วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

CPI ในทัศนะผม : ปกรณ์ นิลประพันธ์

ส่วนตัวผมเห็นอันดับของประเทศไทยใน corruption perception index หรือ cpi ที่ต่ำลงแล้ว ไม่ได้คิดเหมือนคนอื่นที่ว่าประเทศไทยเรามีคอรัปชั่นมากขึ้น

ตรงข้าม ผมกลับเห็นว่าตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นว่าพี่น้องประชาชนทนไม่ได้กับการทุจริตมากขึ้น และกลไกตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ใครหลายคนไม่ชอบนี่แหละ กำลังทำงานอย่างได้ผล เพราะมีกลไกที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนและการเปิดเผยข้อมูลมาก ลองใช้คอมพิวเตอร์ค้นดูก็ได้ จะเห็นว่ามีคำว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน และการเปิดเผย อยู่ทั่วไปหมด ไม่ได้เขียนเอาไว้ในมาตราเดียวเหมือนฉบับอื่น ๆ รวมทั้งการกำหนดให้เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะ “ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ” ตามมาตรา 50(10) ด้วย

นอกจากนี้ มาตรา 63 ยังบัญญัติว่า “รัฐต้องส่งเสริม สนับสนุน และให้ความรู้แก่ประชาชนถึงอันตรายที่เกิดจาก การทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าวอย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริม ให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับความคุ้มครอง จากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ”

กลไกและมาตรการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ จึงมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้ประชาชน “ไม่ทน” ต่อการทุจริตและประพฤติมิชอบทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนอีก มีช่องทางร้องเรียนต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รวมทั้งการใช้สื่อดิจิทัลต่าง ๆ ในการแสดงออกว่าเขาถูกกระทำการอันเป็นการทุจริตหรือประพฤติมิชอบอย่างไรบ้าง 

ส่วนตัวผมจึงไม่แปลกใจที่อันดับของประเทศไทยใน cpi ต่ำลง และเห็นว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะเมื่อก่อนนั้น เราต้องทนอยู่กับเรื่องการทุจริตหรือประพฤติมิชอบเหมือนกับเป็น frog in the broiler เพราะสังคมปิดมาก หลายคนไม่กล้าที่จะแสดงออก เพราะกลัวอำนาจมืดจากผผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ ที่จะมาข่มขู่หรือพยายามปกปิดความชั่วร้ายเอาไว้ แต่เดี๋ยวนี้สังคมเปิดกว้างมากขึ้น เสรีภาพมีมากขึ้น ถึงยังไม่สว่างจ้า แต่ก็ไม่ใช่สังคมมืด ๆ ดำ ๆ อย่างสมัยสามสี่สิบปีก่อน มีช่องทางแสดงความคิดเห็นมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องทน

จริง ๆ เรื่อง corruption นี่ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐนะครับ corrupt คือ lack of integrity อะไรที่ lack of integrity นี่เขาถือว่าเป็น corruption ทั้งนั้น ไม่เว้นแม้กระทั่งการขับรถที่ไม่เป็นไปตามกฎจราจร ขี่มอเตอร์ไซค์สวนทาง หรือขี่บนฟุตบาทนี่เขาก็เป็น corrupt act อย่างหนึ่ง และพฤติการณ์เหล่านี้เองที่มันจะนำไปสู่การ corruption อย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ เข้าใจ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง

อย่างนาย เอ ขี่มอเตอร์ไซค์สวนทาง เจ้าหน้าที่จับเข้าก็ต้องดำเนินคดี นาย เอ ไม่อยากถูกดำเนินคดีก็พยายาม “ต่อรอง” โดยขอความกรุณาหรือโดยการเสนอว่าจะให้สินบน เมื่อมีช่องทางการเจรจาแบบนี้เกิดขึ้น มันจึงง่ายที่จะเกิด corrupt act ขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ แต่จริง ๆ corrupt act มันเริ่มตั้งแต่มีการต่อรองที่ว่านั้นโดยนาย เอ แล้วแหละ หรือถ้านาย เอ ไม่เสนอ เจ้าหน้าที่ก็จะอาศัยช่องทางที่นาย เอ ทำผิดในการเรียกรับสินบนเพื่อแลกกับการไม่ดำเนินคดีนาย เอ … ภาษาเก่าเรียกว่าเจ้าหน้าที่มี “ไถยจิต” หรือ “เถยจิต” ก็เรียก ซึ่งคงเป็นที่มาของคำว่า “ไถ” ในกาลต่อมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อก่อนไม่มีเทคโนโลยี สังคมปิด ทำกันลับ ๆ ล่อ ๆ และไม่มีใครกล้าเปิดเผยเรื่องแบบนี้ กลัวสิครับ กลัวว่าจะถูกเอาคืน แต่พอเทคโนโลยีเข้ามาช่วย มีมาตรการเปิดช่องร้องเรียนมากเข้า เรื่องราวผิด ๆ ต่าง ๆ นาๆ ที่เคยปิดที่เคยเป่ากันได้ง่าย ๆ ก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมา ซึ่งนั่นยิ่งทำให้สังคม “เลิกทน” กับการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม

หากติดตามดูดี ๆ corruption perception นี่ขยายไปนอกภาครัฐแล้วนะครับ การงุบงิบกันในภาคเอกชนด้วยกันเองก็ไม่น้อย อย่างโครงการที่ต้องแข่งขันกันระหว่างเอกชนนี่ก็มีหลายโครงการที่มี corrupt practice เกิดขึ้นจนเป็นที่กล่าวขานกันในวงการก็หลายเรื่อง ในภาคประชาสังคมก็มี เช่นรับเงินบริจาคจะไปช่วยทำนั่นทำนี่ แต่รับเงินไปแล้วหายไปเลยก็มาก หรือเอาไปใช้ส่วนตัวก็เยอะ เป็นการต้มตุ๋นโดยใช้ความโอบอ้อมอารีของคนในสังคมเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ก็ corrupt เหมือนกันนะครับ เป็นข่าวเป็นคราวโด่งดังก็หลายเคส

ส่วนตัวผมว่า root cause ของเรื่องก็คือ lack of integrity ของคน มันต้องปลูกฝังจิตสำนึกกันเป็นเรื่องเป็นราว ต้องเริ่มต้นกันตั้งแต่ระดับครอบครัว ไปแก้กฎหมายนั่นเป็นปลายเหตุ ช่วยได้บ้างตรงกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูล การนำดิจิทัลมาใช้เพื่อให้สามารถตรวจสอบการดำเนินการต่าง ๆ ได้ อันนี้ทุกรัฐบาลพยายามทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ governance ทั้งในภาครัฐ ภาคเอกชน แม้แต่ในภาคประชาชนเอง 

Governance ในภาครัฐและภาคเอกชนนี่ไปไกลแล้วนะครับ สังคมตรวจสอบภาครัฐและภาคเอกชนผ่านกลไกต่าง ๆ มากมาย  อย่างภาครัฐก็มีการรายงาน การเปิดเผยข้อมูลในอินเตอร์เน็ต  การตรวจสอบจากองค์กรอิสระ ศาล และจากประชาชน ภาคเอกชนก็ผ่านการรายงานต่อกระทรวงพาณิชย์ หรือต่อสำนักงาน กลต การเปิดเผยข้อมูลในอินเตอร์เน็ต การประชุมผู้ถือหุ้น เป็นต้น แต่ภาคประชาสังคมนี่ยังไม่ชัดเจนถึงเกิดกรณีต้มตุ๋นอะไรกันบ่อย ๆ คงต้องช่วยกันคิดครับว่าจะทำให้การดำเนินการของตัวเองเปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบอย่างไร

อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวครับ ว่าอันดับที่เป็นอยู่มันสะท้อนว่าคนไทยไม่ทนต่อ corruption มากขึ้น แต่เราจะโยนภาระให้รัฐฝ่ายเดียวคงจะแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด แต่คงต้องช่วยกันขบคิดและลงมือทำต่อไปว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ corrupt practice ในทุกวงการมันจืดจางลง

แค่นี้ก่อนนะครับ แบตหมดแล้ว


วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2565

การเลือกผู้แทนแบบจีน โดย ปกรณ์ นิลประพันธ์

ผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านจีน ได้แต่ติดตามอ่านข่าวสารตามสื่อต่าง  และทราบว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนหรือ CPC ซึ่งเป็น “พรรคอุดมการณ์” (ไม่ใช่พรรคการเมืองอย่างในประเทศประชาธิปไตยเขาจะมีการประชุมใหญ่ครั้งที่ 20 ช่วงครึ่งหลังของปีนี้

การประชุมใหญ่นี่เขาจะทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของรัฐบาลในช่วงห้าปีที่ผ่านมา และจะกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต รวมทั้งเลือกสมาชิกพรรคกลางใหม่

ผู้เข้าร่วมประชุมนี้มีมากถึงกว่า 2,300 คน ครับ ใหญ่โตมาก เขาให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ทั่วประเทศกว่า 95 ล้านคน เลือกสมาชิกเข้ามาเป็นผู้แทนมาประชุมกันโดยเขาเริ่มกระบวนการเลือกผู้แทนที่ว่านี้มาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีก่อน 


จากข้อมูลของสำนักข่าวซินหัวที่ผู้เขียนติดตามเป็นประจำ กระบวนการเลือกผู้แทนของเขานี้ต่างจากเลือกตั้งแบบที่เรารู้จักเยอะมากครับ ผู้เขียนจึงขอเรียกว่าการเลือกผู้แทนน่าจะดีกว่าใช้คำว่าเลือกตั้งเพราะจะสับสนได้ การเลือกผู้แทนของเขานี่ไม่ได้ให้คนทั่วไปเลือก แต่ให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เท่านั้นที่จะมีสิทธิเลือกครับเพราะเป็นการประชุมพรรค แบ่งเขตเลือกออกเป็น 38 หน่วยเลือกทั้งตามพื้นที่และตามภารกิจเนื่องจากสมาชิกมีหลายประเภทครับ


ที่น่าสนใจมากคือการเลือกผู้แทนสมาชิกนี่เข้มข้นมาก จะมีคณะกรรมการตรวจสอบประวัติผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้เข้ารับการคัดเลือกด้วย ไม่ได้ใช้คะแนนนิยมหรือ Popular vote อย่างการเลือกตั้งบ้านเรา และผู้ซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อมาให้เลือกกันนี้ต้องเป็นสมาชิกพรรคซึ่งมีผลงานและความประพฤติโดดเด่น มีคุณธรรมจริยธรรมสูง เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป เรียกว่าเขาดู Intregrity ของผู้รับการเสนอชื่อเป็นอันดับแรกสุดครับ นอกจากนี้ก็จะต้องไม่มีประวัติด่างพร้อยใด  และต้องซื่อสัตย์สุจริต 


สมาชิกซึ่งไม่เข้าแก๊ปที่ว่านี้ ไม่ว่าจะความประพฤติไม่ดี ไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม หรือทุจริตนี้ ต้องห้ามเสนอเลยนะครับ แถมอาจจะมีบทลงโทษอีกด้วย อย่างในกุ้ยโจวนี่เขามี Negative list สำหรับพวกที่ยังไม่ได้ทำผิดอะไรร้ายแรง เพียงแค่ละเมิดระเบียบวินัยพรรคเขาก็คัดออกแล้ว ไม่เสนอชื่อเลย นับว่าเข้มข้นมาก


อนึ่ง ที่ว่าต้องเลือกสมาชิกพรรคซึ่งมีผลงานและความประพฤติโดดเด่น มีคุณธรรมจริยธรรมสูง เป็นแบบอย่างที่ดีแก่สมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป เขาวางเป็นหลักการนะครับ ส่วนหน่วยเลือกแต่ละหน่วยจะไปกำหนดรายละเอียดให้เข้มข้นยังไงก็สุดแล้วแต่ ขอให้ได้สมาชิกที่มีลักษณะที่ว่านี้มาก็แล้วกัน บางแห่งก็มีเงื่อนไขพิเศษไป เช่น ทิเบตกำหนดว่าสมาชิกซึ่งจะได้รับเลือกต้องมั่นคงในหลักการไม่แบ่งแยกดินแดน ก็ว่ากันไปครับ


สำหรับการเกลี่ยผู้แทนพรรคทั้ง 2,300 กว่าคนนี้ เขายึดหลักว่าจะเกลี่ยให้ได้ครบถ้วนจากทุกภาคส่วนของสังคม ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า all walks of society ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทุกช่วงวัย ทุกสาขาอาชีพ รวมถึงชนกลุ่มต่าง  ทั้งใหญ่เล็ก และมีความทัดเทียมทางเพศด้วย น่าสนใจมาก คงแบ่งยากน่าดูเหมือนกัน


ส่วนการเลือกนี่เขาห้ามหาเสียงและซื้อขายเสียงเด็ดขาดนะครับ เอาความดีงามมาวัดกัน ไม่ใช่ความนิยมชมชอบ ใครแอบไปหว่านคะแนนนิยมหรือซื้อเสียงนี่ถ้าพรรครู้เข้ามีบทลงโทษด้วย ซินหัวเขาบอก


น่าสนใจมากนะครับกับระบบการเลือกผู้แทนที่ไม่ใช้เรื่องความนิยมชมชอบส่วนตัวหรือ Popular vote ซึ่งผู้เลือกอาจเลือกโดยมีอคติ เช่น ไม่ชอบ  น้อยที่สุด แล้วก็ไม่อยากให้  หรือ  ได้ ก็จะเลือก  โดยไม่ดูเลยว่า    มีคุณงามความดีอะไรบ้างความประพฤติเป็นยังไง 


ถ้าระบอบประชาธิปไตยเอาผลงานหรือคุณงามความดีที่ผ่านมาของผู้สมัครรับเลือกตั้งแต่ละคน รวมทั้งความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม มาแบให้ประชาชนรู้บ้างก่อนเลือกตั้งก็น่าจะดีเหมือนกันนะครับ ไม่ต้องเสียเงินค่าหาเสียง ไม่ต้องมาแสดงวิสัยทัศน์หรือโต้คารมกันให้เสียเวลา และคนเลือกน่าจะใช้เหตุผลในการเลือกมากขึ้นด้วย 


ประชาธิปไตยจะได้พัฒนาเป็นประชาธิปไตยแบบ “มีเหตุผล” ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบ “ประชานิยม” เสียที.


วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2565

เรื่องช้าง ๆ โดย สพ ญ ทิตฏยา จรรยาเมธากุล

ช้างจัดเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญและผูกพันกับประวัติศาสตร์ของไทยในหลายมิติ ทั้งด้านการศึกสงคราม ความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม รวมถึงเศรษฐกิจ จากการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างหล่อหลอมกลายเป็นวิถีชีวิต จนถักทอต่อยอดเป็นภูมิปัญญาการเลี้ยงช้างที่ส่งต่อจากรุ่นต่อรุ่นซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ของประเทศ จนกระทั่งช้างกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของประเทศไทยพันธนันท์

ช้างของไทยนับว่ามีความซับซ้อนมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในมุมมองชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาติตะวันตกที่มักเข้าใจว่า ช้างทุกเชือกในประเทศไทย เป็นสัตว์ป่าที่ถูกล่าเพื่อนำมาใช้งาน แต่แท้จริงแล้วช้างที่อยู่กับคน หรือช้างที่นักท่องเที่ยวสามารถพบปะหรือสัมผัสได้นั้นเรียกว่า ช้างบ้านหรือช้างเลี้ยง ซึ่งไม่ได้มีถิ่นกำเนิดจากในป่าอีกแล้ว เพราะมีความสัมพันธ์กับมนุษย์ตั้งแต่เกิด โดยช้างเหล่านี้จะถูกเลี้ยงดูโดยควาญช้าง จึงเกิดการเรียนรู้ ส่งผลให้ช้างบ้านสามารถสื่อสารและอยู่ร่วมกับคนได้ และที่สำคัญช้างบ้านทุกเชือกได้จดทะเบียนเป็นสัตว์พาหนะ ตามพ.ร.บ.สัตว์พาหนะ พ.ศ. ๒๔๘๒ ซึ่งมีตั๋วรูปพรรณช้าง (ส.พ.๕) ระบุตัวตนช้างเอาไว้ด้วย การทำตั๋วรูปพรรณช้าง เป็นเอกสารที่สำคัญเทียบเท่าทะเบียนบ้านของคน ที่ออกให้โดยกรมการปกครองในพื้นที่ที่ช้างอยู่อาศัย จำเป็นต้องมีการแจ้งเกิด แจ้งย้าย แจ้งตายตามกฎหมายเช่นเดียวกับคน และเพื่อระบุตัวช้างได้ชัดเจนขึ้น ทางกรมปศุสัตว์ได้ฝังหมายเลขไมโครชิพที่กล้ามเนื้อช่วงคอ หลังใบหูซ้าย และยังมีหลักฐานจากการตรวจพันธุกรรม หรือรหัสดีเอ็นเอ พิมพ์ไว้ในตั๋วรูปพรรณอีกด้วย สืบเนื่องจากมาตรการป้องกันการนำช้างป่ามาสวมสิทธิเป็นช้างบ้าน นับแต่ปีพ.ศ. ๒๕๕๙ มานั้น ช้างบ้านทุกเชือกต้องได้รับการตรวจทางพันธุกรรม ในขณะที่ช้างป่า ซึ่งเป็นช้างที่เกิดและมีแหล่งที่อยู่อาศัยในป่า ไม่มีความสัมพันธ์กับมนุษย์ ในทางกฎหมายช้างป่ายังอยู่ภายใต้การดูแลของ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๒๕ การที่มีการแบ่งสถานะของช้างไทยด้วยกฏหมายไทยได้ชัดเจนเช่นนี้ ก็นับเป็นอีกจุดที่บ่งบอกความสำคัญของช้างในประเทศไทยเกียรติสกุล 



ผูกพันฉันท์มิตร 

การใช้ช้างบ้านทำงานเกิดขึ้นมานานหลายร้อยปีแล้ว คำกล่าวที่ว่า ช้างเลี้ยงคน คนเลี้ยงช้าง นั้นน่าคิดเพราะในขณะที่คนใช้ช้างทำงาน คนก็นำรายได้มาบำรุง ดูแล ช้างของตนเอง เสมือนความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัย ภาพความทรงจำที่คนส่วนใหญ่มีต่อช้างบ้านคือ งานลากไม้ แต่แท้จริงแล้วงานของช้างนั้นแตกต่างไปตามผู้เลี้ยง  ดังเช่น หากเลี้ยงโดยชาวปกาเกอะญอ ก็มักเป็นการเลี้ยงและให้ช่วยลากไม้ สำหรับนำมาสร้างบ้านหรือทำการเกษตร ยกตัวอย่างในพื้นที่ อำเภออมก๋อย มีการใช้ช้างในการไถพรวนดินเพื่อทำสวน ไร่นา เป็นต้น ส่วนทางภาคอีสานและภาคกลาง มักจะใช้ช้างในเชิงที่ข้องเกี่ยวกับพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การแห่ช้างบวชนาคของชาวไทยพวน บ้านหาดเสี้ยว อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย อันเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานถึง ๑๗๗ ปีอย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตช้างบ้านในประเทศไทย คือการตกงาน เนื่องมาจากการยุติการลากไม้ เพราะมีพระราชกำหนดยกเลิกสัมปทานป่าไม้ทั่วประเทศลงในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ ทำให้การใช้ช้างในอุตสาหกรรมป่าไม้ที่ดำเนินมานานนับร้อยปีจำต้องหยุดชะงักลง

  เมื่อชาวต่างชาตินิยมเดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะชาวตะวันตกที่ตื่นเต้นกับการได้เห็นช้าง สัตว์ขนาดใหญ่ซึ่งมีความสามารถในการสื่อสารกับควาญ จนสามารถทำงานร่วมกัน ดังนั้น เมื่อช้างตกงาน จึงเริ่มมีการนำช้างมาให้คนทั่วไปได้เห็นและสัมผัสเกิดเป็นรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวในภาคเหนือ เช่น เสริมกิจกรรมการขี่ช้างควบคู่ไปกับการเดินป่า ล่องแพ และเข้าพักในหมู่บ้านชาวเขา  กระทั่งต่อมาได้มีการพัฒนากิจกรรมตามความต้องการของนักท่องเที่ยว เช่น การอาบน้ำช้าง การขี่ช้างแบบมีแหย่งและไม่มีแหย่ง การชมการแสดงความสามารถของช้าง การอยู่กับช้าง เรียนรู้ชีวิตช้าง การเรียนรู้บทบาทควาญ เป็นต้นสมยศ ทำให้ในปัจจุบันมีกิจกรรมการท่องเที่ยวเกี่ยวกับช้างมากมายทั่วประเทศไทย จนเมื่อกล่าวถึงประเทศไทย ทั่วโลกก็มักจะจินตนาการถึงภาพต้มยำกุ้ง อาหารไทย ชายหาดสวย วัด และช้าง กล่าวได้ว่าช้างเป็นหนึ่งใน "แม่เหล็ก" ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เลือกซื้อตั๋วเครื่องบิน บินข้ามทวีป เพื่อมาท่องเที่ยว พักผ่อน จนเป็นรายได้เข้าประเทศ กล่าวได้ว่า ช้างคือหัวใจของการท่องเที่ยวไทย นิสิต


ความทุ่มเทของควาญช้าง 

การเลี้ยงช้างนับว่าเป็นงานที่หนักทั้งในแง่ของการทำงาน ความเสี่ยง และค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าอาหาร เพราะช้าง 1 เชือกต้องการอาหารสดถึงวันละ ๑๕o -๓oo กิโลกรัม ซึ่งประกอบไปด้วย อาหารหยาบซึ่งเป็นอาหารหลัก เช่น หญ้า ต้นข้าวโพด ต้นสัปปะรด และอาหารเสริม เช่น กล้วย อ้อย มะขามเปียก ทำให้มีค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยเชือกละ  ๕oo บาทต่อวันเป็นอย่างน้อย ดังนั้นการดูแลช้าง ๑ เชือกให้อิ่มท้องจึงอยู่ที่ ๑๕,ooo บาทต่อเดือน แต่การจะให้ช้างมีสุขภาพที่แข็งแรง มีสวัสดิภาพที่ดีได้ต้องมีการจัดการด้านอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การทำกิจวัตรประจำวันที่ดี ได้เดินออกกำลังกาย มีพื้นที่เลี้ยงที่เหมาะสม มีควาญที่ดีรู้ใจสามารถสื่อสารกับช้างได้ และหากช้างไม่สบายก็มีการปฐมพยาบาลหรือติดต่อสัตวแพทย์เพื่อมาตรวจรักษา เป็นต้น ซึ่งการดูแลประชากรช้างบ้านของไทยนับหลายพันเชือกนี้ เป็นหน้าที่ของเจ้าของช้างมาโดยตลอด ดังนั้นการหาเงินมาเลี้ยงช้างจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และการท่องเที่ยวก็เป็นช่องทางสร้างรายได้หลักของคนเลี้ยงช้าง กล่าวได้ว่า การท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการอนุรักษ์ช้างบ้านของประเทศ โดยเฉพาะเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ สามารถสร้างรายได้ให้สามารถใช้เลี้ยงช้างบ้านไทยได้จนถึงทุกวันนี้ แต่จากวิกฤติการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒o๑๙ (COVID-19) ทำให้การท่องเที่ยวหยุดชะงักธีรภัทร

