่าจะการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานจะยังเป็นประเด็นที่อภิปรายกันถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ปริมาณของก๊าซเรือนกระจก ทั้งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และก๊าซมีเทน (CH4) ที่ปล่อยออกมาจากหลุมกลบฝังขยะแบบเดิม อาจมีมากกว่า CO2 จากการเผาถึงสองเท่า นอกจากนี้ การเผาขยะยังช่วยกำจัด CH4 ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีอานุภาพสูงเข้าสู่บรรยากาศ

                    อย่างไรก็ตาม แนวทางการกำจัดขยะเหล่านี้ยังเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ละเมืองอาจจะมีวิธีการจัดการขยะที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม แต่ในท้ายที่สุดทุก ๆ เมืองจะต้องพยายามลดขยะลง หรือเป็นเมืองปลอดขยะ เพื่อลดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

                    การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าใจและมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะนี้ จึงเป็นความท้าทายที่สุดในการต่อสู้กับสงครามขยะกองโต โดยนครเซี่ยงไฮ้ได้มีวิธีในการรณรงค์และสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนในหลายวิธี อาทิ การตรวจสอบประเภทขยะและสะสมแต้มผ่านทางแอปพลิเคชัน การเพิ่มวิชาคัดแยกขยะในโรงเรียนอนุบาลและโรงเรียนประถม การติดตั้งถังขยะอัจฉริยะในสถาบันการศึกษา และการประชาสัมพันธ์ ผ่านทางสื่อ พื้นที่สาธารณะ และบนผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตลอดจนการจัดกิจกรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วมสนุกไปกับการคัดแยกขยะ รวมทั้งมีอาสาสมัครที่ยินดีให้บริการช่วยคัดแยกขยะอีกด้วย

                    ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าหมายว่า ภายในปี 2568 ทุกเมืองในจีนหรือทุกเขตการปกครองระดับอำเภอกว่า 300 แห่ง จะต้องมีระบบการจัดการขยะและการแยกขยะที่สมบูรณ์พร้อม และไม่ว่าจีนจะบรรลุเป้าหมายการจัดการขยะได้ตามที่ตั้งเป้าไว้หรือไม่ คงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปในอนาคต แต่อย่างน้อยการจัดการขยะนี้ก็เป็นสัญญาณการเริ่มต้นที่ดีในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของชาวจีนและสร้างทัศนคติที่ใส่ใจต่อประโยชน์ส่วนรวมและตื่นตัวต่อการรักษาสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งในวันหน้าเราอาจได้เห็นภาพของคนไทยหันมาปลุกกระแสการแยกขยะนี้ด้วยเช่นกัน


                                                    -------------------------------

*ข้าราชการในโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ รุ่นที่ 12 สำนักงาน ก.พ.ร. ปฏิบัติราชการ ณ สถานกงสุลใหญ่ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"ทิศทางข้าวเวียดนาม: ผลกระทบต่อข้าวไทย" โดยนางสาวพรจันทร์ จงศรี*

ปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าข้าวไทยและสินค้าข้าวเวียดนาม

                   ในปี 2561 กรมการค้าต่างประเทศเผยว่า ประเทศไทยส่งออกข้าวมากถึง 11.13 ล้านตัน โดยมีมูลค่าการส่งออกคิดเป็น 180,413 ล้านบาท โดยประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับ 2 รองจากอินเดีย และเวียดนามเพื่อนบ้านของเราส่งออกข้าวเป็นอันดับ 3 ซึ่งมูลค่าการส่งออกข้าวของประเทศไทยเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.50 จากปี 2560 ประเทศที่ไทยส่งออกข้าวมากที่สุด 5 ลำดับแรกในปี 2561 คือ ประเทศเบนิน ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแอฟริกาใต้ และประเทศจีน (ที่มา: สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, ออนไลน์)

                   เมื่อเทียบกับประเทศเวียดนามพบว่า ตลาดส่งออกข้าวที่สำคัญ 5 อันดับแรกของเวียดนามในเดือนมกราคมปี 2562 ได้แก่ ฟิลิปปินส์ (ร้อยละ 46.70) ฮ่องกง (ร้อยละ 7.10) โกตดิวัวร์ (ร้อยละ 5.20) กานา (ร้อยละ 4.40) และมาเลเชีย (ร้อยละ 3.90) (ที่มา: สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์อ้างถึงกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม, ออนไลน์)

