วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

“มาตรการป้องกันสาธารณภัยสำหรับสังคมผู้สูงวัย” ปกรณ์ นิลประพันธ์

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีระบบป้องกันสาธารณภัยที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก แต่อุทกภัยที่เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2561 มีการสูญเสียสูงมาก โดยเฉพาะผู้สูงวัย ผู้เขียนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสียทุกท่านมา โอกาสนี้

อย่างไรก็ดี สาธารณภัยในครั้งนี้ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ว่าระบบป้องกันสาธารณภัยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่เหมาะสมกับสังคมผู้สูงวัย (Ageing society) และสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป (Climate change) เสียแล้ว

สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้สาธารณภัยที่เกิดขึ้นในรูปแบบต่าง โดยเฉพาะ น้ำท่วมฉบับพลัน มีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย มาตรการป้องกันสาธารณภัยที่รุนแรงขึ้นจึงต้องรวดเร็วและทันท่วงทีมากขึ้น และนั่นหมายความว่าต้องมีการทบทวนความเหมาะสมของระบบป้องกันสาธารณภัยอย่างสม่ำเสมอเช่นเดียวกับการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย

ระบบการแจ้งเตือนล่วงหน้าระดับชั่วโมง การสร้างเส้นทางหลบหนีภัยขึ้นที่สูง มีป้ายบอกทางชัดเจน ที่เป็นมาตรฐานและใช้กันอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน แม้ยังคงมีประโยชน์สำหรับผู้มีกำลังวังชามากพอสมควร แต่สำหรับผู้สูงอายุแล้ว การเตือนภัยล่วงหน้าเช่นนี้ดูเหมือนจะกระชั้นไป ส่วนเส้นทางหนีภัยที่เคยใช้สมัยยังเดินเหินสะดวก กลับกลายเป็นอะไรที่ยากเย็นในการจะใช้หลบให้พ้นจากภัยเสียแล้ว ยิ่งเป็นผู้สูงอายุติดเตียงแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใช้หลีกเลี่ยงสาธารณภัยได้เพราะขาดความสามารถในการเคลื่อนไหว

อุทกภัยในญี่ปุ่นครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกประเทศที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยตระหนักว่า ระบบการแจ้งเตือนและการป้องกันสาธารณภัยที่มีอยู่นี้ไม่เหมาะสมกับสังคมผู้สูงวัยแล้ว ทุกประเทศจึงต้องแสวงหามาตรการหรือวิธีการใหม่ เพื่อรองรับสถานการณ์เช่นนี้

แนวคิดที่ว่าผู้สูงวัยควรพำนักอยู่ชั้นล่างเพื่อไม่ต้องเดินขึ้นลงบันไดเพื่อลดความเสี่ยงอันอาจเกิดจากการพบัดตกจากบันไดอาจใช้ไม่ได้ในทุกกรณี เพราะหากมีสาธารณภัยที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้สูงวัยจะได้รับภัยนั้นก่อนใครและจะช่วยเหลือตัวเองได้ยากมาก

การจัดลำดับความสำคัญในกระบวนการป้องกันความเสียหายอันเกิดจากสาธารณภัยอาจต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ การประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดสาธารณภัยเป็นประเด็นที่ต้องมีการพัฒนามากขึ้น เพื่อให้โอกาสที่ประชาชนจะต้องประสบภัยลดลง 

ระบบการแจ้งเตือนที่มีประสิทธิภาพและสามารถเข้าถึงผู้สูงวัยได้อย่างทั่วถึงก็ต้องพัฒนาขึ้นเช่นกัน จะใช้วิธีการส่งข้อความเข้าโทรศัพท์มือถือเป็นหลักโดยไม่ทราบว่าผู้สูงวัยได้รับข้อความนั้นจริงหรือไม่ คงใช้ไม่ได้แล้ว การอพยพผู้สูงวัยอาจต้องจัดเป็นความสำคัญลำดับแรก ซึ่งแน่นอนว่าฐานข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ของผู้สูงวัยในแต่ละพื้นที่ต้องมีความถูกต้องและเป็นปัจจุบัน การอพยพจึงจะทันท่วงที 

วิธีการอพยพผู้สูงวัยก็แตกต่างจากการอพยพคนทั่ว ไป เพราะอาจต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมือพิเศษ รวมทั้งผู้มีความชำนิชำนาญเป็นพิเศษ ซึ่งต้องเตรียมไว้ให้พร้อมกับจำนวนผู้สูงวัยในแต่ละท้องที่ที่แตกต่างกัน เมื่ออพยพไปแล้วต้องจัดการดูแลผู้สูงวัยให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและจิตใจของผู้สูงวัยด้วย 

ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นปัญหาสากลที่ทุกประเทศต้องเผชิญ หากเราใช้บทเรียนที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นมาเป็นแนวทางในการพัฒนาระบบป้องกันสาธารณภัยของเรา ก็จะเป็นประโยชน์ไม่น้อย


ผู้เขียนขอเป็นหนึ่งในกำลังใจให้แก่ชาวญี่ปุ่นทุกท่านให้ผ่านพ้นวิกฤติการณ์นี้ไปได้ด้วยดีครับ.

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

“เพื่อพัฒนาบริการภาครัฐ” ปกรณ์ นิลประพันธ์

ระบบราชการมิได้เกี่ยวข้องอยู่แต่เฉพาะการดำรงคงอยู่ (existence) ของประเทศ หากเกี่ยวกับความอยู่ดีมีสุขหรือความผาสุกของราษฎรด้วย และโดยที่โลกเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ระบบราชการจึงต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

ยิ่งโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ระบบราชการยิ่งต้องพัฒนาให้เร็วเท่าทันกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้าง การบริหารจัดการ วิธีการทำงาน ฯลฯ หากไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงช้า ก็ยากที่จะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ผาสุกได้ ซ้ำร้ายยังอาจกระทบกระเทือนต่อความเป็นอยู่ของประเทศโดยรวมด้วย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่โครงสร้างของระบบราชการที่มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก และที่มีเปลี่ยนแปลงก็ไม่มีสิ่งบ่งชี้ที่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะทำให้ราษฎรมีชีวิตที่ผาสุกมากกว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร เพราะเป็นการเพิ่มหน่วยงาน เพิ่มตำแหน่ง เพิ่มอัตราเสียมาก ซึ่งทำให้ต้องเพิ่มงบประมาณมาเป็นค่าใช้จ่ายประจำเหล่านี้มากขึ้น ทั้งที่การปรับโครงสร้างของระบบราชการต้องมุ่งถึงความผาสุกของประชาชนหรือการทำให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น (Better Life) กว่าที่เป็นอยู่ท่ามกลางบริบทต่าง ที่เปลี่ยนแปลงไป มิใช่เพื่อแก้ปัญหาความก้าวหน้าของบุคลากรอันเป็นผลมาจากการบริหารจัดการภายใน