ฤ ช้างไทย จะแพ้พ่ายให้ โควิด-๑๙ 

ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – ๑๙ ที่รุนแรงเกินกว่าคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยวไปอย่างมหาศาลและกระจายออกไปในวงกว้าง อาทิเช่น พนักงานภายในปางช้าง เจ้าของช้าง เกษตรกรผู้ปลูกและส่งอาหารให้ปางช้าง  โรงแรมที่พัก บริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ รถนำเที่ยว ชาวบ้านในชุมชนรอบๆ พื้นที่ท่องเที่ยว เป็นต้น แต่ที่น่ากังวลมากที่สุด นั่นคือ วิกฤตครั้งนี้ส่งผลโดยตรงกับช้างบ้านเพราะเจ้าของช้างไม่มีรายได้ การจัดซื้ออาหารช้างจึงทำได้น้อยลงเรื่อย ๆ ทำให้ควาญช้างต้องออกไปหางานพิเศษ กระทบถึงเวลาที่ได้อยู่ดูแลช้างไม่เพียงพอเหมือนเช่นเคย เมื่อไม่มีคนดูแลจึงไม่สามารถปล่อยช้างให้เป็นอิสระได้ ทำให้ต้องล่ามโซ่ ยืนโรง รอจนกว่าควาญจะกลับมา จึงจะได้เดินออกกำลังกายหรืออาบน้ำ เมื่อผ่านไปแรมปี สถานการณ์ไม่คลี่คลาย เจ้าของช้างนับร้อยเชือก จึงตัดสินใจพาช้างกลับภูมิลำเนา 

การพาช้างกลับบ้านเกิดอาจฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นใจแต่ในความเป็นจริง สถานที่นั้น ๆ ก็เป็นบ้านเกิดที่ช้างไม่ได้อยู่มานานแล้ว เมื่อกลับไปจึงกลายเป็นสถานที่ไม่เหมาะสม อาหารตามธรรมชาติไม่เพียงพอ ด้านสุขภาพพบการเจ็บป่วย อุบัติเหตุ มีการสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรที่อันตราย การกระจายตัวกลับบ้านในพื้นที่ห่างไกลนี้ เป็นอีกปัญหาในการดูแลสุขภาพ เพราะการเข้าถึงสัตวแพทย์ทำได้ยากขึ้น ความช่วยเหลือส่งไปไม่ถึงในบางพื้นที่ ผลกระทบนี้ยังสืบเนื่องมาจนถึงปี ๒๕๖๕ เศรษฐกิจที่แย่ลงทั่วประเทศ การท่องเที่ยวยังไม่ฟื้นตัว ช้างบ้านทั้งที่อยู่ในปางช้าง หรือช้างกลับบ้าน ก็มีปัญหาสุขภาพที่สืบเนื่องจาก การกินอาหารไม่เพียงพอ ไม่ได้สัดส่วนที่ถูกต้อง การอยู่ที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดความเครียด และทำให้ช้างเจ็บป่วย ธีรภัทร;วีระศักดิ์

สำหรับสัตวแพทย์เองได้รับแจ้งช้างเจ็บป่วยอยู่เรื่อยๆ นับเป็นจำนวนผู้ป่วยที่มากขึ้น ตั้งแต่เจ็บป่วยที่เล็กน้อย เจ็บตา มีแผล รักษาไม่นานก็หาย จนถึงในกลุ่มช้างที่มีร่างกายผ่ายผอมมากขึ้นส่งผลให้สุขภาพทรุดโทรม เช่น แม่ช้างมีน้ำนมไม่เพียงพอ แม่ช้างแท้งลูก ช้างไม่มีแรงลุกยืน ทั้งยังพบโรคเรื้อรังได้ในช้างที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว เช่น โรคเบาหวาน เป็นต้น นับว่าเป็นช่วง ๓ ปีที่ได้รับทราบการสูญเสียช้างจากเจ้าของช้างทั่วประเทศเป็นจำนวนมากกว่าปกติ

ร่วมมือสู้เพื่อช้างบ้านของไทย

สำหรับการร่วมมือสู้เพื่อช้างบ้านของไทยนั้น เป็นที่น่ายินดีว่าคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันเล็งเห็นความสำคัญของช้างไทย จึงมีมติเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๕ มอบหมายให้ "กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รับไปประสานกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและวางแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมในการดำเนินการและดูแลรักษาด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับช้าง เช่น ควาญ เจ้าของปางช้าง โดยยึดแนวทางการสืบสาน รักษา และต่อยอดของพระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเป็นหลักในการดำเนินการ เพื่อให้ช้างทั้งที่เป็นช้างบ้านและช้างป่าได้รับการคุ้มครอง เลี้ยงดู และใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องเหมาะสม รวมทั้งเกิดภาพลักษณ์ที่ดีเกี่ยวกับการเลี้ยงช้างให้เป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเร่งด่วน" ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับช้างที่เป็นสัญลักษณ์ประจำชาติ

นอกจากนี้ ในวันช้างไทย (วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๕ )ที่ผ่านมา ท่านวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ก็ยังได้กล่าวในพิธีเปิดวันงานช้างไทย ณ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จ.ลำปาง ไว้ว่า จากที่ช้างได้กระจายไปสู่ที่ต่างๆมากมาย การรับความช่วยเหลือเพียงจากหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งคงไม่ทั่วถึง ดังนั้นหากจะช่วยช้างและคนเลี้ยงช้างให้ผ่านวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเลี้ยงช้างเท่าที่เคยมีมาไปให้ได้ จำต้องอาศัยความร่วมมือกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนที่มีความรักช้างทั่วประเทศ เพื่อให้ยังมีช้างคู่ชาติไทยตลอดไป

 

เอกสารอ้างอิง

เกียรติสกุล ชลคงคา, “กฎหมายเบื้องต้นสำหรับการใช้ช้างในธุรกิจท่องเที่ยว” (การจัดฝึกอบรมผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวโดยใช้ช้างอย่างถูกวิธี ครั้งที่ ๓ จังหวัดกาญจนบุรี อนุกรรมการประสานงานการอนุรักษ์ช้างไทยในคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี, โรงแรมพาวีเลี่ยน ริมแคว รีสอร์ท กาญจนบุรี, ๒๕ – ๒๖ มิถุนายน ๒๕๔๔) ๑๑.

สัมภาษณ์  ธีรภัทร ตรังปราการ, นายกสมาคมสหพันธ์ช้างไทย, สมาคมสหพันธ์ช้างไทย (สำนักงานใหญ่สมาคมสหพันธ์ช้างไทย, ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕).