พื้นที่ปลูกข้าวของประเทศไทยและเวียดนาม

                   ในปี 2561 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดประมาณ 70 ล้านไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การปลูกข้าวของไทยแบ่งเป็น 2 แบบ คือ (1) ข้าวนาปี มีปริมาณร้อยละ 80 ของผลผลิตข้าวรวมทั้งประเทศ เน้นพึ่งน้ำฝนมีช่วงเวลาเพาะปลูกในฤดูฝนช่วงเดือน ก.ค. - ก.ย.ของทุกปี และเก็บเกี่ยวในช่วงปลายปี (2) ข้าวนาปรัง มีการเพาะปลูกร้อยละ 20 ปลูกในฤดูแล้งซึ่งต้องอาศัยน้ำจากระบบชลประทาน เพาะปลูกในภาคเหนือและภาคกลาง (ที่มา: สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย, ออนไลน์)

                   ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่เวียดนามมีการเพาะปลูกมากที่สุด โดยมีเนื้อที่ปลูกข้าวทั่วประเทศประมาณร้อยละ 70 ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด แหล่งปลูกข้าวสำคัญ 2 แหล่ง ได้แก่ บริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำแดงทางภาคเหนือ (Red river delta) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปลูกข้าวเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และบริเวณที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงทางภาคใต้ (Mekong river delta) ซึ่งเป็นแหล่งปลูกข้าวสำคัญมีขนาดใหญ่ที่สุดและส่วนใหญ่เป็นการปลูกข้าวคุณภาพดีเพื่อการส่งออก

                   ผลผลิตข้าวจากแหล่งปลูกพื้นที่ราบลุ่มปากแม่น้ำโขงของเวียดนามมีสัดส่วนโดยประมาณร้อยละ 90 ของปริมาณการส่งออกข้าวทั้งหมดของเวียดนามในปัจจุบัน (ที่มา: สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ (2558), ออนไลน์) โดยข้อมูลจากสถิติของกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนามในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2561 (ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 15 มีนาคม) พบว่า เวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวในช่วงฤดูหนาว - ฤดูใบไม้ผลิเพิ่มขึ้น โดยในปี 2561 เวียดนามมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวประมาณ 19 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.0 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 ที่มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวประมาณ 18 ล้านไร่

แนวโน้มทิศทางการส่งออกสินค้าข้าวเวียดนามในอนาคต

                    เวียดนามยังคงมุ่งเน้นการส่งออกข้าวในตลาดเอเชียเป็นหลัก โดยในปี 2562 ประเทศจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซียมีความต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีนคาดว่าจะมีการนำเข้าข้าว 5.2 ล้านตัน โดยเพิ่มขึ้น 200,000 ตันจากเมื่อปี 2561 ครึ่งหนึ่งเป็นการนำเข้าภายใต้รัฐวิสาหกิจและอีกครึ่งหนึ่งเป็นการนำเข้าของภาคเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าจากเวียดนาม ไทย กัมพูชา และพม่า

                    อินโดนีเซียมีนโยบายนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้น 800,000 ตันจากปี 2561  สำหรับตลาดฟิลิปปินส์คาดว่าในปี 2562 จะมีการนำเข้าข้าวปริมาณ 2.3 ล้านตัน อีกทั้ง ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้ออกกฎหมายอนุญาตให้บริษัทเอกชสามารถนำเข้าข้าวโดยไม่จำกัดปริมาณ ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเอกชนในฟิลิปปินส์จำนวน 180 ราย ที่ได้ขึ้นทะเบียนเพื่อนำเข้าข้าวจากเวียดนามปริมาณรวม 1.2 ล้านตัน แสดงให้เห็นว่าตลาดฟิลิปปินส์เป็นอีกหนึ่งตลาดส่งออกข้าวที่มีความสำคัญของเวียดนาม

                    นอกจากนี้ในปี 2562 ประเทศมาเลเซียมีเป้าหมายจะนำเข้าข้าวปริมาณ 950,000 ตันอีกด้วย ซึ่งมีความเป็นไปได้ในการนำเข้าข้าวจากเวียดนาม เนื่องจากเวียดนามมีความสามารถในการแข่งขันด้านราคา (ที่มา: สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์, 2561)

                    ปัจจุบันเวียดนามมีการออกนโยบายในการผลักดันตนเองให้เป็น “ผู้นำในการส่งออกข้าว” โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาการส่งออกข้าวในช่วงปี 2017 - 2020 มีการวางกลยุทธ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และส่งเสริมการส่งออกข้าวโดยการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและ “สร้างแบรนด์ข้าวเวียดนาม” เพื่อส่งออกและเพิ่มศักยภาพในการกระจายตลาดส่งออก (Vietnam Economic News, online)