ส่วนระบบการบริหารจัดการ แม้จะมีการนำแนวความคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐแบบฝรั่งเข้ามาใช้กับระบบราชการมานานปี ไม่ว่าจะเป็น การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good governance) การบริหารงานแบบบูรณาการ (Integration) รัฐบาลที่เปิดเผย (Open Government) ฯลฯ จนจำแทบไม่หวาดไม่ไหว แต่ก็เป็นเพียงการนำเข้ามาในเชิงรูปแบบมากกว่าเนื้อหาการบริหารจัดการของระบบราชการยังอยู่บนพื้นฐานของหน้าที่และอำนาจตามตัวบทกฎหมายที่แต่ละหน่วยงานดูแลอยู่เท่านั้น 

การร่วมมือร่วมใจกันทำงานโดยปราศจากการมีตัวตนของแต่ละหน่วยดังเช่นกรณีการช่วยเหลือน้อง ทีมหมูป่า หรือการกู้ภัยทางทะเลกรณีเรือนำเที่ยวล่มที่ภูเก็ต ในปี 2561 จึงเกิดขึ้นได้ยากมาก ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าการร่วมมือร่วมใจกันทำงานโดยมีเป้าหมายร่วมกันนั้นมีพลังมากเพียงใด 

แล้วถ้าเป้าหมายร่วมกันของทุกหน่วยงานในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและการบริหารจัดการคือการทำให้ประชาชนชาวมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ล่ะ ผลผลิตและผลลัพธ์จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลขนาดไหน 

จะว่าไป ทฤษฎีต่าง ของชาวตะวันตกที่กล่าวมานั้นหาใช่สิ่งใหม่ที่น่าตื่นเต้นไม่ ในวิถีของชาวตะวันออก ทฤษฎีทั้งหลายแหล่ในการบริหารจัดการของฝรั่งล้วนอธิบายได้ตามราชธรรม 10 อันได้แก่ ทานํ สีลํ ปริจฺจาคํ อาชฺชวํ มทฺทวํ ตปํ อกฺโกธํ อวิหึสญฺจ ขนฺติญฺจ อวิโรธนํ ดังปรากฏอยู่ในมหาหังสชาดก

วิธีการทำงานเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ดูเหมือนก้าวหน้า เพราะทุกหน่วยมีเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยเต็มไปหมด แต่กลับไม่สามารถให้บริการที่ตอบสนองกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปเลย 

ตัวอย่างที่เห็นได้ง่าย คือการที่ประชาชนต้องถ่ายสำเนาเอกสารที่ทางราชการเป็นผู้ออกให้แก่ประชาชนเองเพื่อนำไปให้แก่หน่วยงานของรัฐในการติดต่อราชการ หรือการที่ประชาชนต้องไปติดต่อราชการ สถานที่ตั้งของหน่วยงานของรัฐ เป็นต้น

ในกรณีแรก ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังร่วมกันดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอยู่ตามโครงการ No Copy แต่ก็ต้องใช้เวลาดำเนินการอีกระยะหนึ่ง เพราะต้องแก้ไขกฎหมาย กฎ ระเบียบต่าง ๆ นานาที่มีอยู่เยอะแยะตาแป๊ะไก่ และทำระบบดิจิทัลเพื่อรองรับ 

แต่ถ้าจะให้เร็ว ผู้เขียนขอชวนคิดว่าจะดีไหมที่เวลาไปติดต่อราชการ ประชาชนถือบัตรประชาชนไปใบเดียวพอ ถ้าหน่วยงานต้องการสำเนาเอกสารใด ก็ตามที่ทางราชการออกให้ตามกฎหมายกฎระเบียบที่มีอยู่ก็ทำไป แต่ให้หน่วยงานที่ประชาชนไปติดต่อนั้น เป็นคน print out เอกสารดังกล่าวออกมาเองเลย เพราะกฎระเบียบต่าง นั้นหน่วยงานของรัฐเป็นผู้กำหนดขึ้นเอง และกำหนดด้วยว่าต้องการเอกสารใดจากหน่วยงานใด เรียกว่ารู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่างั้นเถอะ เมื่อรู้อยู่แล้วก็ควรไปเชื่อมข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรอไว้ล่วงหน้าได้เลยเพื่อให้บริการประชาชนได้ทันใจ ไม่สร้างภาระ  แล้วให้เจ้าหน้าที่คนที่ print out ออกมานั่นแหละเป็นคนลงนามรับรองว่าตนได้ print out ออกมาจากระบบจริง โดยประชาชนไม่ต้องไปหาที่ถ่ายเอกสารให้เมื่อยตุ้ม และเสียสตางค์ และไม่ต้องเซ็นรับรองมันทุกแผ่นทุกหน้าอย่างที่เคย เพราะมัน print out ออกมาจากระบบของทางราชการเอง  

ทีนี้หน่วยงานผู้ขอจะขอสัก 5 ชุด 10 ชุด ก็ print out ออกมา เอาตามที่สบายใจเลย นี่ลดภาระประชาชนแบบเร็ว นะครับ 

เมื่อครบปี ก็มาคำนวณดูว่าที่ print out ออกมานั้น print out ออกมาหน่วยงานละกี่แผ่น หน่วยไหน print out มากที่สุดเราก็จัดพิธีมอบโล่ห์ให้เอิกเกริกไปเลย จะได้เป็นเกียรติเป็นศรีแก่หน่วยงานนั้น

ไม่ใช่โล่ห์ 4.0 นะครับ แต่เป็นโล่ห์ 0.4 

ที่ต้องได้รับโล่ฆนี้ไปก็เพราะไม่รู้จักพัฒนาการจัดเก็บข้อมูลแบบดิจิทัล ใช้กระดาษเปลือง ตัดต้นไม้เยอะกว่าใคร ไม่สอดคล้องกับ Sustainable Development Goal (SDG)

ส่วนกรณีที่ประชาชนต้องไปติดต่อราชการ สถานที่ตั้งของหน่วยงานของรัฐนั้น บางเรื่องก็จำเป็นนะครับ เช่น เพื่อยืนยันตัวบุคคล อันนี้โอเค  แต่ถ้าไม่มีความจำเป็นดังว่า เราจะต้องไปกำหนดให้ประชาชนเขาต้องเดินทางมาหาเราถึงที่หน่วยทำไม เช่น มาจ่ายค่าธรรมเนียม มาต่อใบอนุญาต เสียเวลาเสียเงินเสียทองเปล่า อย่างต่างจังหวัดนี่ ระยะทางจากอำเภอมาจังหวัดนี่ไกลนะครับ ไม่ได้ใกล้ ๆ อย่างในกรุงเทพฯที่นั่งเขียนกฎหมายกัน เป็นร้อยกิโลเมตรก็มีเยอะนะครับ ลำบากลำบนมาก