นิสิต เชียงใหม่ : ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2561

พันธนันท์ โอษฐ์เจษฎา 2557 แผนงานวิจัยการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการเลี้ยงช้างของหมอช้างและควาญช้างในประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ พฤศจิกายน 

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, “โควิดยังขวิดช้างอย่างแรง” (dramathailand, ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๕) <https://dramathailand.com/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B9%82/8116/>สืบค้นเมื่อ ๑๕ มีนาคม ๒๕๖๕

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, รองประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา, “วันช้างไทย” (วันช้างไทยประจำปี ๒๕๖๕, สถาบันคชบาลแห่งชาติในพระอุปถัมภ์ฯ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จังหวัดลำปาง,๑๓ มีนาคม ๒๕๖๕)

ภาพ

สมาคมสหพันธ์ช้างไทย, “ตั๋วพิมพ์รูปพรรณช้าง”(thaielephantalliance, ๓๑ มกราคม ๒๕๖๔)<https://www.thaielephantalliance.org/th/facts-about-asian-elephant.html> สืบค้นเมื่อ ๓มีนาคม ๒๕๖๕

สมยศ เชียงใหม่ : ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยช้างและสัตว์ป่า คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2561


-----------------------

**สัตวแพทยศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์สัตวแพทย์. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ซุกไว้ใต้พรม โดย ปกรณ์ นิลประพันธ์

ในช่วง 1980s ประเทศที่พูดถึงตัวเองว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ได้วางนโยบาย แผนงาน โครงการจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหาที่ “ซุกไว้ใต้พรม” ซึ่งเป็นปัญหาในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ

นโยบายนำร่องและส่งผลดีมาจนทุกวันนี้เริ่มในอังกฤษ บารอนเนสแธตเชอร์ประกาศนโยบาย Open Government ขึ้น หน่วยงานของรัฐต้องเอากระบวนการทำงานต่าง ๆ มาแบไว้บนโต๊ะ จากที่เคยเป็น “เรื่องภายใน” ของภาครัฐ มาให้ประชาชน หรืออย่างน้อย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานของภาครัฐ ในเรื่องต่าง ๆ เพื่อทราบ 

เมื่อประชาชนเห็นเข้า ก็เหมือนมีแมวจำนวนมากคอยจ้องจับหนู ในช่วงนั้นจึงมีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทุกหน่วยงานของรัฐว่าตรงไหนดีไม่ดี พิธีรีตองหรือขั้นตอนเยอะไปไหม เสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายเปล่า ๆ  ปลี้ ๆ ไปทำไม ตรงไหนใช้ดุลพินิจมาก ตรงไหนไม่มีกำหนดเวลาทำงาน สร้างไม่มีความแน่นอน เป็นช่องทางทุจริตของเจ้าหน้าที่ เรื่องไหนทำซ้ำกับหน่วยงานอื่น เรื่องไหนเป็นภาระประชาชน หน่วยไหนใช้เงินไม่คุ้มค่า ฯลฯ 

เสียดายตอนนั้น Corruption Perception Index ยังไม่เกิด ไม่งั้นจะเห็นข้อมูลว่างามไส้ขนาดไหน ใครที่พอรู้ความในช่วงนั้นและสนใจเรื่องระหว่างประเทศ คงจะพอจำกันได้ 

เสียงวิจารณ์ “ประสิทธิภาพ” และ “ความซื่อตรง” ของภาครัฐที่ดังกระหึ่มขึ้นมา ประกอบกับมีการวางระบบการแจ้งเบาะแสการทุจริต หรือ Whistle blowers ทำให้ความเลอะเทอะต่าง ๆ เป็นข่าวในสื่อมวลชนมากมาย นางสิงห์เหล็กจึงใช้เป็นโอกาสในการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องบรรดามีเหล่านี้เสีย แก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบ รวมทั้งแนวปฏิบัติที่ไม่มีประสิทธิภาพ โดยรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียประกอบการพิจารณา การเสนอให้มีกฎหมาย กฎ ระเบียบ อะไรต่าง ๆ ต้องมีรายงานการคิดวิเคราะห์ผลดีผลเสีย และการปรึกษาหารือ “อย่างตรงไปตรงมา” กับหน่วยงานและผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องให้รอบด้าน เป็นวิทยาศาสตร์ ที่รู้จักกันในชื่อ Green Paper ไม่ใช่มโนเอาเหมือนก่อน

กระแสเรื่อง stakeholders consultations ก็ดี scientific based policy ก็ดี effective and efficient government ก็ดี responsive government ก็ดี value for money ก็ดี public accountability ก็ดี merit system ก็ดี ซึ่งรวม ๆ เรียกต่อมาว่า public governance ก็เริ่มพัฒนาขึ้น

สหรัฐอเมริกานำไปใช้ในชื่อนโยบาย Sunshine policy คือเปิดเผยโปร่งใส เหมือนเปิดผ้าม่านหน้าต่างให้แสงอาทิตย์ชอนไชเข้ามา จะได้เห็นว่ามันมีขยะหรือฝุ่นซุกซ่อนอยู่ตรงไหน แล้วก็แก้ไขเสีย ข่าวทุจริตและเรื่อง “ความไม่ชอบมาพากล” ในช่วงนั้นของยูเอสเอก็ไม่เบานะครับ คนแก่คงลืม หรือไม่สนใจ คนเกิดทีหลังก็คงไม่เคยไปคุ้ยดู CPI ของสหรัฐยุคนั้นคงไม่แพ้อังกฤษเหมือนกัน ถ้ามีนะ

ต่อมากระแสในเรื่องนี้ได้ส่งผลไปทั่วโลกในนาม New Public Management ซึ่งจริง ๆ ไม่น่าจะ new ในทัศนะของผู้เขียน เพราะบ้านเรามีมาตั้งนานแล้วไม่ว่าจะเป็นทศพิธราชธรรม หรืออินทภาษที่เก่าแก่กว่า

ปัจจัยความสำเร็จของแนวคิดดังว่านี้ไม่ใช่การนับจำนวนข่าวหรือข้อมูลการทุจริตหรือไร้ประสิทธิภาพมาพูดกัน เหตุผลคือไม่ใช่มันเพิ่งเกิด มันเกิดมานานแล้ว ที่ผ่านมาไม่ได้แก้ไขกันต่างหาก ปล่อยปละละเลยกันมานมนานจนต้องมาแก้กันในวันนี้ แต่ปัจจัยความสำเร็จที่แท้ทรูคือกล้าที่จะยอมรับความจริงว่ามันมีอยู่ แต่ต้องแก้ไขไม่ให้มีอีกต่อไป และเมื่อทราบแล้วก็ต้องจัดการกับปัญหานั้นโดยเร็วและจริงจัง  มีปัญหาก็รีบแก้เสีย 

ผู้เขียนศึกษาเรื่องนี้มานานอยู่ พบว่ามีการตั้งคณะกรรมการ/อนุกรรมการขึ้นแก้ปัญหาน้อยมาก เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องระดมความเห็นอะไรอีก ตรงไหนไม่เข้าท่าก็แก้เสียให้เร็ว 

วันนี้วันมาฆะบูชาครับ ขอไปเจริญจิตภาวนาก่อน

แล้ววันหลังจะมาเล่าต่อนะ

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ปัญหาของนโยบายที่เสนอในการหาเสียงเลือกตั้ง :ปกรณ์ นิลประพันธ์

เกือบทุกประเทศในโลกนี้ใช้ระบบการเลือกตั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะทำหน้าที่กำหนดนโยบาย และผลักดันนโยบายที่เสนอให้เป็นรูปธรรม ส่วนระบบราชการก็จะเป็นผู้นำนโยบายไปปฏิบัติ