                    กลยุทธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรีเวียดนามที่ได้มีการอนุมัติโครงการพัฒนาแบรนด์ข้าวของเวียดนาม ซึ่งมีการแสดงวิสัยทัศน์ว่า ภายในปี 2573 “ข้าวเวียดนามจะเป็นข้าวอันดับหนึ่งของโลก ทั้งในด้านคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร” โดยวัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือการกำหนดมูลค่าและภาพลักษณ์ของข้าวเวียดนาม เพิ่มการรับรู้ของผู้ผลิต/ผู้นำเข้า/ผู้จัดจำหน่าย/ลูกค้าภายในประเทศ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และเมื่อวันที่ 18 - 24 มกราคม 2561 ในงานเทศกาลข้าวเวียดนามที่จังหวัดลองอาน กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทได้เปิดเผยโฉมโลโก้ “ข้าวเวียดนาม”  โดยสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติรับรองให้เป็นเครื่องหมายการค้าอย่างเป็นทางการครั้งแรกสำหรับแบรนด์ข้าวของประเทศ นับตั้งแต่เวียดนามเริ่มมีส่วนในการค้าข้าวทั่วโลกครั้งแรกในปี 2532 (ที่มา: Viet Nam News, online)

                     เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทเวียดนาม และบริษัท Korea Rural Community Corporation (KRC) ได้มีการลงนามข้อตกลงในโครงการ "ที่ราบลุ่มปากแม่น้ำแดง" โดย ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าของข้าวภายใต้เงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีใต้จำนวน 5 พันล้านวอนหรือ 4.5 ล้านเหรียญสหรัฐ เป้าหมายของโครงการเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับผู้อยู่อาศัยบริเวณดังกล่าว เพิ่มกำลังการผลิตในภูมิภาค และเพิ่มคุณภาพของข้าวเวียดนามผ่านการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยโครงการจะดำเนินการในพื้นที่บริเวณทางตอนเหนือของจังหวัดท้ายบิ่ญในช่วงปี 2562-2566 (ที่มา: The Saigon Times (12 July 2019), online)

การวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์สินค้าข้าวไทยและสินค้าข้าวเวียดนาม

                    ในอดีต ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวหอมมะลิรายใหญ่ของโลก แต่ปัจจุบันเผชิญภาวะการแข่งขันรุนแรงขึ้นเป็นลำดับจากประเทศคู่แข่งที่มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน อาทิ ข้าวบาสมาติของอินเดีย และข้าวกลิ่นหอมของสหรัฐฯ หรือ American Jasmine และข้าวหอมพันธุ์ ST 21 ของเวียดนาม เป็นต้น อีกทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวของไทยที่ผ่านมายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยที่ผ่านมาเป็นการเน้นเพิ่มปริมาณการผลิตมากกว่าการยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์หรือพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ไทยยังประสบปัญหาด้านระบบงบประมาณในการวิจัย แม้ไทยจะมีงานวิจัยสายพันธุ์ข้าวมากมาย แต่ยังมีการติดปัญหาเรื่องงบประมาณและกำลังคนในการพัฒนาระบบวิจัย นอกจากนี้ ไทยยังประสบปัญหาด้านแรงงาน สัดส่วนการผลิตของภาคเกษตรลดลงเป็นลําดับ และยังมีแนวโน้มลดลงต่อไป เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมและบริการมีมูลค่าเพิ่มสูงกว่า

                    ส่วนเวียดนามนั้นเขาปกครองด้วยระบบสังคมนิยม ทำให้มีเสถียรภาพทางการเมืองสูง นักลงทุนมีความเชื่อมั่น และตั้งแต่ปี 2560 กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามได้ยกเลิกกฎระเบียบหลายประการที่เห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาของอุตสาหกรรมข้าวเวียดนาม และมีการร่วมมือกับประเทศอื่น ๆ ในการนำเทคโนโลยีมาใช้กระบวนการผลิต มีการเน้นการรวมกลุ่มเกษตรกรในลักษณะ Contract Farming รวมทั้งให้ความสําคัญกับภาคการเกษตรโดยเฉพาะเรื่อง Food Security

                    จากการวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์สินค้าข้าวไทยและสินค้าข้าวเวียดนาม จะเห็นได้ว่าสินค้าข้าวเวียดนามสามารถเข้ามาตีตลาดสินค้าข้าวไทยได้ในเรื่องราคาข้าว ปริมาณการผลิต รวมไปถึงการผลักดันจากรัฐบาล ในขณะที่สินค้าข้าวไทยสามารถแข่งขันกับสินค้าข้าวเวียดนามได้ในเรื่องของคุณภาพสินค้าข้าวซึ่งได้รับการยอมรับด้านคุณภาพในระดับสากล อีกทั้งข้าวหอมมะลิไทยขึ้นชื่อระดับโลกและเป็นที่ต้องการของตลาดโลก  หากเราสามารถนำจุดแข็งนี้มาใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ ก็น่าจะเป็นประโยชน์มาก