ในกรณีนี้เมื่อเทียบกับการให้บริการแบบดิลิเวอรี่ที่มีอย่างดาษดื่นในโลกยุคดิจิทัลแล้ว บริการของระบบราชการดูหนืดดดดดดไปเลย เพราะส่วนใหญ่มาก ๆ ยังต้องเดินทางไปติดต่อที่หน่วยงานของรัฐอยู่ ลองเปรียบเทียบโดยสั่งส้มตำร้านดัง ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คดูก็ได้ครับ เดี๋ยวนี้เขาพร้อมให้บริการถึงบ้านเลย ไม่ต้องขึ้นรถไปกินที่ร้านอีกแล้ว แถมเวลาที่มาส่งก็เร็วมากขึ้นด้วย อย่างในกรุงเทพฯนี่ถ้าสั่งอาหารจากร้านดังแถวสาทร มากินที่แถว ถนนพระอาทิตย์ จากเดิมสองชั่วโมงได้กิน เดี๋ยวนี้เหลือ 45 นาทีเท่านั้น อาหารยังร้อนอยู่เลย ไม่ต้องเวฟให้เปลืองไฟด้วย

บริการยุคนี้ต้องเข้าถึงลูกค้าครับ ไม่ใช่ให้ลูกค้ามาหาเรา 

การ “เข้าถึง” ลูกค้าในยุคดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องออกเดินตากแดดต๊อก ๆ ทุกเรื่องนะครับ บางเรื่องจำเป็นอยู่ แต่ส่วนใหญ่ใช้ดิจิทัลได้ ไม่จำเป็นต้องให้ประชาชนซึ่งเป็นลูกค้าเดินทางมาหาเรา ใช้ระบบดิจิทัลนี่ไปถึงมือถือพี่น้องได้เลย 

และถ้าใช้ดิจิทัล ประชาชนเขาก็สะดวก ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐก็สะดวกด้วย ไม่ต้องเข้ากะเข้าเวรให้เมื่อย เผลอ ทำงานผ่านมือถือได้อีกต่างหาก service@anywhereanytime ว่างั้น

อย่างนี้เรียกว่าทำงานแบบฉลาด ครับ ประชาชนก็สบาย ข้าราชการก็ไม่ต้องมานั่งจุ้มปุ๊กอยู่กับกองเอกสารอันเต็มไปด้วยฝุ่นให้ภูมิแพ้กำเริบด้วย วิน-วิน กันไป

แหม ว่าจะเขียนแบบวิชาการเสียหน่อย มาจบแบบบ้าน ได้ยังไงไม่รู้


งงตัวเองเหมือนกัน!!!

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561

การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศเพื่อดูแลความเสี่ยงเชิงระบบ โดย นายณรัณ โพธิ์พัฒนชัย


                   เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง แต่น่าเสียดายว่าแรงสู้ข่าวเรื่องร่างทรง เรื่องผัวเมียทะเลาะกัน เรื่องเลขเด็ดงวดหน้า เรื่องพรรคเล็กพรรคใหญ่ เรื่องฉีกเรื่องแก้ ฯลฯ อันเป็นที่นิยมในเมืองไทยไม่ได้

                   ข่าวที่ว่านี้ก็คือข่าวที่ “ศูนย์การวิเคราะห์และเผยแพร่ข้อมูลการให้บริการทางการเงิน” (Financial Services Information Sharing and Analysis Center : FS-ISAC) ได้ประกาศการจัดตั้ง “เวทีความร่วมมือเพื่อการแลกเปลี่ยนข้องมูลระหว่างธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง”(Central Banks, Regulators, and Supervisory Entities Forum: CERES Forum) เพื่อประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความยืดหยุ่นได้ของระบบการเงินโลก (security and resiliency) เพื่อหาทางรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้น ทั้งจากโลกที่จับต้องได้ และโลกไซเบอร์หรือโลกเสมือน (Cyber world หรือ virtual world)

                   อันที่จริงศูนย์การวิเคราะห์และเผยแพร่ข้อมูลการให้บริการทางการเงิน หรือ FS-ISAC นี้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1999 (2542) แล้ว โดยเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ดำเนินการโดยและได้รับเงินสนับสนุนจากองค์กร หน่วยงาน และบริษัทที่เป็นภาคีสมาชิกกว่า 7,000 องค์กร มีวัตถุประสงค์หลักในการให้ความช่วยเหลือเพื่อสร้างความยืดหยุ่นและการพัฒนาที่ต่อเนื่องให้แก่โครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินโลกและสถาบันการเงิน เพื่อให้มีความสามารถเพียงพอที่จะป้องกันผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นจากความผันผวนและปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ผ่านการเผยแพร่และแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงและความอ่อนไหวของระบบการเงิน จัดให้มีการทำการฝึกซ้อมและทำแผนเพื่อรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น บริหารจัดการช่องทางสื่อสารระหว่างองค์กรในช่วงวิกฤติ ทั้งวิกฤติที่เกิดในโลกไซเบอร์และโลกกายภาพหรือโลกจริง  นอกจากนั้น ยังส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่สำคัญทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนด้วย

                   โดยที่ตระหนักถึงสภาพแวดล้อมอันโกลาหลทางเศรษฐกิจของโลกในยุคดิจิทัล และสงครามการค้ายุคใหม่ที่อาจเกิดขึ้น สมาชิกของ FS-ISAC จึงสามารถร่วมมือกันจัดตั้ง CERES Forum ขึ้นได้เพื่อทำหน้าที่ดังต่อไปนี้

                   1. จัดให้มีช่องทางติดต่อกันระหว่างธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นภาคี โดยเป็นเวทีที่ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกหรือภาคีทุกหน่วยงาน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลและการจัดให้มีการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์
                   2. รวบรวมข้อมูล ความคิดเห็น และแนวคิดเพื่อพัฒนาการควบคุมและกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
                   3. เผยแพร่และแจกจ่ายข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงโลกไซเบอร์ ความอ่อนไหว เหตุการณ์ และข้อมูลความเสี่ยงด้านข่าวกรองอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อการให้บริการทางการเงิน รวมทั้งข้อมูลที่เกี่ยวกับการโจมตีทางไซเบอร์ต่อธนาคารกลาง และหน่วยงานกำกับดูแล

