วันพุธที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564

หลักสากลในการควบคุมฝูงชน โดย พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์

      ตามที่ปรากฏเป็นข่าวเกี่ยวกับการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ และบางครั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐจำเป็นต้องใช้กำลังเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือบังคับใช้กฎหมายที่เรียกว่าการควบคุมฝูงชนหรือการสลายฝูงชน หลังเหตุการณ์ก็จะมีการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย ทั้งกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการเกินกว่าเหตุ กับเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการไม่เกินกว่าเหตุ บทความนี้เน้นหลักสากลเกี่ยวกับขั้นตอน อุปกรณ์ และวิธีการใช้กำลังหรือยุทธวิธีโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเป็นข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักวิชาการ ประชาชนผู้สนใจ ตลอดจนสื่อมวลชน นำไปศึกษาและใช้ประโยชน์ต่อไป  

     ที่มาหลักสากลเกี่ยวกับการควบคุมหรือสลายฝูงชน 


   ศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคำพิพากษาตลอดจนความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สรุปได้ว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสลายการชุมนุมจะต้องมีลำดับขั้นตอนตามหลักสากลไม่อาจดำเนินการตามอำเภอใจได้ และไม่ว่าการชุมนุมจะเป็นไปโดยสงบที่จะได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ การกระทำของผู้ชุมนุมไม่ใช่การก่ออาชญากรรมโดยแท้ จึงไม่อาจปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมทั้งหมดด้วยวิธีการเดียวกับการจับกุมผู้กระทำความผิดอาญาได้ ซึ่งคำสั่งและคำพิพากษาของศาลปกครองและตลอดจนความเห็นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติสามารถนำไปประกอบพยานหลักฐานในศาลยุติธรรมและต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้


     หลักสากลเกี่ยวกับการควบคุมหรือสลายฝูงชน


     หลักการพื้นฐานขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กำลังบังคับและอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย สรุปได้ว่า กรณีที่จะสลายการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมายแต่มิได้มีการก่อเหตุร้าย เจ้าหน้าที่จะต้องหลีกเลี่ยงการใช้กำลังบังคับ แต่ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ให้การใช้กำลังบังคับนั้นเป็นไปในระดับที่น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็นเท่านั้น สำหรับกรณีที่จะสลายการชุมนุมที่ก่อเหตุร้าย เจ้าหน้าที่จะใช้อาวุธปืนได้เฉพาะต่อเมื่อวิธีการอื่นที่มีอันตรายน้อยกว่านั้นไม่สามารถใช้ได้ผลแล้ว อีกทั้งการใช้อาวุธจะต้องเป็นไปในระดับที่น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น และไม่ว่าในกรณีใดจะต้องไม่ใช้อาวุธปืนกับบุคคลอื่นเว้นแต่ในกรณีเพื่อป้องกันตัวหรือป้องกันผู้อื่นให้พ้นภัยจากภยันตรายร้ายแรงที่ใกล้จะมาถึงและมีความรุนแรงที่อาจถึงแก่ชีวิตหรืออันตรายสาหัส และรัฐบาลกับหน่วยงานเกี่ยวข้องพึงพัฒนาวิธีการใช้อาวุธและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้มีความหลากหลาย เพื่อให้เหมาะสมกับความจำเป็นที่แตกต่างกันของแต่ละสถานการณ์ นอกจากนี้เจ้าหน้าที่พึงได้รับอุปกรณ์ป้องกันตัวด้วย ในอารัมภบทของหลักการพื้นฐานข้างต้นมีข้อความที่น่าสนใจยิ่ง คือ งานของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้บังคับใช้กฎหมายเป็นงานบริการสังคมเพื่อให้สังคมปลอดภัยมีความสงบเรียบร้อย    การคุกคามต่อชีวิตและความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ย่อมเป็นการคุกคามต่อเสถียรภาพของสังคมทั้งมวลด้วย


     ประมวลระเบียบการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ขององค์การสหประชาชาติ สรุปได้ว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือผู้บังคับใช้กฎหมายนั้นต้องกระทำโดยเคารพและมุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตลอดจนพิทักษ์รักษาสิทธิมนุษยชนของทุกคนรวมทั้งฝูงชนที่ชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมายด้วย ใช้กำลังบังคับได้ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันอาชญากรรมหรือในการจับกุมผู้กระทำผิดหรือผู้ต้องสงสัยโดยชอบด้วยกฎหมาย


     แนวปฏิบัติขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการใช้อาวุธที่เป็นอันตรายที่ไม่ถึงแก่ชีวิต (อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำ) เพื่อการบังคับใช้กฎหมาย สรุปได้ดังนี้

     หลักทั่วไปว่าด้วยการใช้กำลัง เจ้าพนักงานต้องเลือกใช้วิธีการที่ไม่ใช้ความรุนแรงเท่าที่สามารถกระทำได้แล้วจึงค่อยใช้กำลังหรืออาวุธปืน เจ้าพนักงานสามารถใช้กำลังได้ก็ต่อเมื่อการใช้วิธีการอื่นนั้นไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่สามารถทำให้บรรลุเป้าหมาย เจ้าพนักงานต้องมีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสม หากมีการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสมความจำเป็นในการใช้อาวุธไม่ว่าชนิดใดก็จะลดน้อยลง

     หลักการใช้ความระมัดระวัง จะต้องมีการวางแผนและดำเนินการโดยใช้ความระมัดระวังที่จำเป็นทุกประการเพื่อป้องกันหรือลดโอกาสที่เจ้าพนักงานและประชาชนจะใช้กำลัง ลดความร้ายแรงของการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้น เจ้าพนักงานควรชะลอการปะทะหรือเผชิญหน้ากับประชาชนโดยตรงหากเป็นไปได้ และจะต้องมีการฝึกอบรมเจ้าพนักงาน การจัดเตรียมอุปกรณ์ป้องกันอย่างเพียงพอและอาวุธที่ไม่ร้ายแรงชนิดต่างๆที่เหมาะสม ตลอดจนการเตรียมความพร้อมโดยมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายที่ไม่จำเป็นหรือเกินควร

     หลักความจำเป็น การใช้กำลังจะต้องปรากฏว่าในขณะนั้นไม่มีวิธีการอื่นที่สามารถนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ของการบังคับใช้กฎหมายอันชอบด้วยกฎหมาย ต้องหาหนทางเพื่อบรรเทาสถานการณ์รวมถึงพยายามประนีประนอมสถานการณ์ที่อันตรายอย่างสันติตราบเท่าที่สามารถทำได้ หากเห็นสมควรว่ามี     ความจำเป็นต้องใช้กำลังในสถานการณ์นั้นจะต้องใช้กำลังอย่างน้อยที่สุดเพียงเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวและต้องหยุดการใช้กำลังทันทีที่หมดความจำเป็น

     หลักการสัดส่วนที่เหมาะสม ลักษณะและระดับการใช้กำลังรวมไปถึงความเสียหายที่คาดหมายว่าสามารถเกิดขึ้นได้ต้องได้สัดส่วนกับภยันตรายที่เกิดขึ้น บรรเทาผลข้างเคียงจากการใช้กำลังที่สามารถเกิดขึ้นกับผู้อยู่ในเหตุการณ์หรือสัญจรผ่าน บุคลากรทางการแพทย์และนักข่าว ห้ามเจ้าพนักงานใช้กำลังกับบุคคลดังกล่าวและผลกระทบข้างเคียงนั้นต้องได้สัดส่วนกับวัตถุประสงค์อันชอบธรรม