                    นอกจากนี้ ประเด็นที่จำเป็นอื่นได้แก่การสนับสนุนให้มีการวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภาพข้าว มีนโยบายสนับสนุนนักลงทุนเพื่อมาลงทุนในการจำหน่ายสินค้าข้าว รวมไปถึงควรปรับรูปแบบการผลิตไปเน้นการผลิตแบบเกษตรประณีต มีการผลิตข้าวที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล และมุ่งตลาดเฉพาะ (Niche Market) บนพื้นฐานของการปรับปรุงประสิทธิภาพ การผลิตโดยให้มีต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ทั้งจากการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ พัฒนาแหล่งน้ำให้กระจายทั่วถึงด้วย

                                                   ************************

*นักพัฒนาระบบราชการปฎิบัติการ (นปร. รุ่นที่ 12) ปฏิบัติราชการ ณ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

Failed Families ปกรณ์ นิลประพันธ์

บ่ายแก่ ๆ เมื่อวานนี้ ผู้เขียนแวะทานข้าวกลางวันหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ร้านริมถนนก่อนเข้าบ้าน เจ้านี้เกาเหลาเนื้อเขาเด็ดนัก

ระหว่างรออาหารไร้เส้นเช่นเดียวกับผู้เขียน ว่างอยู่ก็กวาดตาไปรอบร้าน พบว่ามีหลายครอบครัวมานั่งทานอยู่ด้วย มีหนุ่มสาวคู่เดียวเท่านั้น แน่นอนร้านแบบนี้ไม่เหมาะกับหนุ่มสาวแน่ ๆ โดยเฉพาะที่เพิ่งเริ่มจีบกันใหม่ ๆ คู่นี้คงคบกันมานาน หมดโปรแล้ว จึงอยู่ในโลกของความเป็นจริง

ที่ผู้เขียนรู้สึกผิดปกติคือทุกโต๊ะเงียบกริบ ที่เงียบเพราะทุกคนมีมือถือคนละเครื่องไม่พูดไม่จากัน นั่งโต๊ะเดียวกันไม่คุยกัน ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่สนใจแต่เจ้ากลักสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ นี่แหละ 

เด็กน้อยก็มีมือถือนะครับ พ่อแม่คงจะมีหลายเครื่อง ให้ลูกเครื่องนึงจะได้ไม่ร้องโยเย ซึ่งก็ได้ผลเด็กก็จ้องจอนิ่ง ๆ พ่อแม่ป้อนสะดวก

หนุ่มสาวคู่ที่ว่านั้นต่างก็ถูไถโทรศัพท์ของแต่ละคนอย่างเมามัน ถูไปยิ้มไป แทบจะไม่ได้คุยกันเลย

บังเอิญในร้านนี้เขามีทีวี ชะรอยแม่ค้าจะชอบดูรายการข่าวหรืออย่างไรไม่ทราบได้ จึงเปิดรายการข่าวทิ้งไว้ พอจัดการออเดอร์เสร็จก็เงยหน้าไปดูทีวี ดูไปก็บ่นไปว่าสังคมเดี๋ยวนี้วิปริตไปหมดแล้ว มีแต่ข่าวจับวัยรุ่นแว้นทีเป็นร้อยคัน ข่าววัยรุ่นค้ายาเอาเงินไปซื้อยามาเสพย์และเที่ยวเตร่ ข่าวเด็กยกพวกรุมตีกัน ข่าววัยรุ่นเมาเหล้าขี่รถสวนทางกันลงไปปาดคอกันตาย ข่าวเด็กชายรุมข่มขืนเด็กหญิงแล้วถ่ายคลิปเก็บไว้ ข่าววัยรุ่นสาวเปิดไลน์กลุ่มเก็บสตางค์โชว์หวิวที่เธอเรียกมันว่า งานศิลปะ” ฯลฯ