                   ทั้งนี้ ความจำเป็นของการตั้งกลุ่มความร่วมมือ CERES Forum ส่วนหนึ่งมาจากตัวอย่างเหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์ที่ร้ายแรงที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2017 (2560) ที่ผ่านมา โดยองค์กรอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่มีชื่อว่า WannaCry ได้ทำการเข้าถึงข้อมูล (ransom attack) ที่สำคัญของหน่วยงานสำคัญ ๆ หลายหน่วยงานในหลายประเทศ รวมทั้งธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงิน ไปเก็บไว้เป็นตัวประกัน เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานเหล่านั้นส่งเงินคริปโทเคอร์เรนซีสกุล Bitcoin เป็นจำนวนตามที่เรียกร้องเพื่อแลกเปลี่ยนกับข้อมูลสำคัญที่กลายเป็นตัวประกันทางไซเบอร์ จะเห็นได้ว่าความมั่นคงและปลอดภัยทางไซเบอร์เป็นสิ่งที่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต้องให้ความสำคัญ

                   ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง FS-ISAC กับ CERES Forum นั้น คือ FS-ISAC มีสมาชิกทั้งหน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการเงินเอกชนขนาดใหญ่ รวมทั้ง ธนาคารพาณิชย์ เครดิตยูเนี่ยน บริษัทประกันภัย บริษัทหลักทรัพย์และการลงทุน และสถาบันทางการเงินอื่น ๆ แต่ CERES Forum มีจุดประสงค์หลักเพื่อเป็น platform หรือเวทีสำคัญสำหรับหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะ ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลตลาดเงินและตลาดทุน โดยเฉพาะ

                   ธนาคารกลางสิงค์โปร์มีส่วนสำคัญในการผลักดันรวมทั้งร่วมร่างจุดประสงค์และโครงสร้างของ CERES Forum ตั้งแต่เริ่มต้น โดยตัวแทนธนาคารกลางสิงคโปร์ นาย Tan Yeow Seng หัวหน้าฝ่ายความมั่นคงด้านไซเบอร์และผู้บริหารด้านเทคโนโลยีความเสี่ยงและการชำระเงิน กล่าวว่า ในปัจจุบัน รัฐบาลทั่วโลกต้องหันมาให้ความสนใจ ศึกษาและเข้าใจปัญหาความท้าทายที่เกิดขึ้นจากโลกไซเบอร์ ดังนั้น ความคิดริเริ่มในการก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือ CERES Forum เพื่อเป็นศูนย์กลางสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะมีความสำคัญมากในอนาคต และเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับความพยายามของธนาคารกลางสิงคโปร์และสถาบันการเงินในประเทศสิงคโปร์อยู่แล้วก่อนหน้าที่จะเข้ามามีส่วนร่วมจัดตั้ง CERES Forum ธนาคารกลางสิงคโปร์เคยทำงานร่วมกับ FS-ISAC มาแล้วในการก่อตั้งศูนย์วิเคราะห์และข่าวกรองระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนและวิเคราะห์ข้อมูลไซเบอร์ระหว่างสถาบันทางการเงินในภูมิภาคอีกด้วย

                   แปลกแท้ ๆ เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว แต่บ้านเรากลับไม่มีใครสนใจเรื่องพรรค์นี้เลย

                   แล้วจะตามใครเขาทันล่ะนี่.

ทหารกับการบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะ (ตอนที่ 2) โดย พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์*


                   บทความนี้ต่อเนื่องจากบทความเรื่อง"สรุปหลักกฎหมาย หลักสากล หลักสิทธิมนุษยชน คำสั่งและคำพิพากษาของศาลปกครอง มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ และกฎในส่วนที่เกี่ยวกับทหารกับการบริหารจัดการการชุมนุมเรียกร้อง" ที่ลงพิมพ์ในวารสารหลักเมืองฉบับ เดือนมิถุนายน 2561 ซึ่งฉบับที่แล้วกล่าวถึงหลักการ ส่วนฉบับนี้จะกล่าวถึงข้อสังเกตสำคัญบางประการเพื่อประกอบการพิจารณาในการจัดทำแผนหรือสั่งการหรือปฏิบัติต่อไป ซึ่งมาจากการรวบรวมข้อมูลด้านกฎหมายและหลักสากล โดยเป็นเพียงข้อสังเกตของผู้เขียนซึ่งไม่ผูกพันส่วนราชการใดแต่ประการใด สรุปได้ดังนี้

                   1. การที่สื่อมวลชนหรือบางหน่วยงานใช้คำภาษาอังกฤษว่า “mob”(ม็อบ) เช่น มีม็อบมาอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล ขณะนี้มีม็อบเกษตรกรมาชุมนุมเรียกร้องหน้าศาลากลางจังหวัดหรือกระทรวง หรือมีม็อบพืชไร่ปิดถนนเพื่อเรียกร้องให้ทางราชการพยุงราคาพืชไร่ เป็นต้นนั้น เป็นการเรียกหรือใช้คำที่คลาดเคลื่อน ความหมายตามภาษาอังกฤษ ม็อบหมายถึงฝูงชนที่บ้าคลั่งเผาทำลายสิ่งของ หรือออกอาละวาดเผาทำลายทรัพย์สินของประชาชน หรือออกปล้นสะดม  ซึ่งที่ถูกต้องแล้วสื่อมวลชนและหน่วยงานควรรายงานหรือกล่าวว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องมาอยู่หน้าทำเนียบรัฐบาล  ขณะนี้มีกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องเกษตรกรมาชุมนุมเรียกร้องหน้าศาลากลางจังหวัดหรือกระทรวง หรือมีกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องพืชไร่ปิดถนนเพื่อเรียกร้องให้ทางราชการพยุงราคาพืชไร่

                   2. การฝึกอบรม กำลังพลทหารที่จะมาบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะ (ควบคุมฝูงชนหรือหากสถานการณ์รุนแรงมีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอาจจำเป็นต้องปราบปรามการจลาจล) จะต้องได้รับการฝึกอบรมให้มีทักษะ ความเข้าใจ และอดทนต่อสถานการณ์การชุมนุมสาธารณะเป็นประจำเป็นอย่างดี ไม่ควรมอบหมายให้กำลังพลที่ไม่ได้เข้ารับการฝึกอบรมโดยเด็ดขาด หากมอบหมายมีแนวโน้มสูงว่าจะปฏิบัติการผิดพลาด เพราะการบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะนั้นมีวิธีการและขั้นตอนแตกต่างจากการปฏิบัติการทางทหารในลักษณะ Combat Operations ที่กำลังพลทหารส่วนใหญ่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะการปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น ซึ่งเน้นการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ร้ายแรงกับความรุนแรงเป็นหลัก นอกจากนั้นกำลังพลที่ใช้ในการบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะจะต้องมีความอดทนและอดกลั้นเป็นอย่างสูงต่อการยั่วยุ สำหรับผู้บังคับบัญชาทหารควรจะมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการชุมนุมเรียกร้องว่ากรณีใดเป็นการชุมนุมที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีใดเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และสำหรับกรณีการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ก็แบ่งเป็นการชุมนุมที่ไม่ก่อเหตุร้ายกับการก่อเหตุร้าย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินใจในการใช้กำลังทหารในส่วนที่เกี่ยวข้อง