     การจัดการความสงบเรียบร้อยขณะการชุมนุม เจ้าพนักงานควรเคารพและคุ้มครองสิทธิในการชุมนุมอย่างสันติโดยไม่เลือกปฏิบัติ ตามกฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน แม้ว่าการชุมนุมนั้นไม่เป็นไปตามกฎหมายก็ตาม ควรใช้เทคนิคในการบรรเทาสถานการณ์เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรง  ควรตระหนักว่าการนำอาวุธที่ไม่ร้ายแรงออกแสดงให้เห็นอาจเป็นการเพิ่มความตึงเครียดให้สถานการณ์ ต้องใช้มาตรการป้องกันล่วงหน้าและใช้ความระมัดระวังเพื่อเลี่ยงสถานการณ์หรืออย่างน้อยลดอันตรายที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ในกรณีที่บุคคลที่ใช้ความรุนแรงในการชุมนุมเจ้าพนักงานมีหน้าที่แยกแยะระหว่างบุคคลที่ใช้ความรุนแรงในการแสดงออกกับบุคคลอื่นที่เข้าร่วมการชุมนุมซึ่งยังคงมีสิทธิในการชุมนุมอย่างสันติควรใช้ความระมัดระวังกับบุคคลที่สามที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงและผู้สัญจรผ่าน การใช้อาวุธที่ไม่ร้ายแรงใน   การสลายการชุมนุมควรเป็นหนทางสุดท้าย ควรพยายามระบุตัวบุคคลผู้ใช้ความรุนแรงและแยกตัวบุคคลนั้นออกจากผู้ชุมนุมคนอื่นก่อนที่จะสลายการชุมนุม เพื่อทำให้การชุมนุมหลักสามารถดำเนินต่อไปได้ ถ้าการใช้มาตรการขัดขวางแบบเจาะจงตัวบุคคลนั้นไม่มีประสิทธิภาพจึงสามารถใช้อาวุธที่มีเป้าหมายแบบวงกว้าง (เช่นปืนฉีดน้ำหรือแก๊สน้ำตา) แทนอาวุธที่มีเป้าหมายแบบเจาะจงตัวบุคคลก็ต่อเมื่อได้เตือนอย่างเหมาะสมเว้นเสียแต่ว่าการเตือนจะทำให้การดำเนินการล่าช้าและอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บสาหัส หรือทำให้มาตรการดังกล่าวไร้ผลในบางสถานการณ์ ต้องให้เวลากับผู้ชุมนุมในการปฏิบัติตามคำเตือน และจัดเตรียมพื้นที่หรือเส้นทางที่ปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุมในการเดินทาง การใช้อาวุธปืนเพื่อสลายการชุมนุมนั้นผิดกฎหมาย            ในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องใช้กำลังเจ้าพนักงานสามารถใช้อาวุธที่ไม่ร้ายแรงเท่านั้น เพราะสามารถกำหนดเป้าหมายแบบเจาะจงตัวบุคคลและมุ่งใช้กับบุคคลผู้ใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะเว้นเสียแต่ว่าสถานการณ์นั้นกฎหมายอนุญาตให้สลายการชุมนุมทั้งหมด การใช้อาวุธดังกล่าวควรคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้ชุมนุมที่ไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือผู้อยู่ในเหตุการณ์ และจะต้องพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่ฝูงชนจะแตกตื่นและวิ่งอลหม่านอาวุธที่ใช้ต้องเป็นอาวุธที่มีความแม่นยำตามมาตรฐานระหว่างประเทศ การใช้เครื่องกีดขวางควรเป็นไปโดยไม่สร้างอันตรายแก่สวัสดิภาพ การใช้ลวดเหล็กลวดหนามหรือเครื่องกีดขวางอื่นที่มีเดือยแหลมเป็นการทำอันตรายโดยไม่จำเป็นแก่ผู้ชุมนุม หากจำเป็นต้องมีการใช้เครื่องกีดขวางควรเลือกใช้เครื่องมืออื่นที่มีปลอดภัยมากกว่า บุคลากรทางการแพทย์ไม่ว่าจะปฏิบัติงานในฐานะเจ้าหน้าที่หรือในฐานะอาสาสมัครควรที่จะสามารถเข้าให้ความช่วยเหลือแก่บุคคลที่ได้รับบาดเจ็บได้อย่างปลอดภัย

     กระบอง ใช้เพื่อป้องกันตัวเองจากผู้ใช้ความรุนแรงหรือใช้ในการจับกุมผู้ที่ขัดขืนโดยใช้ความรุนแรง       ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับบุคคลที่สร้างความเสียหายหรือขู่ว่าจะสร้างความเสียหายแก่เจ้าพนักงานหรือบุคคลทั่วไป การตีควรเล็งไปที่แขนหรือขาของผู้จู่โจม ควรหลีกเลี่ยงการตีกระบองบริเวณเหนือแขน การจิ้มหรือแทงด้วยกระบองไปที่ทรวงอก คอ หัว กระดูกสันหลัง ไต และช่องท้อง เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้บาดเจ็บและอวัยวะสำคัญฉีกขาด อาจเป็นการใช้กระบองที่ผิดกฎหมาย การล็อคคอด้วยกระบองเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเนื่องจากเกิดความเสี่ยงสูงที่จะเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส

     สารเคมีที่ทำให้ระคายเคือง(น้ำตาไหล)แบบมือถือ ใช้จัดการหรือห้ามปรามผู้ใช้ความรุนแรงหรือใช้ช่วยในการจับกุมผู้ที่ขัดขืนโดยใช้ความรุนแรง ออกแบบเพื่อพ่นใส่บริเวณหน้าของบุคคลในระยะห่างหลายเมตรทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตาระบบทางเดินหายใจช่วงบนและผิวหนัง ควรนำมาใช้เฉพาะกรณีที่เจ้าพนักงานมีเหตุสมควรอันจะเชื่อว่าภัยจากการทำร้ายนั้นใกล้ตัว การควบคุมตัวผู้ต้องหาโดยจัดให้นอนคว่ำหลังเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรนำไปใช้ในการต่อต้านคำสั่งอย่างสงบโดยสิ้นเชิง ไม่ใช้กับบุคคลที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ และไม่ควรใช้ในสภาพแวดล้อมปิดที่ไม่มีการระบายอากาศเพียงพอหรือไม่มีทางออก เพราะสามารถทำให้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสจากการขาดอากาศหายใจ

     สารเคมีที่ทำให้ระคายเคืองชนิดปล่อยจากระยะไกล (แก๊สน้ำตายิงได้จากระยะไกลไปสู่กลุ่มบุคคลที่มีส่วนร่วมในความรุนแรงเพื่อสลายตัวและระงับการใช้ความรุนแรง ควรยิงด้วยมุมสูง การแตกตื่นเป็นผลที่อาจเกิดขึ้นหากสารระคายเคืองถูกนำมาใช้กับฝูงชนในพื้นที่ปิด เช่น สนามฟุตบอล ในพื้นที่เปิดแก๊สน้ำตาอาจมีผลกระทบแบบไม่เจาะจงเป้าหมายเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทิศทางลม ในบางกรณีอาจทำให้เสียชีวิตเช่นหากสารเคมีถูกปล่อยในพื้นที่ที่จำกัดและทำให้สัมผัสสารปริมาณมาก การยิงอาจส่งผลให้เสียชีวิตหากยิงไปใกล้วัสดุที่ติดไฟง่ายและทำให้เกิดเพลิงไหม้ ไม่ควรยิงไปในพื้นที่ด้านหลังของกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงเพราะอาจกระตุ้นให้เคลื่อนที่ไปยังเจ้าหน้าที่และเพิ่มความเสี่ยงในการเผชิญหน้าและการใช้ความรุนแรง ไม่ควรเล็งยิงไปยังบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ควรยิงไปยังบริเวณหัวหรือใบหน้า เพราะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส     ไม่ควรใช้ในพื้นที่ปิดซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่มีทางออกหรือการระบายอากาศที่เพียงพอเช่นกัน

     อาวุธนำไฟฟ้า (“ปืนไฟฟ้า”) ใช้ส่งกระแสประจุไฟฟ้าซึ่งทำให้กล้ามเนื้อของเป้าหมายเกร็งตัวแล้วไม่อาจเคลื่อนไหว เพื่อทำให้บุคคลในระยะไกลไม่สามารถคุกคามที่เป็นอันตรายที่ใกล้ตัวเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่น     ไม่ควรใช้กับผู้สูงอายุ และไม่ควรใช้ยิงไปบริเวณศีรษะซึ่งอาจเกิดการล้มลงจากที่สูงหรือล้มฟาดพื้น หลีกเลี่ยงการเล็งไปที่อกด้านหน้าบริเวณใกล้หัวใจเพื่อที่จะลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บสาหัสหรือการเสียชีวิต เด็กและผู้ใหญ่ที่มีรูปร่างผอมบางอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับอันตรายภายใน ไม่ควรใช้ยิงใกล้กับของเหลวติดไฟง่ายหรือไอน้ำที่อาจระเบิดได้ และไม่ควรใช้กับผู้ที่ต่อต้านคำสั่งของเจ้าพนักงานด้วยการนิ่งเฉย

     กระสุนยาง ใช้เพื่อจัดการกับบุคคลที่ใช้ความรุนแรง ควรเล็งยิงไปที่บริเวณช่องท้องส่วนล่างหรือขาของบุคคลที่ใช้ความรุนแรงเท่านั้น เพื่อยับยั้งภัยอันใกล้จะถึงซึ่งอาจส่งผลให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นได้รับบาดเจ็บการเล็งยิงไปที่ใบหน้า ศีรษะ หรือลำคอ อาจทำให้กะโหลกร้าวและการบาดเจ็บทางสมอง ความเสียหายต่อดวงตารวมถึงการสูญเสียการมองเห็นถาวร หรือแม้กระทั่งการเสียชีวิต ไม่ควรยิงจากที่สูงเพิ่มความเสี่ยงที่จะยิงเข้าที่บริเวณศีรษะ เล็งบริเวณลำตัวก็สามารถก่อให้เกิดการบาดเจ็บที่อวัยวะสำคัญรวมถึงอาจทำให้กระสุนทะลุเข้าในร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยิงระยะใกล้ ต้องเป็นกระสุนที่มีความแม่นยำที่มีกลุ่มกระสุนไม่เกิน 10 เซนติเมตรการใช้กระสุนยางที่แยกชิ้นส่วนออกไปเมื่อกระทบพื้นก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บร้ายแรงจากการขาดความแม่นยำไม่ควรถูกยิงในโหมดอัตโนมัติ การยิงพร้อมกันหลายนัดไม่มีความแม่นยำ และต้องได้รับการทดสอบและอนุมัติให้ใช้ได้เพื่อประกันว่าสามารถใช้ยิงจากระยะที่กำหนดให้ตกกระทบเป้าทดสอบที่มีขนาดเท่าตัวคนจริงในบริเวณที่ปลอดภัยโดยไม่แรงจนเกินไป ซึ่งอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ กระสุนเหล็กที่หุ้มด้วยยางเป็นกระสุนที่มีความอันตรายอย่างยิ่งไม่ควรนำมาใช้

     รถฉีดน้ำแรงดันสูง ยานพาหนะที่ถูกออกแบบมาเพื่อฉีดน้ำด้วยแรงดันเพื่อสลายฝูงชน ปกป้องทรัพย์สินหรือระงับเหตุรุนแรง สารระคายเคืองทางเคมี สารที่มีกลิ่นเหม็น หรือสารที่อันตรายต่อสุขภาพบางครั้งอาจถูกผสมในน้ำเพื่อใช้ฉีดได้ โดยหลักแล้วควรถูกใช้เฉพาะในสถานการณ์ที่เกิดความวุ่นวายอย่างร้ายแรงในสังคมลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิตการบาดเจ็บสาหัสหรือการทำลายทรัพย์สินเป็นวงกว้าง ควรมีการวางแผนอย่างระมัดระวังและถูกควบคุมด้วยคำสั่งที่ชัดเจนกับถูกกำกับโดยเจ้าหน้าที่ระดับสูง ไม่ควรใช้กับบุคคลซึ่งอยู่บนที่สูงซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บ และความเสี่ยงของการลื่นหรือถูกน้ำดันกระแทกกำแพงหรือวัตถุอื่น ต้องไม่ฉีดใส่บุคคลในระยะใกล้เนื่องจากอาจทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นถาวรหรือการบาดเจ็บ ไม่ควรใช้กับบุคคลที่ถูกควบคุมหรือที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้

     อุปกรณ์และอาวุธเสียง อุปกรณ์แจ้งเตือนโดยเสียงบางประเภทอาจถูกใช้เป็นอาวุธเสียง อาวุธเสียงในโหมดเตือนภัยสามารถนำมาใช้ได้ระหว่างการชุมนุมบนเงื่อนไขว่าต้องมีการทดสอบอย่างเหมาะสม และต้องหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านสุขภาพร้ายแรงหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ในระยะใกล้ด้วยระดับเสียงที่ดังและ/หรือเป็นระยะเวลานาน มีตั้งแต่อาการเจ็บปวดชั่วคราวแก้วหูทะลุและการสูญเสียการทรงตัวจนถึงหูหนวก เพื่อที่จะลดความเสี่ยงและป้องกันการบาดเจ็บควรมีการกำหนดระดับความดังในหน่วยวัดเดซิเบลเอสูงสุดและระยะห่างขั้นต่ำไว้ล่วงหน้าการใช้อาวุธเสียงกับกลุ่มบุคคลโดยไม่เลือกหน้าหรือในระยะที่ความดังของเสียงน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างถาวรต่อระบบการได้ยินของบุคคลเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย     


      หลักกฎหมายที่สำคัญนอกเหนือจากประมวลกฎหมายอาญา


     พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2548 มาตรา 19 สรุปได้ว่า ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องผ่าน           การฝึกอบรมให้มีทักษะ ความเข้าใจ และอดทนต่อสถานการณ์การชุมนุมสาธารณะและต้องแต่งเครื่องแบบเพื่อแสดงตน และอาจใช้เครื่องมือควบคุมฝูงชนได้ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง เครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะลงวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 ซึ่งได้กำหนดให้อาจเลือกใช้ได้ 48 รายการข้อสังเกต การใช้ตู้คอนเทนเนอร์วางเป็นแนวป้องกันนั้นเข้าข่ายลำดับที่ 32 อุปกรณ์สำหรับป้องกันสถานที่ไม่ต้องห้ามการใช้เพราะไม่ได้สร้างอันตรายต่อผู้ชุมนุม ส่วนลำดับที่ 33 ลวดหีบเพลงแถบหนาม ต้องห้ามตามหลักสากลเพราะเป็นเครื่องกีดขวางสร้างอันตรายโดยไม่จำเป็นแก่ผู้ชุมนุม


     พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 หากมีการชุมนุมในระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรา 17 กำหนดสรุปได้ว่า ในการควบคุมหรือสลายฝูงชนพนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่สุจริต (ซื่อตรง ตรงไปตรงมา ไม่กลั่นแกล้ง) ไม่เลือกปฏิบัติ (ปฏิบัติเท่าเทียมกัน ไม่สองมาตรฐาน ไม่ว่าจะแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ ความเชื่อทางศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง) ไม่เกินสมควรแก่เหตุ (ไม่มีทางเลือกที่จะป้องกันด้วยวิธีการอื่น) หรือไม่เกินกว่ากรณีจำเป็น (ไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้) ไม่อาจกระทำการตามอำเภอใจ แล้วไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย 


     คู่มือการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามหลักสิทธิมนุษยชน จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและมหาวิทยาลัยมหิดล สรุปได้ ดังนี้ ให้ใช้มาตรการควบคุมฝูงชนจากเบาไปหาหนักและมีการประกาศขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ให้ทราบก่อนทุกครั้ง พยายามเน้นการป้องกันก่อนการใช้กำลัง ต้องเตรียมกำลังให้พร้อมที่จะจับกุมแกนนำและจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมขนาดใหญ่เมื่อมีการทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น ต้องเตรียมกำลังให้พ้นจากสายตาของกลุ่มผู้ชุมนุม และการแสดงกำลังนี้ต้องไม่มีลักษณะเป็นการข่มขู่ผู้ชุมนุมที่ยังไม่มีการทำผิดกฎหมาย ผู้ปฏิบัติงานต้องแต่งเครื่องแบบพร้อมติดเครื่องหมายยศ สังกัด และป้ายชื่อให้สามารถตรวจสอบถึงชื่อและสังกัดได้ชัดเจนในระยะพอสมควร ในการตกลงใจของผู้บัญชาการเหตุการณ์ที่จะเลือกใช้วิธีการปฏิบัติในการควบคุมฝูงชนโดยคำนึงถึงการยอมรับได้ของสังคมหรือความชอบธรรมทางกฎหมายด้วย การปฏิบัติจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่ และหากมีการจับกุมเฉพาะแกนนำจะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นมากกว่าการสลายฝูงชนหรือไม่ มีเส้นทางที่จะให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากที่ชุมนุมได้ปลอดภัยหรือไม่ เมื่อมีการสลายการชุมนุมจะต้องแน่ใจว่าจะไม่ผลักดันไปในพื้นที่อันตราย เช่น จนมุม หรืออยู่ในที่คับแคบ ต้องเปิดช่องทางหลบหนีที่โล่งและเห็นได้ชัดเจนเสมอ และจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ เช่น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การป้องกันตัว การใช้อาวุธอาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำ พฤติกรรมฝูงชน การแก้ไขความขัดแย้ง       การบริหารจัดการความเครียด การไกล่เกลี่ยและการเจรจา 


     มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2544 เรื่อง การปรับปรุงบริเวณรอบนอกทำเนียบรัฐบาล และการจัดสถานที่พักอาศัยแห่งใหม่ของผู้ชุมนุมเรียกร้อง เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 เรื่อง การจัดสถานที่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้อง เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 และวันที่ 30 กรกฎาคม 2545  เรื่อง หลักการและแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในการชุมนุมเรียกร้อง สรุปได้ว่า ผู้ชุมนุมไม่ควรใช้สถานที่บริเวณรอบนอกทำเนียบรัฐบาลเป็นที่พักอาศัย การชุมนุมรอบนอกบริเวณทำเนียบรัฐบาลหรือส่วนราชการใด ก็ให้เป็นไปเพื่อยื่นข้อเรียกร้องเท่านั้น หากจะมีการชุมนุมยืดเยื้อก็ขอให้ไปรวมกันที่บริเวณที่จัดไว้ให้ แล้วให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไปพูดคุยเพื่อรับฟังปัญหาของผู้ชุมนุมเรียกร้อง เพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับปัญหา และพร้อมที่จะแก้ไขด้วยหลักเมตตาธรรมต่อผู้ที่เคารพกฎกติกาของบ้านเมืองและสังคม และให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องใช้หลักเมตตาธรรมควบคู่หลักนิติธรรม หากผู้ชุมนุมเรียกร้องใช้วิธีรุนแรงโดยกระทำผิดกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของทางราชการและเอกชน ละเมิดสิทธิผู้อื่นให้ใช้วิธีการเจรจาก่อน โดยเสนอแนะให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือยังคงมีการกระทำที่ก้าวร้าวรุนแรง ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยให้ดำเนินการในระดับถ้อยทีถ้อยอาศัย และต้องมองว่าทุกคนเป็นผู้ร่วมชาติ


     สรุป ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการควบคุมหรือสลายฝูงชนนั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่จะต้องได้รับการฝึกอบรมสม่ำเสมอจนมีทักษะ ความเข้าใจ และอดทนต่อสถานการณ์การชุมนุมที่อาจผิดกฎหมายและมีการใช้ความรุนแรง ภายใต้หลักกฎหมาย หลักสากล หลักสิทธิมนุษยชน และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องซึ่งจะส่งผลให้บรรลุภารกิจที่มีความชอบธรรมทางกฎหมาย และจะได้รับการยอมรับจากสังคม รวมทั้งพ้นจากการรับผิดทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัย

วันอังคารที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2564

นักกฎหมายในยุค Post-constitutionalim : ปกรณ์ นิลประพันธ์

เมื่อเดิมนั้นกฎหมายระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก กฎหมายภายในของแต่ละประเทศมีความสำคัญมากกว่ากฎหมายระหว่างประเทศ และโดยที่กฎหมายภายในตราขึ้นตามกฎหมายสูงสุดของแต่ละประเทศ คือ รัฐธรรมนูญ นักวิชาการด้านกฎหมายเปรียบเทียบจึงนิยมเรียกยุคนี้ว่าเป็น "ยุครัฐธรรมนูญนิยม" หรือ Constitutionalism 


เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะการเดินทางและการติดต่อสื่อสารยังพัฒนาไม่มากนัก โลกยังมีพรมแดนตามธรรมชาติเป็นอุปสรรคขวางกั้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และความคิดด้านกฎหมายที่เป็นสากลไปสู่ประเทศต่าง  


อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา กฎหมายระหว่างประเทศเริ่มขยายขอบเขตเข้ามาทับซ้อนกับกฎหมายภายในมากขึ้น ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสื่อสาร หรือที่นิยมเรียกกันจนเป็นคำแห่งยุคสมัยว่า “คลื่นลูกที่สาม” ทำให้พันธกรณีระหว่างประเทศกลายมาเป็น “เงื่อนไข” ในการตรากฎหมายภายในของทุกประเทศมากขึ้นเรื่อย  