ในยุคพรี-อนาล็อก และยุคอนาล็อก การติดต่อสื่อสารและการคมนาคมระหว่างประเทศยังไม่รวดเร็ว การส่งผ่านวิทยาการและความรู้ความคิดต่าง ๆ จากสังคมหนึ่งไปอีกสังคมหนึ่งจึงใช้เวลานานโขอยู่ การเสนอนโยบายในการหาเสียงเลือกตั้งจึงเน้นย้ำไปที่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในสังคม อาทิ ฝนตกน้ำรอระบาย รถติด ฝุ่น pm 2.5 ค่ารถเมล์ ขยะล้นเมือง อะไรทำนองนี้ แต่ก็แก้ปัญหาอะไรกันไม่ค่อยจะได้ เพราะการเสนอนโยบายขาดการวิเคราะห์ความซับซ้อนของปัญหาอย่างเป็นระบบ จึงแก้ได้เป็นจุด ๆ อีกประเดี๋ยวก็เลือกตั้งใหม่อีกแล้ว 

คนเลือกเห็นคนเก่าทำอะไรไม่ได้มาก ก็มักจะลองของใหม่ เผื่อว่าจะดีกว่าเก่า ซึ่งเป็นจิตวิทยาขั้นพื้นฐาน ทั้ง ๆ ที่เนื้อหาของนโยบายก็แทบไม่มีอะไรต่างกันนัก เพราะว่าเพนพอยท์ระยะสั้นมันไม่เคยเปลี่ยนเลย 

อุปมาเหมือนคนหิวข้าวหิวน้ำก็ต้องแก้ปัญหาให้เขาท้องอิ่มก่อน แล้วจึงจะไปสอนให้เขาขุดบ่อเลี้ยงปลาเอามากิน ไม่ใช่เริ่มสอนให้เขาขุดบ่อเลี้ยงปลาตอนที่เขายังหิว การเสนอนโยบายเลือกตั้งจึงเน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่คนส่วนใหญ่สนเป็นหลัก เรื่องระยะยาวนี่ไม่เสนอกันเลยเพราะกว่าจะออกดอกออกผลมันช้า แล้วมันจะได้เรื่องไหมนั่น อะไรประมาณนั้น

มาในยุคดิจิทัลที่การสื่อสารและการคมนาคมระหว่างประเทศรวดเร็วมากในระดับวินาทีหรือมิลลิวินาที การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันจึงทำให้ชาวโลกทราบว่าหลาย ๆ ปัญหานั้นเป็นปัญหาร่วมกัน ไร้พรมแดน ไปที่ไหนก็มี หรือ Trans-national legal problems และการแก้ปัญหาต้องแก้ที่รากเหง้า หรือ root cause ซึ่งต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคมก่อน แล้วทุกองคาพยพค่อย ๆ ร่วมมือแก้ปัญหา การกำหนดนโยบายเพื่อหาเสียงเลือกตั้งยุคใหม่จึงควรเป็นการกำหนดนโยบายระยะสั้นควบคู่ไปกับนโยบายระยะยาว 

แต่เท่าที่สังเกตนั้น การเลือกตั้งแต่ละครั้ง แทบไม่มีนโยบายระยะยาวโผล่ขึ้นมาให้ชื่นชมเลย เพราะไม่มีหลักประกันว่าผู้เสนอนโยบายระยะยาวจะได้รับเลือกในการเลือกตั้งครั้งต่อไปตามตัวอย่างดังว่านั้น การกำหนดนโยบายของผู้สมัครทุกรายจึงซ้ำกันไปมา แค่ใช้ชื่อเก๋ ๆ ให้ต่างกันเท่านั้น ซึ่งคนส่วนใหญ่เขาก็จับทางถูกแล้ว 

อย่างข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า กทม เราแผ่นดินทรุดลงปีละหลายเซ็นติเมตร อีกไม่กี่ปีข้างหน้า 30% ของพื้นที่ กทม จะจมอยู่ใต้บาดาล และโดยที่ กทม เป็นเมืองหลวง สถานการณ์ที่ว่านี้มันย่อมส่งผลกระทบทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองการปกครอง อย่างมหาศาล แต่นโยบายที่เสนอในการหาเสียงเลือกตั้งทั้งในระดับท้องถิ่นแลระดับชาติก็ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ชัด ๆ นักว่าจะเอายังไงดี อยู่ไปอยู่มาจมน้ำกันขึ้นมาจริง ๆ จะทำยังไง ก็คงไม่พ้นโทษกันไปมาจนจมน้ำไปพร้อม ๆ กัน

ที่พูดมาทั้งหมดนี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานว่าระบบเลือกตั้งของเราไม่เอื้อต่อการวางนโยบายระยะยาว และการเสนอและผลักดันนโยบายระยะสั้นก็ไม่ประสบความสำเร็จ 

แต่ระบบเลือกตั้งสัมพันธ์กับระบบการเมืองและพรรคการเมืองอย่างแยกไม่ออก  ดังนั้น จะว่าระบบเลือกตั้งอย่างเดียวเท่านั้นที่ไม่เอื้อต่อการวางนโยบายระยะยาวก็คงไม่ถูกนัก

เลยไม่กล้าสรุป … 

จบดื้อ ๆ อย่างนี้ละกัน

วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2564

Climate change กับ Trust in Government โดย ปกรณ์ นิลประพันธ์

 Climate change มีผลกระทบโดยตรงต่อผลิตผลการเกษตร หลายพื้นที่ในโลกนี้โดยเฉพาะเมดิเตอร์เรเนียน เมื่ออากาศร้อนขึ้น ทำให้เขาสามารถปลูก tropical plant ได้ และได้ผลดี อย่างกล้วยหอม มะละกอ กับลิ้นจี่ก็สามารถปลูกและผลิดอกออกผลได้ในซิซิลี รวมทั้งกาแฟก็ออกผลดี ทั้ง  ที่ไม่เคยออกผลได้มาก่อน และกาแฟเมดอินซิซิลีก็เริ่มจะวางขายแล้ว ตอนใต้ของจีนก็เริ่มปลูกทุเรียนกันมังคุดเยอะ ไม่ต้องพูดถึงยางพาราที่ปลูกกันได้มานานแล้ว หรือในอเมริกาเองแคลิฟอร์เนียก็ปลูกลำไยได้รสชาติหวานกรอบ กินสด  อร่อยกว่ากินผลไม้กระป๋องเยอะ อีกหน่อยคงเอามังคุดจากอเมริกาใต้ไปปลูก


แน่นอน อีกไม่นานผลไม้พวกนี้คงไม่ต้องรอส่งจากเมืองไทยหรืออเมริกาใต้แล้ว และนั่นหมายความว่าผลไม้ส่งออกของเราทั้งผลไม้สดและผลไม้กระป๋อง ต้อง “แข่งขัน” กับ “ผู้เล่นหน้าใหม่” ได้ ทั้งในเรื่องราคาและคุณภาพในตลาดที่เราเคยเป็นเจ้าของมาก่อน ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าโลกในเรื่องนี้อีกต่อไปแล้วเหมือนกับเรื่องไม้สัก ดีบุก และข้าวที่กลายเป็นอดีตไปหมดแล้วนั่นแหละ


คำถามคือเกษตรกรและผู้ส่งออกของไทยจะแข่งขันกับคู่แข่งที่เกิดขึ้นจากผลของclimate change นี้อย่างไร เพราะสถานการณ์บ่งบอกว่าเกมส์ยาวแน่นอน