                   3. อุปกรณ์การควบคุมฝูงชนนั้นจะต้องใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสมโดยเฉพาะเท่านั้น ประกอบด้วยเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่ที่ตัดเย็บมาโดยเฉพาะและกันความร้อนหรือไฟ อุปกรณ์ที่เรียกว่า"สนับ"เพื่อป้องกันส่วนที่สำคัญของร่างกาย หมวกที่มีความแข็งแรง หน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตาหรือไอพิษ โล่ กระบอง ระเบิดเสียง ระเบิดควัน แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และรถฉีดน้ำ ซึ่งอุปกรณ์ที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ กระสุนยาง และรถฉีดน้ำ กล่าวคือ ต้องมั่นใจว่ากระสุนยางที่จะนำมาใช้ต้องไม่หมดอายุ เพราะหากหมดอายุกระสุนยางที่เคยนิ่มหรืออ่อนตัวจะมีความแข็งเสมือนวัสดุของแข็ง ใช้ไปย่อมก่อให้เกิดความบาดเจ็บอย่างรุนแรงอาจถึงแก่ชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสได้ ส่วนรถฉีดน้ำนั้นควรเป็นรถฉีดน้ำที่จัดทำมาเพื่อควบคุมฝูงชนโดยเฉพาะที่มีระบบความปลอดภัยของพลขับและกำลังพลในรถ ตลอดจนสามารถเคลื่อนที่ไปฉีดน้ำไป หากใช้รถดับเพลิงมาใช้ฉีดน้ำสลายการชุมนุม นอกจากเป็นการใช้อุปกรณ์ผิดวัตถุประสงค์แล้ว ต่อไปรถดับเพลิงจะกลายเป็นเป้าหมายในการทำลายจากฝูงชนแล้วอาจเป็นผลให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงไม่สามารถใช้การได้หากมีอัคคีภัยในพื้นที่เกิดขึ้น นอกจากนั้นรถดับเพลิงต้องหยุดกับที่เวลาฉีดน้ำกับไม่มีระบบความปลอดภัยของพลขับและกำลังพลในรถ

                   4. กฎการใช้กำลังหรือเดิมที่เรียกว่ากฎการปะทะหรือกฎการโจมตีของทหารนั้น ในการควบคุมฝูงชนจะต้องเหมาะสมกับสถานการณ์และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย กระชับและเข้าใจง่าย รวมทั้งไม่กำหนดให้เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของกำลังพลทหาร ตลอดจนสามารถปรับเปลี่ยนได้ให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลง และควรกำหนดในกฎการใช้กำลังให้มีการเตรียมการรักษาพยาบาลเบื้องต้นกรณีมีผู้บาดเจ็บของกลุ่มฝูงชนและกำลังพลที่มาปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนการส่งผู้บาดเจ็บสาหัสไปยังโรงพยาบาล ซึ่งการยกร่างกฎการใช้กำลังนั้นควรดำเนินการโดยฝ่ายยุทธการหรือผู้ปฏิบัติของหน่วยทหารแล้วให้เจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายกฎหมายร่วมพิจารณาในประเด็นข้อกฎหมาย

                   5. หากเป็นการใช้กำลังทหารปราบปรามการจลาจลนั้นจะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบภายใต้พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๑ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ แต่หากเป็นการใช้กำลังทหารปราบปรามการจลาจลในพื้นที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก ไม่จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบก่อนจากคณะรัฐมนตรี 

                   6. เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารอาจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุมสาธารณภายใต้พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 ได้ในสองกรณี กรณีแรกตามมาตรา 19 วรรคหก เจ้าพนักงานตำรวจที่ดูแลการชุมนุมสาธารณะอาจร้องขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารในท้องที่ที่มีการชุมนุมสาธารณะดำเนินการตามคำร้องขอภายในขอบอำนาจหน้าที่ของผู้นั้น ซึ่งกรณีนี้เป็นการสนับสนุนช่วยเหลือ มิใช่การขอให้ใช้กำลังทหารควบคุมฝูงชนโดยตรง หน่วยทหารที่ได้รับการร้องขอจะต้องพิจารณาดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่ของหน่วยเป็นเรื่องๆ ไป เช่น หน่วยทหารขนส่งอาจสนับสนุนยานพาหนะในการเคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ หน่วยแพทย์ทหารอาจสนับสนุนการปฐมพยาบาลฝูงชนที่เจ็บป่วยระหว่างการชุมนุม เป็นต้น และกรณีที่สองตามมาตรา 23 วรรคสอง และวรรคสาม กรณีผู้ชุมนุมไม่เลิกการชุมนุมสาธารณะตามคำสั่งศาลและมีการประกาศกำหนดพื้นที่ควบคุม นายกรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้อาจมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์เพื่อให้มีการเลิกชุมนุมได้ กรณีนี้เป็นการใช้กำลังทหารเข้าควบคุมฝูงชนโดยตรง ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้กำลัง กรณีไม่อาจหลีกเลี่ยงได้  ให้ใช้กำลังและเครื่องมือควบคุมฝูงชนเพียงเท่าที่จำเป็น โดยใช้มาตรการจากเบาไปหาหนักและมีการเตือนด้วยเครื่องขยายเสียงทุกขั้นตอน สำหรับเครื่องมือควบคุม ฝูงชนต้องเป็นไปตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 เรื่อง เครื่องมือควบคุมฝูงชนในการชุมนุมสาธารณะ ที่ได้กำหนดไว้ 48 รายการ ซึ่งหน่วยทหารที่เกี่ยวข้องควรตรวจสอบเครื่องมือควบคุมฝูงชนและจัดหาให้ครบถ้วนตามประกาศดังกล่าว