หากพิเคราะห์กฎหมายในช่วงปี 1990-1999 ให้ดี จะพบว่าหลายประเทศปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้ เช่น รัฐธรรมนูญของบางประเทศที่ออกในช่วงปลายปี 1997 ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีตาม International Covenant on Civil and Political Rights หรือ ICCPR ที่มีผลบังคับมาตั้งแต่ปี 1976 แต่ประเทศนั้นเพิ่งให้ภาคยานุวัติในช่วงปลายปี 1996 และมีผลผูกพันประเทศนั้นตอนต้นปี 1997 เป็นต้น


และนับตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่ 21 มา กฎหมายระหว่างประเทศมีความแนบแน่นจนแทบแยกไม่ออกจากกฎหมายภายในโดยผลของการติดต่อสื่อสาร ประเด็นเล็ก ๆ ในมุมหนึ่งของโลกได้ก่อให้เกิดเป็น Global issues มากมาย ไม่มีประเด็นใดที่เป็นประเด็นกฎหมายภายในอย่างเดียวแล้ว จนทำให้นักกฎหมายเปรียบเทียบเห็นพ้องกันว่าโลกในยุคปัจจุบันเป็น Post-Constitutionism ไปแล้ว 


ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้กฎหมายระหว่างประเทศมีความสำคัญไม่แพ้กฎหมายภายใน ประเทศใดที่ยังหมกมุ่นอยู่กับกฎหมายภายใน โดยไม่ให้ความสำคัญต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และขาดนักกฎหมายระหว่างประเทศที่มีความรู้ความเข้าใจกฎหมายระหว่างประเทศและบริบทระหว่างประเทศอย่างแตกฉาน ก็จะส่งผลกระทบต่อ “สถานะ” ของประเทศได้


ที่ผู้เขียนยกเรื่องนี้ขึ้นมาชวนคิดก็เนื่องจากปัจจุบันมี Global issues ที่ส่งผลกระทบหรืออาจส่งผลกระทบทั้งทางตรงทางอ้อมต่อประเทศไทยมากมาย แต่ประเด็นเหล่านี้กลับไม่เป็นที่สนใจของวงการกฎหมายไทย เช่น การที่ญี่ปุ่นมีแผนจะปล่อยน้ำที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ฟูกูชิมะลงสู่ทะเล เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากไม่แพ้การระบาดของโควิด 19 เพราะการปล่อยน้ำทิ้งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อมหาสมุทรทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะทะเลญี่ปุ่น รวมทั้งระบบนิเวศน์ทางทะเล และอาจเลยเถิดไปถึงสภาพอากาศของโลกด้วย กล่าวได้ว่าประเด็นข้างต้นกระทบต่อความปลอดภัยของทุกชีวิต รวมทั้งความมั่นคงของชาติด้วย 


แต่ประเด็นนี้ไม่มีการหยิบยกขึ้นถกแถลงกันในประเทศไทยเลย (ทั้งที่เรากินอาหารทะเลจากญี่ปุ่นมิใช่น้อยอาจจะเป็นเพราะไม่ได้ติดตามข่าวสารพวกนี้ หรือไม่ก็คงคิดว่าไกลเกินตัว รบกับโควิดก็วุ่นวายพอแล้ว


ช่วงนี้อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ และ work from anywhere น่าจะได้ประเด็นอะไรมาชวนคิดอีก.

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564

ชวนคิด: Sustainable Budgeting ปกรณ์ นิลประพันธ์

 เราใช้ระบบงบประมาณแบบปัจจุบันมาตั้งแต่ปี 2502 เน้นจัดสรรงบประมาณที่มีอยู่จำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด แรก ๆ ก็เน้นการจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ 


แต่เมื่อขอบเขตภารกิจของรัฐถูกขยายออกไปมากขึ้นเรื่อย ๆ บนพื้นฐานแนวคิดที่ว่ารัฐต้องเป็น policy maker เป็น regulator และเป็น operator เองครบวงจร จึงมีการตั้งหน่วยงาน/องค์การอะไรต่าง ๆ ขึ้นมาปฏิบัติภารกิจนี้กันเยอะแยะตาแป๊ะไก่ ทั้ง ๆ ที่เอกชนมีขีดความสามารถในการทำกิจการในฐานะ operator ได้ดีกว่ารัฐในหลายเรื่อง งบรายจ่ายประจำจึงแซงงบลงทุนไปมากมาย แถมด้วยกฎระเบียบจำนวนมากทั้งในกระบวนการเบิกจ่ายและกระบวนการตรวจสอบที่ทำให้การตั้งและใช้จ่ายงบประมาณมีลักษณะเป็น rule base คือเน้นการปฏิบัติตามกฎระบียบและขั้นตอนที่กำหนดไว้มากกว่า output และ outcome


เพียงทำตามกฎระเบียบ ชีวิตราชการท่านจะปลอดภัยไปเรื่อย ๆ จึงยากที่จะมี innovation เกิดขึ้นในระบบราชการ เคยทำกันมาอย่างไรก็ทำกันไปอย่างนั้น ในขณะที่บริบทต่าง ๆ มีพลวัตรสูงมาก และ ecosystem ในแต่ละเรื่องก็เปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว นี่จึงเป็นหนึ่งในความท้าทายของการพัฒนาระบบราชการ


ที่บ่นมาเป็นปฐมนั้นเป็นปัญหาที่ราก แต่ที่อยากจะชวนดูชวนคิดคือมันมีงบประมาณอยู่ส่วนหนึ่งที่เพิ่มมากขึ้นทุกปีแบบเงียบ ๆ คือ “รายจ่ายเพื่อการเยียวยาผู้ประสบภัยและฟื้นฟูพื้นที่ภัยพิบัติ” ดังจะเห็นว่ามีการจ่ายงบกลางแบบนี้เพิ่มมากขึ้นทุกปี ไม่ใช่เพราะทุจริต แต่เป็นเพราะภัยพิบัติต่าง ๆ มันเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมากขึ้นจริง ๆ มีผู้เดือดร้อนและต้องช่วยเหลือจริง ๆ แม้จะมีการจัดงบปกติไว้เตรียมการช่วยเหลือแล้ว แต่มันก็ไม่พอ


ผลงานวิจัยเรื่อง climate change ทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าประเทศกำลังพัฒนาจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อการนี้ทุกปี และเป็นส่วนหนึ่งของ middle incom trap ที่ทำให้ประเทศกำลังพัฒนาก้าวข้ามกับดักนี้ไปได้ เยียวยา/ฟื้นฟูรอบเก่ายังไม่ทันจบ รอบใหม่มาอีกแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะถี่ขึ้นเรื่อย ๆ


ผมเห็นว่าการนำแนวคิดเรื่อง Sustainable Budgeting มาประยุกต์ใช้ น่าจะเป็น “ส่วนหนึ่ง” ที่ช่วยทำให้ประเทศก้าวข้ามปัญหานี้ไปได้โดยการกำหนด output และ outcome ของงบประมาณให้ชัดเจนว่าจะก่อให้เกิด sustainable output/outcome อะไรบ้างที่จับต้องได้ เวลาของประมาณจะต้องมองแบบ wholistic เป็นการขอแบบ integration ไม่ใช่เฉพาะกรมฉัน กระทรวงฉัน อย่างที่แล้ว ๆ มา