พอถึงตอนนี้เกาเหลาหอมหวลก็ถูกยกมาถึงผู้เขียนพอดีพร้อมกับข้าวสวยร้อน ๆ หนึ่งถ้วย กินไปก็คิดไปว่าข่าวเหล่านี้เป็นผลมาจากอะไร จะว่าเป็นเพราะประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ หาความสัมพันธ์ไม่เจอเลย จะว่าเป็นเพราะระบบการศึกษา อันนี้คงมีส่วนอยู่บ้างแต่คงไม่ทั้งหมด เพราะเด็กอยู่โรงเรียนวันละแปดชั่วโมง อีกสิบหกชั่วโมงอยู่กับผู้ปกครอง และไม่มีโรงเรียนไหนหรอกที่สอนให้เด็กทำเรื่องที่เป็นปัญหาแบบนี้ 

รากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงน่าจะอยู่ที่ “ครอบครัว” มากกว่า ถ้าครอบครัวอบอุ่น ปัญหาเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น ที่ว่าอบอุ่นนี่ไม่ใช่เพียงอยู่บ้านเดียวกัน แต่หมายถึงการมีความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว พ่อแม่อบรมสั่งสอนลูกว่าอะไรดีไม่ดี อะไรควรไม่ควร มีความรักให้ต่อกันและกันอย่างจริงใจ พ่อแม่ประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน 

ก็ที่ลูกออกไปแว้นกันน่ะ พ่อแม่ไม่รู้จริง ๆ หรือ ทำไมจึงไม่ห้ามปราม หรือห้ามแล้วทำไมลูกจึงไม่ฟัง

ที่ลูกมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป พ่อแม่สังเกตบ้างหรือไม่ หรือว่าไม่เคยสังเกต

ที่ลูกอยากได้อยากมีอยากเป็นเหมือนคนอื่น ๆ เขาทั้ง ๆ ที่เรามีฐานานุรูปต่างจากเขานั้น พ่อแม่สอนเขาให้ดำรงตนอย่างไร

ที่เอามือถือให้ลูกจะได้นั่งเงียบ ๆ พ่อแม่จะได้มีเวลาสงบบ้างนั้น ไม่รู้หรือว่ามันเป็นประตูวิเศษที่พาลูกของเราเตลิดเปิดเปิงไปไหนต่อไหนก็ได้

มองไปรอบ ๆ ร้านหลายครอบครัวยังคงกินก๋วยเตี๋ยวอยู่เงียบ ๆ กินไปถูไถโทรศัพท์มือถือไป

เด็กน้อยวัยไม่เกินสามขวบที่แม่ป้อนก๋วยเตี๋ยวให้กินเมื่อสักครู่นี้คงอิ่มแล้ว แต่ตาแป๋วยังจดจ่ออยู่กับโทรศัพท์มือถือ ไม่รู้ว่าเด็กน้อยกำลังเสพย์อะไรอยู่

ผู้เขียนเองก็อิ่มแล้ว  เมื่อดื่มน้ำแข็งเปล่ากลั้วคอก็หวนคิดไปว่าเมื่อ 6-7 ปีก่อน เราคุ้นเคยกับคำว่า“Failed State” หรือรัฐที่ล้มเหลว” คือรัฐเป็นเจว็ด ดูมีอำนาจ แต่ใช้อำนาจไม่ได้ ไม่มีใครเชื่อฟัง ประท้วงกันวุ่นวายไปทั้งประเทศ ความเสียหายมากมายเกิดขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง ความเชื่อมั่น” หรือ “Trust” ของชาติอยู่ในลำดับที่ต่ำมาก แต่นั้นยังแก้ไขได้ ถ้าเรารวมพลังกันสร้างความเชื่อมั่นนั้นขึ้นมาใหม่

แต่ปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คือ “Failed Families” เป็น ความล้มเหลวในระดับครอบครัว” ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญของสังคมและประเทศชาติ ถ้าครอบครัวมีรอยร้าวหรือชาดความอบอุ่นมันจะบาดลึกลงไปในจิตใจของคนในครอบครัว โดยเฉพาะเด็ก ๆ แล้วจะกลายเป็นปัญหาสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ต่อไปให้ผู้ใหญ่ต้องตามไล่จับไล่จัดการ แล้วถ้ารุนแรงมากขึ้น ไร้เหตุผลมากขึ้น มันก็จะนำไปสู่ Failed State ได้ในที่สุด เพราะทุกคนจะคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเอง ความสุขของตัวเอง ไม่สนใจว่าสังคมส่วนรวมจะเป็นอย่างไรเพราะเขาถูกอบรมเลี้ยงดูมาอย่างนี้

ผู้เขียนจึงเห็นว่าการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ตรงจุดและยั่งยืนต้องเริ่มต้นที่การสร้างครอบครัวเข้มแข็งการสร้างครอบครัวคุณภาพ… 

อิ่มพอดี …

เก็บตังค์ด้วยครับเจ๊.