                   7. กรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหน่วยงานในสังกัดร้องขอให้ฝ่ายทหารจัดกำลังทหารไปช่วยเหลือในการระงับเหตุ/อารักขา/รักษาสถานที่และทรัพย์สินของทางราชการ โดยกำลังทหารดังกล่าวเป็น ผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน ซึ่งอยู่ภายใต้การสั่งการ/กำกับดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การดำเนินการข้างต้นเป็นเรื่องที่สำนักตำรวจแห่งชาติหรือหน่วยงานในสังกัดมีหนังสือร้องขอไปยังหน่วยทหาร โดยหน่วยทหารดังกล่าวจะต้องรายงานขออนุมัติตามสายการบังคับบัญชาแล้วมีหนังสือแจ้งตอบไปว่าสามารถดำเนินการตามที่ได้รับการร้องขอได้หรือไม่ ถ้าได้ควรแนบรายชื่อกำลังพลที่จะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงานไปด้วยเพื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหน่วยงานในสังกัดไปดำเนินการออกเป็นคำสั่งในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารที่ได้รับการร้องขอดังกล่าวข้างต้นจะต้องพิจารณาอย่างระมัดระวังและรอบคอบว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้เป็นการใช้กำลังทหารควบคุมฝูงชนหรือปราบปรามการจลาจล โดยควรปรึกษาหารือกับเจ้าหน้าที่ทหารฝ่ายกฎหมายเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการระงับเหตุ/อารักขา/รักษาสถานที่และทรัพย์สินของทางราชการกับการควบคุมฝูงชนหรือการปราบปรามการจลาจล ซึ่งมีลักษณะการปฏิบัติการที่แตกต่างกัน หากเข้าข่ายการควบคุมฝูงชนหรือการปราบปรามการจลาจล ผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารดังกล่าวก็จะต้องพิจารณาดำเนินการตามที่กล่าวแล้วข้างต้นทุกประการ

                   สรุป การบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารนั้นนอกจากอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย หลักสากล หลักสิทธิมนุษยชน และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องแล้ว ยังจะต้องมีการฝึกอบรมกำลังพลทหารที่เกี่ยวข้อง การใช้เครื่องมืออุปกรณ์หรือเครื่องมือควบคุมฝูงชนที่เหมาะสม กฎการใช้กำลังที่เหมาะสมมีความอ่อนตัวปรับเปลี่ยนได้

-------------------------------
*ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561

"เกร็ดการร่างกฎหมาย 16: ดอกผลของเงินและทรัพย์สินของกองทุน" ปกรณ์ นิลประพันธ์


                   พักหลัง ๆ นี้มีการเสนอให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนหลายฉบับ เมื่อถามหน่วยงานที่เสนอกฎหมายแบบนี้เข้ามาว่าทำไมต้องตั้งกองทุนให้มันวุ่นวายด้วย ทำไมไม่ใช้เงินงบประมาณ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องถูกตรวจสอบโดยองค์กรต่าง ๆ อยู่ดี

                   ที่ว่าวุ่นวายเพราะหน่วยงานที่เสนอกฎหมายต้องแยกทำบัญชีของกองทุนอีกต่างหาก ทั้งสร้างต้นทุนในการบริหารจัดการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาอาคารสถานที่ บุคลากร และเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนว่าต้องปันเงินกองทุนมาใช้จ่ายเพื่อการนี้ ไหนจะเบี้ยประชุม ค่าตอบแทน ค่าใช้จ่ายนั่นนี่นู่น อีกทั้งการแบ่งเงินงบประมาณมาตั้งเป็นกองทุนนี่ก็ทำให้การจัดสรรเงินงบประมาณที่ควรจะเป็นก้อนใหญ่กลับกระจัดกระจายเป็นเบี้ยหัวแตก (diversion of public fund) การใช้จ่ายเงินของกองทุนที่ตั้งขึ้นอย่างมากมายจึงไม่ทรงพลัง เพราะต่างกองทุนต่างก็มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน มีคณะกรรมการบริหารกองทุนกันคนละชุด เปรียบเสมือนวงดนตรีวงเล็กวงน้อยที่มาบรรเลงเพลงของตัวเองพร้อม ๆ กันบนเวทีเดียวกัน ไม่ได้เล่นเป็นวงใหญ่ ดนตรีที่ออกมาจึงไม่ไพเราะเสนาะหู รำคาญโสตประสาทเสียมากกว่า     

                   เชื่อไหมครับว่าทุกหน่วยตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเงินงบประมาณนั้นใช้ยากหนักหนา มีระเบียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ นา ๆ มากมาย แต่ถ้าเป็นการใช้จ่ายเงินกองทุนจะคล่องตัวกว่า เพราะระเบียบการใช้จ่ายเงินต่าง ๆ คล่องตัวกว่าระเบียบกฎเกณฑ์การใช้จ่ายเงินงบประมาณ  ดังนั้น พอเสนอกฎหมายอะไรก็ตามก็เลย “เป็นธรรมเนียม” ว่าจะต้องเสนอให้มีการตั้งกองทุนแถมไปด้วยทุกครั้ง

                   เอ๊ะ ... หรือจะแอบใช้เป็นช่องทางเพิ่มอัตรากำลังและค่าตอบแทนในรูปเบี้ยประชุมแบบเนียน ๆ ก็ไม่รู้ได้ ... แต่ถ้าคิดอย่างหลังนี้นับว่าไม่ดีเอามาก ๆ เข้าข่ายมีเจตนาซ่อนเร้นเพื่อให้ตนได้รับผลประโยชน์นะครับ

                   นี่ถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมากในทัศนะของผู้เขียน เพราะปัญหาที่แท้จริงคือระเบียบกฎเกณฑ์ในการใช้จ่ายเงินงบประมาณแผ่นดินมันไม่คล่องตัว แต่แทนที่จะปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์ที่ว่านี้ กลับใช้วิธีเสนอกฎหมายตั้งกองทุนแทนเพื่อจะมีกฎระเบียบที่คล่องตัวกว่า เอาเข้าไป???