นอกจากนี้ก็ต้องมีการประเมินผลอย่างจริงจัง ถ้ากำหนดลงไปในรายละเอียดได้ก็จะยิ่งทำให้เราสามารถจัดการความเสียหายที่เกิดขึ้นจากพิบัติภัยธรรมชาติได้อย่างเหมาะสมและเป็นระบบ ทั้งยังจะช่วยทำให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา climate change และร่วมมือกันแก้ไขปัญหาด้วย


ฝ่ายอนุมัติงบประมาณก็คงต้องเลิกดูแบบ line items กันเสียที


นี่มันก็เลยศตวรรษที่ 18 มานานแล้ว

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2564

Evaluation concerning the hypothetical application of mandatory vaccination and potential alternatives in assisting COVID-19 vaccination programme in Australia by Panwa Nilprapunt

1. Introduction

Despite how Australia’s geographical advantages and willingness to employ strict containment policies have contributed to its relatively successful management of the 2019 Coronavirus Disease (COVID-19) pandemic: with 29,166 cases and 909 deaths confirmed as of March 2021 (World Health Organisation, n.d.), its influence on the Australian society remains undeniably profound. Many of the virus’ effects, for instance, have resulted in detrimental consequences on the Australian economy: including how the closure of borders and lockdowns have contributed to the end of Australia’s 29 years of uninterrupted economic growth (D’Souza, 2020; Lim et al., 2021); and how the country’s significant reduction in short term performances - including the 7.4% unemployment rate in June 2020 - can potentially hinder its long term development despite the prospect of recovery (Australian Bureau of Statistics [ABS], 2021b). The vaccination campaign, in particular, has been among a set of policies intended by the Australian government to remedy the effects of COVID-19: with 164,437 people already vaccinated and 73% of the population expressing willingness to participate (ABS, 2021a; Australian Government Department of Health, n.d.; O’Sullivan et al., 2020). Yet regardless of the populace apparent consensus, many observers remain sceptical of the government’s decision to make vaccination voluntary, with some proposing the idea of imposing sanctions on non-compliant subjects to sustain the creation of herd immunity in Australia (Guerrera, 2020).

 

Intrigued by this ongoing debate, this analysis seeks to examine how mandatory vaccination can assist in the management of COVID-19. It starts by putting forward the notion that, employing Gary Becker’s economic axioms, mandatory vaccination can theoretically increase the vaccination rate through influencing the individual’s cost-benefit rationale. It then argues that, due to the absence of homogeneity in the real-world economy and unintended consequences, the extent of this approach’s practicality remains limited; and that there exist alternatives that the government can also employ to provide results necessary for Australia’s effective and sustainable recovery. 

 

2. Theoretical Interpretation

In order to effectively explain reasons that may incentivise the government’s adoption of the mandatory vaccination policy, the essay finds it necessary to identify how the decision to get vaccinated can include costs and benefits that are different between personal and societal levels. In particular, an individual is likely to base their decision on personal risks and opportunity costs involved: including monetary costs and inherent risks of side effects, to the benefit of acquiring COVID-19 immunity. Meanwhile, the government’s evaluation tends to focus upon social costs and benefits of vaccination: such as the benefit of increasing the national output level from more economic activities, in measuring the extent of the policy’s effectiveness. Accordingly, the government is likely to decide that more immunisation is necessary on the ground that marginal social benefits of increasing contribution to the economy far exceed the marginal social costs required - a conclusion which can become conflicted with individual choices and beliefs (Boettke & Powell, 2021; O’Sullivan et al. 2020). 

 

Consequently, this dispute of interests allows for the use of Becker’s model to rationalise the government’s application of incentives to influence individuals’ decisions regarding the COVID-19 vaccination. Describing economic agents as operating in their self-interests to pursue maximum utility, Becker (as cited in Heckman, 2015) hypothesised that consumption would occur at the point of equilibrium where costs and benefits of the decision are equal. This rationalisation in return becomes especially relevant within the context of the voluntary vaccination, as individuals who consider themselves economically satisfied are likely to abstain from the programme: a decision which is highly undesirable for the government as it reduces the capacity for national immunity to be effectively established (Boettke & Powell, 2021). Hence the notion that consumers tend to disregard the external effects of their decisions can help justify the government’s adoption of the mandatory vaccination policy, as the widespread access to vaccines and enforcement by the State can coerce people into vaccinating under threats of community pressure and public sanctions.

 

In addition to how the criminalisation of non-vaccinated individuals can influence the consumers’ behaviour, the imposition of penalties such as fines and restriction from public services can also help coerce people into vaccinating by causing the increase in costs of their choices. Once again the Becker’s paradox can be used in explaining this phenomenon as, thanks to how criminal activities can be considered as a form of rational economic decisions, individuals are unlikely to commit a crime if the costs of getting caught exceed the utility from committing such offence and getting away (Persson & Siven, 2007). This adherence of consumers toward the cost-benefit rationale thus allows the use of mandatory vaccination to reinforce the management of COVID-19, since sufficiently harsh punishments are likely to deter the population from defying the public regulation and ensure compliance to the immunisation campaign.

 

3. Practical Assessment & Conclusion

Nevertheless, while it is possible to argue that mandatory vaccination can rectify the vaccines’ wasted positive externalities, the policy’s prescriptive nature can also lead to consequences that can offset the extent of its effectiveness. This notion becomes evident when considering that, similar to how the effects of COVID-19 appear to be more profound in demographics with lower socioeconomic standing (O’Sullivan et al., 2020), the policy’s unilateral approach may result in unintentional discrimination towards social groups - namely Aboriginal Australians - whose limited economic opportunities can prevent them from participating in the programme. Furthermore, the adoption of discriminatory policies in assisting the management of the mandatory vaccination can be detrimental to the trust in government, as the act of forcing the populace into vaccinating without regards to the vaccines’ risks and effects - both of which contribute to 74% of reasons Australians may decide not to get vaccinated (ABS, 2021a) - can be considered as the violation of human rights and thus provide incentives for potential social unrests in the long run: as evidenced by examples of public demonstration in Melbourne following the government’s facemask mandate, along with the Amnesty International’s condemnation of the Indonesian government following its decision to designate non-vaccination as a criminal offence (Australian Human Rights Commission, n.d.; Hamid, 2021; McPhee, 2021).

 

Ultimately, while the government may possess valid incentives to employ mandatory vaccination in the management of COVID-19, its inflexibility and vulnerability to unintended consequences imply that it should only be used as a last resort. Nevertheless, this essay also recognises that the policy consideration of cost-benefit rationale also opens up the opportunity for the government to employ other alternatives - namely increasing engagement with the public and reducing the vaccination costs through welfare support - that can assist in reducing the externality of vaccination and offer means for the pandemic management and the adjustment to the post-COVID-19 world. 