จริง  climate change ทำให้เกษตรกรบ้านเราประสบปัญหาในการเพาะปลูกอยู่มาก ทั้งน้ำท่วมน้ำแล้ง ทำให้ผลผลิตไม่แน่นอนทั้งปริมาณและคุณภาพ ต้นทุนก็ค่อนข้างสูง ส่งผลต่อไปถึงราคาที่ fluctuate มาก ระบบการควบคุมการจำหน่ายและการส่งออกแบบเก่าตามกฎหมายโบราณไม่ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน การวิจัยและพัฒนาไม่ค่อยเน้น market oriented base แต่เน้นเรื่องที่นักวิจัยอยากวิจัยซึ่งไม่มี commercial output กลยุทธ์ในการทำการตลาดและผลิตภัณฑ์ของผู้ค้าของเราจึงไม่หลากหลายเพราะข้อจำกัดเยอะดังว่า


วิธีการแก้ปัญหาอย่างการประกันราคา การประกันรายได้ หรือจำนำ ที่ทำสลับกันไปมามาหลายสิบปีแล้วนั้น พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถพยุงราคาในระยะสั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการเมืองขึ้นได้ แต่ไม่ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเทคนิคและรูปแบบการผลิตและการจำหน่ายในระยะยาว เพราะไม่เอื้อให้เกิดการปรับตัวของเกษตรกรและผู้ค้า แต่ถ้าอยู่  หยุดโครงการช่วยเหลือระยะสั้นนี้ไป ก็จะกลายเป็นปัญหาการเมืองขึ้นได้ง่าย  ทำนองเดียวกับกับการแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ไฟป่า หรือฝุ่น PM 2.5 ได้ช้า และมักถูกจับเป็นตัวประกันเสมอ 


จึงเห็นได้ว่า climate change เป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหา trust in government ขึ้นได้ การแก้ไขปัญหาต้องสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนว่าเรากำลังมีคนวิ่งตามมาใกล้  แบบหายใจรดต้นคออยู่ ถ้าเราช้าอีกนิดคงโดนแซง และจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังแบบยาว  จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วตามยุทธศาสตร์ชาติคงเป็นไปได้ยาก ต่อมาก็ต้องหาทางลดต้นทุนการผลิต เพิ่มงานวิจัยและพัฒนา ลดกฎระเบียบที่ไม่ส่งเสริมการแข่งขัน เลิกไปได้เลยยิ่งดี และพัฒนาระบบที่จะช่วยอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรและผู้ค้าภาครัฐต้องเปลี่ยนบทบาทจาก regulator เป็น trade facilitator เสียที เพราะเดี่ยวนี้ในข้อตกลงระหว่างประเทศเรื่องการค้าการขายเขาเน้นเรื่องtrade facilitation กันทั้งนั้นแล้ว


พูดถึงเรื่อง regulator ก็คันปากอยากจะเล่าให้ฟังนิดนึงว่า เรื่อง regulator นี่โบราณแล้วนะ เมื่อก่อนที่มี regulator เพราะเขาให้เอกชน “กำกับดูแลกันเอง” เป็น self-regulate ของ industry นั้น  แทนที่จะให้รัฐ “ควบคุม” เหตุผลคือเพื่อความคล่องตัวการดำเนินกิจกรรมของเอกชนตามแนวคิด deregulation ใช้มาสักพักปรากฎว่าไม่ค่อยได้ผล เพราะเอกชนไม่ค่อยอยากกำกับกันเองให้มากนัก แบบกำกับมากกำไรน้อย กำกับน้อยกำไรมาก จึงเกิดกรณี moral hazard ขึ้น องค์กรที่เป็น regulator หลังยุคปี 1995 ถ้ารู้จักสังเกตจะเห็นว่ามีลักษณะเป็น independent body ที่มีองค์ประกอบทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ปรัชญาของรูปแบบ independent regulator คือการกำกับจะได้คิดถึง stakeholders ทุกภาคส่วน 


แต่บ้านเราจะเข้าใจที่มาที่ไปของ regulator แบบนี้หรือเปล่าไม่ทราบ เพราะพูดถึงoperator ก็จะต้องมี regulator ทุกครั้งไป เหมือนกับท่องจำกันมาว่ามันเป็นแบบ ซึ่งจริง  บางเรื่องไม่จำเป็นเลยฮะ ให้รัฐเป็น falitator ก็ได้ ดีเสียอีก ไม่ต้องตั้งคณะกรรมการอะไรให้วุ่นวายเปลืองค่าใช้จ่าย ให้กระทรวง ทบวง กรม นั่นแหละทำ ให้รัฐมนตรีเป็น Mr Facilitator ในเรื่องนั้น  ไปโดยตรง ถ้าทำงานแล้วไม่สำเร็จ จะได้รับผิดชอบกันไป ไม่ต้องให้คณะกรรมการ อนุกรรมการ คณะทำงานอะไรมาเป็นแพะงานก็ช้า กว่าจะได้รับรายงาน กว่าจะจัดประชุม กว่าจะรับรองรายงานการประชุมกว่าจะทำหนังสือส่งออก หนวดหงอกกันพอดี


ฝรั่ง จีน แขก เขาก็ใช้วิธีการนี้นะครับ ไม่ใช้คณะกรรมการกันเพรื่อไปแบบบ้านเราหรอก เขาถึงมี accountability ต่อภารกิจไง เพราะจะโยนแพะให้ใครต่อไม่ได้ 


ว่าจะเขียนเรื่อง climate change กับ trust in government ดันผ่ามาเรื่องแพะได้ไงไม่รู้ สงสัยจะง่วง


ขอไปนอนก่อนนะครับ ดึกแล้ว

วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2564

Divergence ของคนในสังคมไม่น่าจะมาจาก Generation gap อย่างเดียว โดยปกรณ์ นิลประพันธ์

 เมื่อก่อนจำได้ว่าเมื่อตอนที่การสื่อสารของบ้านเรากำลังเปลี่ยนจากยุค 2G เป็น 3G มีโฆษณาชิ้นหนึ่งบอกว่าเทคโนโลยี 3G 4G 5G และอีกหลาย  G จะทำให้ผู้คนเข้าใกล้ (convergence) กันมากขึ้น 


แต่จากสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ผู้เขียนเห็นว่าความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้ผู้คนถ่างออกจากกัน (Divergence) มากกว่าเข้าใกล้กันอย่างที่เคยคิดโฆษณากันไว้


โฆษณาไม่ผิดหรอกครับ เพราะการสื่อสารที่ดีขึ้นทำให้เราติดต่อกันได้สะดวกในราคาต่ำอย่างที่พูดไว้จริง  และทำให้รุ่นใหญ่อย่างผู้เขียนสามารถตามหาเพื่อนเก่าแก่ที่แยกย้ายกันไปตามกรรมของแต่ละคนเมื่อเรียนจบชั้นประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย เมื่อหลายสิบปีก่อนได้อย่างง่ายดาย


คงจำได้นะครับว่าเมื่อก่อนมือถือจะหน้าตาเหมือนกันหมดทั้งรูปร่างหน้าตาและโปรแกรมต่าง  วางรวม  กันไม่รู้ของใครเป็นของใคร เสียงเรียกเข้าดังทีทุกคนตบกระเป๋าโดยพร้อมเพรียง ของเราหรือเปล่านะ จนต้องไปหาสติกเกอร์มาติดบ้างเปลี่ยนเคสบ้าง เพื่อสร้างเอกลักษณ์ ต่อมาก็เริ่มพัฒนาให้ปรับแต่งหน้าจอได้บ้างเริ่มเปลี่ยนเสียงเรียกเข้าและเสียงรอสายได้บ้างก็เก๋ขึ้น มาถึงตอนนี้มีแต่โครงมือถือเท่านั้นที่เหมือนกัน ทุกอย่าง customize ได้หมดตามความชอบส่วนตัว มีแอปพลิเคชั่นต่าง  ออกมาให้ใช้มากมายมหาศาล


ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนี้เองทำให้แต่ละคนมี “โลกส่วนตัว” ขึ้นอีกคนละใบหรืออาจจะหลายใบ เพราะเราสามารถ customize ฟีเจอร์ต่าง  ได้อย่างที่เราต้องการ บางคนมีอุปกรณ์สื่อสารหลายชิ้น ก็มีโลกหลายใบหน่อย เพราะจะตั้งค่าต่าง  ไว้ไม่เหมือนกัน ลำบากจำด้วย


โลกส่วนตัวที่ว่านี้ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่มีจริตต่างกันไป โซเชี่ยลเน็ตเวอร์คนี่ยิ่งสามารถตอบสนองจริตของแต่ละคนได้ง่ายเพราะเขาใช้ alghorithm ที่ทำให้เราสามารถเลือกเสพย์เรื่องหรือข้อมูลที่เราชอบหรือสนใจ ซึ่งก็ไม่ผิดหรอกครับ เพราะใครเล่าจะเสพย์เรื่องหรือข้อมูลที่ตัวเองไม่สนใจ และเจ้า alghorithm นี่ก็แสนจะฉลาดและฉลาดขึ้นทุกวัน เพราะรู้ใจด้วยว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร มันก็จะสรรหาเรื่องหรือข้อมูลที่เราชอบมา “ป้อน” เราอยู่ตลอดเวลา


ข้อไม่ดีของเรื่องนี้ก็คือว่ามันทำให้เราแทบจะไม่ได้รับฟังข้อมูลหรือความคิดเห็นที่แตกต่าง อันนี้นี่ไม่สอดคล้องกับพื้นฐานของประชาธิปไตยเอาเสียเลย เพราะความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย ทุกคนในสังคมต้องหันหน้าเข้าหากัน พูดคุยกันด้วยเหตุผล และร่วมกันตัดสินใจโดยยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนบุคคลหรือกลุ่มบุคคล อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯท่านหนึ่งถึงกับออกปากว่าสิ่งที่ท่านไม่ชอบในระบอบประชาธิปไตยคือมันบังคับให้ท่านต้องฟังในเรื่องที่ท่านไม่อยากฟัง แต่ท่านก็เห็นว่าข้อดีของมันก็คือการฟังความคิดเห็นที่แตกต่างจะทำให้การตัดสินใจในเรื่องต่าง  ละเอียดรอบคอบมากขึ้น


การเสพย์เฉพาะเรื่องหรือข้อมูลที่เราชอบอย่างเดียวนี่ทำให้เกิดอคติ (Bias) ได้ง่ายมาก  เพราะข้อมูลที่ชอบก็จะมีรูปแบบและเนื้อหาซ้ำ  หรือคล้าย  กันอยู่ตลอดเวลา แทบไม่แตกต่างจากการ propaganda ในยุคสงครามเย็น กรอกหูทุกวัน เผลอ จะเชื่อเอาโดยไม่รู้ตัว ทีนี้ถ้ามีใครแหลมเข้ามาแสดงความเห็นต่างในเรื่องที่เราชอบ ก็มีทางที่จะทำอยู่สองสามทาง ถ้าไม่ตอบโต้กลับไปแรง  (เพราะต่างไม่รู้จักมักจี่กันหรือ delete ข้อความนั่นทิ้งไปไม่ให้รกหูรกตา หนักหน่อยด่าตอบเสร็จก็unfollow หรือ unfriend มันไปเสีย จะได้ไม่มีข้อความแสลงใจเข้ามารบกวนโสตประสาทอีก คือปิดกั้นความเห็นที่แตกต่างไปเลย ซึ่งพฤติกรรมนี้จะกลายไปเป็นการสร้าง “กลุ่มความคิดสุดโต่ง” ขึ้นได้ง่าย  ดังที่เกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศทั่วโลก


เรียกว่า alghorithm สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งความคิดและพฤติกรรมของคน จากเดิมที่ยังต้องฟังเรื่องหรือความเห็นที่แตกต่างบ้างจากวิทยุ AM หรือ FM หรือทีวี ที่นั่งล้อมวงฟังกันในอดีต เป็นฟังเฉพาะเรื่องที่ตัวเองชอบหรือสนใจจากอุปกรณ์ส่วนตัวของตนเองที่ราคาถูกเหลือเชื่อ


ดังนั้น ในยุคดิจิทัลนี้ คนซึ่งมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องเดียวกันจึง divergence ออกจากกันมากขึ้นเรื่อย  และนับวันกลุ่มของความเห็นที่แตกต่างนี้จะหลากหลายมากขึ้น เพราะเจ้า alghorithm มันฉลาดขึ้นทุกที  จึงแยกคนเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยตามจริตของแต่ละคนได้ง่ายมาก อีกหน่อยจะเป็น Metaverse แล้วคงจะหนักหนากว่านี้เพราะโลกเสมือนมันตอบสนองความพึงพอใจหรือความสุขส่วนบุคคลที่โลกในความเป็นจริงไม่สามารถมีได้  และถ้าใช้มันมากเข้า ก็น่าจะมีอาการเหมือนคนติดยาเสพติด ไม่สนใจโลกจริง ติดอยู่ในโลกเสมือนที่จะทำอะไรก็ได้ “ตามใจฉัน” สำนึกต่อส่วนรวมจะขาดหายไป


เดี๋ยวนี้ไปไหนต่อไหนจะเห็นมนุษย์แต่ละคนก้มหน้าก้มตาถูไถอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของตัวเองกันอย่างเมามันในทุกที่ทุกโอกาส ผู้เขียนเห็นหลายครอบครัวไปกินข้าวกันตามร้าน แต่ต่างคนต่างมีโลกส่วนตัว ไม่คุยกันเอง คุยกับใครอยู่ก็ไม่รู้ เงียบกริบเชียว ไม่เหมือนเมื่อตอนที่ยังไม่ล้ำสมัย เสียงคุยกันในร้านอาหารนี่จ้อกแจ๊กจอแจกันทีเดียว


การที่ผู้คนถ่างออกจากกันหรือ Divergence นี้ ผู้สันทัดกรณีจำนวนมากพยายามอธิบายโดยใช้ Generation gap แบ่งกลุ่มคนเป็นเจ็นนั้นเจ็นนี้ และอธิบายว่าแต่ละเจ็นอยู่ใน context ที่แตกต่างกัน จึงมีทัศนคติและแนวคิดที่แตกต่างกัน และเป็นรากฐานของความไม่เข้าใจกัน 


ด้วยความเคารพ ผู้เขียนมิได้คัดค้านแนวคิดนี้ เพียงแต่ต้องการนำเสนอว่ามันอาจไม่ได้เกิดจาก Generation gap อันเป็นข้อสรุปแบบกว้าง  เท่านั้น ปัจจัยอย่างการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัล alghorithm และ Social network ก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กันที่ทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนแปลงไป ถ่างออกจากกันมากขึ้น แม้กระทั่งใน Generation เดียวกันหากมีความชอบแตกต่างกัน และเป็นรากฐานของการไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง อันนำมาซึ่งความแตกแยกของผู้คนในสังคมเหมือนกับที่ทีวีในยุคทีวีเสรีเคยทำได้มาแล้วในช่วง 10-15 ปีที่ผ่านมา แต่การใช้เทคโนโลยีและ social network โดยขาดความรับผิดชอบจะส่งผลลึกถึงในระดับปัจเจก และทุกช่วงวัย


ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่าการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ digital literacy ให้แก่ผู้คนในสังคม และความรู้เท่าทันผลกระทบจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม และต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว


เผื่อจะช่วยกันคิดแก้ไขต่อครับ.