                   อย่างนี้เขาเรียกว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุดหรือเกาไม่ถูกที่คันครับ มันจะหายคันได้อย่างไร

                   แต่ที่จะเล่าในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องการตั้งกองทุนหรอกครับเพราะมีคนดูแลเรื่องความจำเป็นที่จะต้องตั้งกองทุนอยู่แล้ว บ่นไปอย่างนั้นเอง หากจะเล่าเรื่องการเขียนบทบัญญัติในการจัดตั้งกองทุนครับ

                   สังเกตนะครับว่าบทบัญญัติเกี่ยวกับการตั้งกองทุนนี้ นอกจากจะมีบทบัญญัติให้ตั้งกองทุนขึ้นแล้ว ยังต้องมีบทบัญญัติที่ต้องบอกให้ชัดเจนว่าวัตถุประสงค์ของกองทุนคืออะไร เงินและทรัพย์สินของกองทุนประกอบด้วยอะไรบ้าง ให้ใช้จ่ายได้เพื่อการใดบ้าง การบริหารกองทุนจะเป็นอย่างไร มีระบบการเงินการบัญชีและการตรวจสอบอย่างไร

                   เรื่องอื่นไว้เล่าที่หลังครับ ตอนนี้จะว่าเฉพาะการเขียนเรื่องเงินและทรัพย์สินของกองทุนก่อน

                   สังเกตไหมครับว่าในเรื่องกองทุนนี้จะต้องมีมาตราหนึ่งเสมอที่เขียนว่ากองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินดังต่อไปนี้ แล้วก็จะมีอนุมาตราจาระไนเรียงกันไปว่าเงินและทรัพย์สินของกองทุนมาจากแหล่งไหนบ้าง ก็ว่ากันมาตั้งแต่แหล่งสำคัญที่สุดลงมา แล้วอนุมาตราสุดท้ายจะจบด้วย “(..) ดอกผลของเงินและทรัพย์สินของกองทุน”

                   เหตุที่ต้องจบด้วย “(..) ดอกผลของเงินและทรัพย์สินของกองทุน” เพราะจะได้รวมดอกผลทุกชนิดของเงินและทรัพย์สินจากทุกแหล่งที่ได้จาระไนตั้งแต่ข้างบนลงมาครับ อันนี้เป็นข้อกฎหมายนะครับ ไม่ใช่ “แบบ” อย่างที่ใคร ๆ ชอบอ้าง เพราะถ้าไปเติมแหล่งเงินอื่น ๆ เข้าไปหลังอนุมาตราที่ว่า “(..) ดอกผลของเงินและทรัพย์สินของกองทุน” จะเกิดปัญหาให้ต้องมาเวียนหัวในการตีความว่าแล้วดอกผลของเงินหรือทรัพย์สินที่ได้มาเพิ่มเติมนั้นจะเป็นของกองทุนหรือเปล่า

                   ดังนั้น เวลามือเก๋าเขาจะเติมแหล่งเงินเข้าไปในมาตราที่ว่าด้วยเงินและทรัพย์สินของกองทุน เขาจะเติมเป็นอนุมาตราก่อนอนุมาตราที่ว่า “(..) ดอกผลของเงินและทรัพย์สินของกองทุน” เสมอ ไม่ใช่นึกจะเติมตรงไหนก็เติม ... เรียกว่าเติมอย่างมีสติ

                   เห็นไหมครับว่าเรื่องมันมีเหตุมีผล ไม่ใช่ “แบบ”

วันศุกร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561

“เรียนไปทำไม” ปกรณ์ นิลประพันธ์

หลายวันก่อนมีการเผยแพร่ผลคะแนนสอบโอเน็ตสูงสุด (ค่าเฉลี่ยรวม 5 วิชา ไทย สังคม อังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์) ของโรงเรียนที่อยู่ใน 400 อันดับแรกออกมาแล้วมีการนำไปเผยแพร่ต่อในโซเชียลเน็ตเวอร์คกันอย่างแพร่หลายว่า เป็นการจัดอันดับ 400 โรงเรียนที่เจ๋งที่สุดในประเทศไทย

ว้าว ฟังแล้วมันน่าดิ้นรนส่งลูกหลานเข้าไปเรียนยิ่งนัก ...

ผู้เขียนยินดีด้วยครับกับโรงเรียนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อที่ว่า แต่อีกใจหนึ่งก็ถามตัวเองว่าการพาดหัวหรือการชวนเชื่ออย่างนั้นมันถูกต้องหรือเปล่า?

จริงอยู่ครับที่ผลคะแนนของเด็กขึ้นอยู่กับผลการสอน แต่เด็กยุคนี้เขาก็ไม่ได้เรียนอยู่แต่เฉพาะในโรงเรียนเหมือนครั้งกระโน้นอย่างที่ลุง ป้า อย่างเรายังใส่ชุดนักเรียน

วันนี้ เด็กจำนวนมหาศาลจากโรงเรียนดัง นี่แหละครับที่แห่กันไปเรียนพิเศษกวดวิชากันอย่างเอาเป็นเอาตายเมื่อโรงเรียนเลิก ไม่ต้องเชื่อครับ แนะนำให้ไปดูเองเลยตามแหล่งที่ตั้งของโรงเรียนกวดวิชา เรียนมาทั้งวันในโรงเรียน เย็นย่ำค่ำมืดยังถ่อมาเรียนพิเศษกันอีก เสาร์อาทิตย์ก็มาเรียน ตะบี้ตะบันเรียนมันเข้าไป บางคนดูจะสนิทสนมกับยามที่เฝ้าตึกเรียนพิเศษมากกว่าครูประจำชั้นของตัวเองเสียอีก

ไม่ใช่ว่าเลิกเรียนแล้วต้องรีบกลับบ้านไปช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านหรือขายของต่อเหมือนในยุค 70 ไม่ได้อยู่เล่นบอลต่อที่โรงเรียนเหมือนยุค 80 ไม่ได้ไปซิ่งต่อเหมือนยุค 90 แล้วนะครับ จะว่าไม่มีเด็กกลุ่มนี้เลยก็คงไม่ใช่ แต่มันมีน้อยลงจนเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ยังมี platform การเรียนรู้ใหม่ ผ่านระบบไอทีอีกเป็นจำนวนมากที่เด็กสามารถเข้าถึงได้ ทั้งแบบเสียสตางค์และไม่เสียสตางค์ 

อ้าว ถ้าโรงเรียนดีขนาดนั้นแล้วทำไมเด็กต้องเสียเงินเสียเวลาไปเรียนกวดวิชากันอีกเล่า??? แล้วเด็กที่พ่อแม่ไม่มีตังส่งไปเรียนกวดวิชาหรือที่ต้องช่วยทางบ้านทำมาหากิน เรียนอยู่เฉพาะในโรงเรียนจะไปสู้ใครเขาได้

ผู้เขียนจึงเห็นว่าการที่เด็กในโรงเรียนใด ก็ตามได้คะแนนสอบระดับชาติสูง นั้น ไม่ใช่บทสรุปว่าโรงเรียนนั้นเจ๋ง แต่ต้องดูบริบทแวดล้อมที่ว่าด้วย

ในทางตรงข้าม การที่เด็กต้องเรียนอย่างหัวปักหัวปำนี่มันก็ไม่ใช่ว่าจะดีนะครับ วัยเรียนนี้นอกจากความฉลาดทางปัญญาแล้ว ต้องมีความฉลาดทางอารมณ์และสังคมด้วย ฉลาดแต่เห็นแก่ตัว หรืออยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมอย่างผาสุกไม่ได้นี่เราไม่น่าจะเรียกว่าเก่งนะครับ อันนี้โบราณท่านว่าความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด 