References

 

Australian Bureau of Statistics. (2021a). Household Impacts of COVID-19 Survey: February 2021 (Cat. No. 4940.0), https://www.abs.gov.au/statistics/people/people-and-communities/household-impacts-covid-19-survey/latest-release

 

Australian Bureau of Statistics. (2021b, March 18). Employment hits 13 million – recovers to Pre-COVID level [Press Release]. https://www.abs.gov.au/media-centre/media-releases/employment-hits-13-million-recovers-pre-covid-level

 

Australian Government Department of Health. (n.d.). Getting Vaccinated for COVID-19. Retrieved March 19, 2021, from https://www.health.gov.au/initiatives-and-programs/covid-19-vaccines/getting-vaccinated-for-covid-19

 

Australian Human Rights Commission. (n.d.). COVID-19 vaccinations and federal discrimination law. Retrieved March 19, 2021, from https://humanrights.gov.au/our-work/rights-and-freedoms/covid-19-vaccinations-and-federal-discrimination-law

 

Boettke, P., & Powell, B. (2021). The political economy of the COVID-19 pandemic. Southern Economic Journalhttps://doi.org/10.1002/soej.12488

 

D’Souza, G. (2020). Immigration and COVID-19. Committee for Economic Development of Australia. https://cedakenticomedia.blob.core.windows.net/cedamediacontainer/kentico/media/researchcataloguedocuments/pdfs/ccep-labour-2020-gd-immigration-and-covid.pdf

 

Guerrera, O. (2020, August 14). ‘Why would that be controversial?’: Readers on mandatory COVID-19 Vaccination. The Sydney Morning Heraldhttps://www.smh.com.au/national/why-would-that-be-controversial-readers-on-mandatory-covid-19-vaccination-20200811-p55kn9.html

 

Hamid, U. (2021). Mandatory vaccination will not solve Indonesia’s COVID-19 problem. Indonesia at Melbournehttps://indonesiaatmelbourne.unimelb.edu.au/mandatory-vaccination-will-not-solve-indonesias-covid-19-problem/

 

Heckman, JJ. (2015). Gary Becker: Model Economic Scientist. The American Economic Review105(5), 74–79. https://doi.org/10.1257/aer.p20151106

 

Lim, G., Nguyen, V., Robinson, T., Tsiaplias, S., & Wang, J. (2021). The Australian Economy in 2020–21: The COVID-19 Pandemic and Prospects for Economic Recovery. Australian Economic Review54(1), 5–18. https://doi.org/10.1111/1467-8462.12405

 

McPhee, S. (2021, January 13). Anti-lockdown protest outside Australian Open in Melbourne Park. News.com.auhttps://www.news.com.au/national/victoria/news/antilockdown-protest-outside-australian-open-in-melbourne-park/news-story/ea6183d477ec839d23af8e39f73ffdad

 

O’Sullivan, D., Rahamathulla, M., & Pawar, M. (2020). The Impact and Implications of COVID-19: An Australian Perspective. The International Journal of Community and Social Development2(2), 134–151. https://doi.org/10.1177/2516602620937922

 

Persson, M. & Siven, C. (2007). The Becker Paradox and Type I Versus Type II Errors in the Economics of Crime. International Economic Review48(1), 211–233. https://doi.org/10.1111/j.1468-2354.2007.00423.x

 

World Health Organisation. (n.d.). WHO Coronavirus (COVID-19) Dashboardhttps://covid19.who.int/

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564

Clean Air Act ปกรณ์ นิลประพันธ์

 ช่วงพฤศจิกายนยาวไปจนถึงมีนาคมของหลายปีที่ผ่านมาเกิดวิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เราเรียกกันติดปากว่า PM 2.5 ขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมืองใหญ่จะประสบปัญหาหนักหนาสาหัสกว่าเมืองเล็ก สำหรับสาเหตุหรือที่มาของเจ้า PM 2.5 นั้นมีผู้สาธยายไว้โดยพิศดารจำนวนมากแล้ว ในที่นี้จึงจะไม่กล่าวซ้ำอีก แต่ด้วยว่าตอนนี้มีการรณรงค์ให้ออกกฎหมายอากาศสะอาด หรือ Clean Air Act อย่างฝรั่งขึ้นเพื่อจัดการกับเรื่องนี้ จึงจะมาชวนคิดว่า “เนื้อหา” ของกฎหมายนี้ควรเป็นอย่างไร จึงจะสามารถ “บรรเทา” ปัญหานี้ได้ 


ที่ใช้คำว่า “บรรเทา” ก็เพราะเราทุกคนนั้นเป็นต้นเหตุของปัญหา มากบ้างน้อยบ้างโดยตรงบ้าง ทางอ้อมบ้าง ก็ว่ากันไป คนจำนวนมากมักนึกถึงแต่การกระทำของคนอื่นเช่น ชาวนาเผาตอซังข้าว ชาวไร่เผาไร่  แต่ลืมนึกไปว่าหลายเรื่องที่ “ตัวเอง” ทำ เช่นการขับขี่ยวดยานต่าง  การไหว้พระไหว้เจ้า การสูบบุหรี่ การถมดิน การก่อสร้างต่อเติมอาคาร ฯลฯ ก็ก่อให้เกิดฝุ่นละอองสะสมและอากาศไม่สะอาดมิใช่น้อยเหมือนกัน ที่ลืมเพราะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อรวม  กันแล้วอาจมากกว่าที่ชาวนาชาวไร่เขาเผากันเสียอีกเพราะทำกันเป็นกิจวัตรปกติ  ที่เห็นมากขณะนี้คือรถยนต์หรูที่ใช้เครื่องดีเซลที่ถูกดั้มมาขายที่บ้านเราทั้งที่บ้านเขาไม่ให้ขายแล้วที่วิ่งเกลื่อนถนนไปหมด นัยว่าหรูหรานัก  ดังนี้ หากพวกเราไม่ร่วมไม้ร่วมมือกันอย่างจริงจัง หรือไม่มีสำนึกรับผิดชอบร่วมกัน ก็ยากที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างบ้านอื่นเมืองอื่นเขา


ยิ่งถ้าออกกฎหมายมาแล้ว แต่แก้ปัญหาได้น้อยมากหรือช้ามาก มันก็จะเกิดอีกปัญหาหนึ่ง เพราะเมื่อออกกฎหมายแล้วสังคมจะมี “ความคาดหวัง” ว่ามันจะแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าแก้ไม่ได้หรือแก้ได้นิด  หน่อย  ไม่เป็นไปตามคาด ประชาชนพลเมืองก็จะไปโทษว่ากฎหมายนั้นบ่มิไก๊ เจ้าหน้าที่ไม่มีน้ำยา มีกฎหมายแล้วไม่เห็นจะช่วยอะไรได้เลย มีแต่ตั้งคณะกรรมการคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน เต็มไปหมด ตั้งสำนักงาน มีตำแหน่งแห่งหน มีงบประมาณ มีขั้นตอนมากมาย ฯลฯ  ทีนี้ก็จะกลายเป็นการลดความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกฎหมายและกระบวนการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง Trust in Government ให้หนักข้อเข้าไปอีก 


เรียกว่าเป็นการเพิ่มมลพิษให้แก่ระบบกฎหมายก็ได้


ส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าสิ่งที่จำเป็นที่สุดในการทำให้อากาศสะอาดคือ “ความตระหนักรู้ของคนในสังคม” ว่าทุกสิ่งที่เราทำนั้นมันอาจเป็นผลให้เกิดอากาศไม่สะอาดขึ้นได้ แม้กระทั่งเรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างการทิ้งขยะที่เกิดจากการบริโภค เพราะสุดท้ายขยะนั้นก็ต้องถูกนำไปกำจัด จะเผาบ้าง ฝังบ้าง ก็ล้วนแต่ทำให้เกิดมลพิษและฝุ่นละอองทั้งนั้น และสิ่งที่จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืนคือ “การร่วมไม้ร่วมมือ” ของทุกคนในสังคม  ดังนี้ ถ้าจะออกแบบกฎหมายเพื่อให้เกิดอากาศสะอาด เนื้อหาของกฎหมายจึงต้อง (1) เป็นการสร้างเสริมความตระหนักรู้ว่าเราจะช่วยให้เกิดอากาศสะอาดได้อย่างไร และ (2) การสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วน (public participation) ในการทำให้เกิดอากาศสะอาด เพราะไม่ใช่ว่าภาครัฐเท่านั้นหรือภาคเอกชนเท่านั้นที่จะทำให้เกิดอากาศสะอาดได้ แต่ “ทุกคน” ต้องร่วมกัน


จะเขียนกฎหมายแบบคลาสสิคที่เริ่มมาก็ตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ระดับจังหวัดระดับท้องถิ่น ตั้งหน่วยงาน เพื่อจัดการให้เกิดอากาศสะอาดคงยากที่จะบรรลุวัตถุประสงค์อากาศสะอาดได้ 


เมื่อหลายสิบปีก่อนผมได้เข้าไปมีส่วนร่วมโดยบังเอิญในความคิดริเริ่มนานาชาติเรื่อง Better Air Quality (BAQ) ซึ่งความคิดริเริ่มนี้มุ่งสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับอากาศสะอาด และการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างอากาศสะอาด เพราะเราเชื่อกันว่าถ้าทุกคนยังตัวใครตัวมัน ไม่ร่วมมือกัน การสร้างกฎหมายอย่างเดียวคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาอากาศสะอาดได้ ต่อเมื่อเมื่อทุกภาคส่วนตระหนักรู้และตระหนักว่าเราต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังในการแก้ปัญหานี้นั่นแหละ การออกกฎหมายมาจึงจะเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ movement เรื่องอากาศสะอาดได้อย่างจริงจัง ซึ่งหลายประเทศเดินตามแนวทางนี้และตรา Clean Air Act ออกมาในภายหลัง ไม่ใช่อยู่  ก็ออกกฎหมายมา และนี่คือปัจจัยแห่งความสำเร็จของต่างประเทศในการสร้างอากาศสะอาด และความสัมฤทธิ์ผลของกฎหมาย Clean Air Act


และนี่คือตัวอย่างของกระบวนการคิดก่อนการตรากฎหมายตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ


จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาร่วมกันครับ.


วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2564

Article Review (1) by Panwa Nilprapunt

Article Review (1)


M. Jae Moon, ‘Fighting COVID-19 with Agility, Transparency, and Participation: Wicked Policy Problems and New Governance Challenges’, (2020) 80(4) Public Administration Review 651—656.

             When the 2019 Coronavirus Disease (COVID-19) was first identified in December 2019 among a number of patients reported in China’s city of Wuhan, only a handful of researchers and policymakers managed to realise the virus’ implications and its potential effects on human society. Originally a zoonotic disease transmitted by contracts between wild animals and infected humans in Wuhan’s ‘wet markets’, the virus soon became capable of human-to-human transmission and eventually managed to spread across the globe, resulting in hundred thousand of casualties and the public health emergency of unprecedented scale. This development in return prompted the World Health Organisation (WHO) to declare COVID-19 a Public Health Emergency of International Concern (PHEIC) on 30 January 2020, along with its subsequent decision to designate the virus a ‘pandemic’ status in March 2020: making it the second pandemic of the 21st century following the outbreak of the AH1N1 Influenza during the period between January 2009 to August 2010[1]. With its infectiveness and severity dramatically exacerbated by the ease of individual’s mobility and local governments’ inability to address the amounting burden on the exhausted public health system, COVID-19 has revealed through its ascendance underlying weaknesses of globalisation and the immediate need for reformations of the public sector, in order to enhance its capacity and flexibility necessary in the management of systemic shock events exemplified by the pandemic in question.

             Through the analysis of responses undertaken by the South Korean government following the sudden surge of reported COVID-19 cases in February 2020, Fighting COVID-19 with Agility, Transparency and Participation: Wicked Policy Problems and New Governance Challenges (‘Fighting COVID-19’) offers an insightful account supporting the integration of information transparency and cooperation between public and private sectors as staple elements within the modern public health governance. Comparing between the South Korean government’s handling of COVID-19 and its initial responses to the outbreak of Middle East Respiratory Syndrome (MERS) in 2015, the article presents its finding that the government’s decision to suppress information during the early phase of the MERS epidemic contributed to the escalation of the issue; whereas its campaigns to raise public awareness and invite active participation were internationally lauded for their effects of dramatically reducing the infection rate of COVID-19[2]. In addition to the significance of information transparency as a means to mitigate impacts of public health emergencies on the general populace, Moon’s evaluation of the different tactics employed between governments in response to COVID-19 also reveals the need of an effective public sector to shift its focus from the traditional reliance on one-sided policies - including the passive approach such as the use of herd immunity; and the active approach including lockdowns and the closure of businesses - towards more flexible measures which make uses of both aspects of policies in the management of epidemics[3]. Coining the term ‘agile-adaptive’ approach in describing the use of Active testing by the South Korean government to locate and isolate potential clusters of infection as a case study, Moon also puts forward the notion that the resulting increase in the government’s mobility would improve its efficiency and transparency: qualities which are instrumental in maintaining the public’s trust in government[4].

             Still, while Moon’s assessment in Fighting COVID-19 may at first accurately reflect the circumstances concerning the pandemic, the persisting presence of COVID-19 in South Korea and his acknowledgement of potential limits to the effectiveness of his propositions raise questions concerning the applicability of flexible and transparent policies as methods of engagement with COVID-19 and future public health crises. The unpredictable behaviour and degree of cooperation from the civil society, in particular, are among main concerns projected by the literature as factors that can jeopardise the management of outbreaks and force interventions from the government in an attempt to restore order - with examples including rationing campaigns adopted in several countries to counteract illegal stockpiling of commodities like food and toilet tissue[5]. This assumption becomes especially evident considering the situation in South Korea following the publication of this article, with the growing public complacency and indoor interactions stemming from the arrival of winter resulting in the dramatic spike of reported cases - a trend also replicated in other countries like Japan who previously had the infection under control[6]. External circumstances and the people’s mentality, therefore, remain unassailable issues despite efforts to pursue the optimal form of public health governance; yet the research appears to try remedy this empty gap through its suggestion that evidence-based heuristics should assist in managing such uncertainties - a wishful gesture that nonetheless remains lacking in substance. 

             Ultimately, disregarding the open-ended nature of its conclusion, Fighting COVID-19 has otherwise been successful in completing objectives it has established for itself. In this work Moon has excelled himself in laying down clear and concise arguments for the development of public health policy, especially within the context of the Post-COVID-19 world as the emerging ‘new normal’ contexts now require governance to be more flexible and sustainable than ever.

************



[1] World Health Organisation, Listing of WHO’s response to COVID-19 (2020) <https://www.who.int/news/item/29-06-2020-covidtimeline>.

[2] M. Jae Moon, ‘Fighting COVID-19 with Agility, Transparency, and Participation: Wicked Policy Problems and New Governance Challenges’, (2020) 80(4) Public Administration Review 652.

[3] Ibid 653.

[4] Ibid 653—4.

[5] Ibid 655.

[6] Jake Sturmer and Yumi Asada, ‘Coronavirus was largely under control in South Korea and Japan. Here’s why COVID-19 cases are now spiraling’, ABC News (online), 17 December 2020 <https://www.abc.net.au/news/2020-12-17/japan-and-south-korea-are-struggling-with-coronavirus/12984136>.