นอกจากขาดพัฒนาการที่จำเป็นสำหรับการอยู่ร่วมกันในสังคมดังว่าแล้ว การเรียนแต่ตำราทำให้เด็กขาดทักษะในการดำรงชีวิตและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยนะครับ เพราะในตำรามีแค่ถูกกับผิด ... เจอปัญหานอกตำราเข้าไปไม่เป็นเลย ทั้งที่ปัญหานอกตำรานี่แหละที่เราต้องเจอกันในชีวิตกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เก่งแต่ชี้ปัญหา แต่ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร เลยใช้วิธีหนีปัญหาไปเสียอย่างนั้น

จินตนาการก็หดหาย จากละอ่อนสดใสใฝ่ฝันอยากเป็นนั่นเป็นนี่ สร้างนั่นสร้างนี่ พอเข้าระบบไป วัน ก็นั่งอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมแคบ เรียนมันเข้าไป เรียนเพื่อให้สอบผ่าน เมื่อไปกวดวิชาเพิ่มหลายที่เขาก็ให้เรียนกับครูตู้หรือครูคอมพิวเตอร์ ยิ่งแคบหนักกว่าเดิม เวลาว่างก็สาละวนอยู่กับมือถือบ้าง แทบเล็ตบ้าง ซึ่งยิ่งเหลี่ยมยิ่งเล็กหนักข้อเข้าไปอีก จินตนาการเอย ความคิดสร้างสรรค์เอย นวัตกรรมเอย มันจะเกิดได้ยังไง ... 

ไหนจะพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กอีกล่ะ เน้นกันแต่ทางวิชาการ ลืมด้านพัฒนาการทางด้านร่างกายไป เรียนกันจนหัวโตตัวซีดเป็นถั่วงอก เจอแดดเจอฝนเข้าหน่อยก็ร่วงแล้ว ปรับตัวไม่ทัน อันนี้สำคัญมากนะครับ สภาพภูมิอากาศของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง จริง ๆ เด็ก ของเราต้องแข็งแกร่งกว่าเดิม เพราะต้องพร้อมรับทุกสถานการณ์ 

ปัจจุบัน พละศึกษาดูจะเป็นวิชาที่โรงเรียนให้ความสำคัญน้อยลงมากทั้ง ที่กีฬาเป็นยาวิเศษแก้กองกิเลสทำตนให้เป็นคน ... นักกีฬาใจกล้าหาญ เชี่ยวชาญชิงชัยไม่ย่นย่อ คราวชนะรุกใหญ่ไม่รีรอ คราวแพ้ก็ไม่ท้อกัดฟันทน ... ร่างกายกำยำล้ำเลิศ กล้ามเนื้อก่อเกิดทุกแห่งหน แข็งแรงทรหดอดทน ว่องไวไม่ย่นระย่อใคร…” ดังเพลงกราวกีฬาที่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีท่านประพันธ์ไว้

จะว่าไปกีฬานี่เป็นพื้นฐานของผู้คนในระบอบประชาธิปไตยนะครับ สังเกตท่อนหลังที่เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีท่านประพันธ์ไว้สิครับ คนที่เป็นนักกีฬาอย่างแท้จริงนี่ นอกจากร่างกายกำยำล้ำเลิศแล้วยังมี “…ใจคอมั่นคงทรงศักดิ์ รู้จักที่หนีที่ไล่ รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย ไว้ใจได้ทั่วทั้งรักชัง ... ไม่ชอบเอาเปรียบเทียบแข่งขัน สู้กันซึ่งหน้าอย่าลับหลัง มัวส่วนตัวเบื่อเหลือกำลัง เกลียดชังการเล่นเห็นแก่ตัวเห็นไหมล่ะ 

ลางทีการที่ประชาธิปไตยไทยอ่อนแอ อาจจะเป็นเพราะขาดน้ำใจนักกีฬาก็ได้หนา น่าทำวิจัยเหมือนกันแฮะน้ำใจนักกีฬากับการพัฒนาประชาธิปไตยนี่ตั้งชื่อหัวข้อให้เสร็จสรรพ เผื่อท่านใดสนใจจะไปวิจัยต่อ

ยิ่งเดี๋ยวนี้มีกีฬาอาชีพด้วย ทำเงินเป็นกอบเป็นกำ ใช่เรื่องเล่น เสียที่ไหนล่ะ

สรุปแล้วผู้เขียนจึงไม่เห็นด้วยสักเท่าไรที่มีการสรุปเอาง่าย ตามโซเชียลว่าผลการสอบโอเน็ตที่ว่านี้แสดงว่าโรงเรียนไหนเจ๋งสุด แล้วก็ไม่ใช่ว่าโรงเรียนที่ไม่มีรายชื่อในบัญชีที่ว่านี้จะเป็นโรงเรียนที่ไม่เอาไหน 

กลับกัน มันน่าจะแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษาและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและเหมาะสมสำหรับคนในศตวรรษที่ 21 เสียมากกว่า

นอกจากนี้ มันแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ระทมของเด็กที่ต้องเรียนกันอย่างลำบากตรากตรำ 

การศึกษาไม่ได้เป็นบ่อน้ำที่มีไว้เพื่อดับความกระหายใคร่รู้ของราษฎรให้อิ่มเอมเปรมปลื้มกับความรู้ที่ตนได้ตักมาดื่มอย่างเต็มใจสำหรับพัฒนาตน พัฒนาชุมชน พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศชาติเหมือนในอดีตอีกต่อไป หากกลายเป็นสมรภูมิรบอันดุเดือดและบีบคั้นที่เด็ก ถูกผลักไสให้เข้าร่วมต่อสู้เพื่อให้ได้ใบปริญญามาประดับประหนึ่งเหรียญกล้าหาญ คนไม่มีปริญญากลายเป็นผู้พ่ายแพ้ในสายตาของสังคมที่กระหายใบประกาศเกียรติคุณ ... มันใช่การศึกษาที่ควรจะเป็นไหมนี่ ...  

ลองถามนักรบผู้ไร้เดียงสาเหล่านี้ดูบ้างดีหรือไม่ว่าทุกวันนี้เขาเรียนอย่างมีความสุขหรือเปล่า หรือเขาได้เรียนอย่างที่เขาชอบเขาถนัดไหม เขาต้องการความรู้ ทักษะ ความรู้ความชำนาญในเรื่องใด เพราะเขาคือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตัวจริง

จะได้ไม่มีเสียงบ่นว่าเรียนไปทำไม(วะ)”