วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ตลาดชุมชน โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

ผู้เขียนไม่ใช่กูรูด้านการตลาดอันใด เพียงแต่ดูข่าวสารต่าง แล้วชื่นใจมาก ว่าเดี๋ยวนี้ผู้คนบ้านเราสนใจเรื่องการค้าการขายมากขึ้น ไม่ว่าจะตลาดแบบดั้งเดิมที่ผู้ซื้อไปซื้อหาสินค้าโดยตรงจากผู้ขาย หรือตลาดออนไลน์ แทนที่จะมุ่งเรียนเพื่อให้ได้ปริญญาเพื่อไปเป็นลูกจ้างเขาหรือไปเป็นข้าราชการอย่างแต่ก่อน
ที่สำคัญคือภาครัฐให้ความสำคัญกับการส่งเสริมตลาดชุมชนมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนมากขึ้นตามไปด้วย  อันนี้ดีมากครับ เพราะเป็นการกระจายรายได้ลงไปสู่ชุมชนได้อย่างทั่วถึง

แต่ผู้เขียนมีข้อสังเกตว่าตลาดที่ได้รับการรื้อฟื้น ส่งเสริม หรือที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้มีกลิ่นอายที่แตกต่างไปจากตลาดแบบดั้งเดิม เพราะรายได้หลักที่เกิดขึ้นของตลาดมาจากนักท่องเที่ยวเป็นหลัก แทนที่จะเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นจากการขายสินค้าของชุมชนนั้นจริง  

ในทัศนะของผู้เขียน ตลาดที่มีรายได้หลักจากนักท่องเที่ยวนี้มีแนวโน้มที่จะไม่ยั่งยืน เพราะเมื่อไรที่หมดจุดขายหรือคนไปจนเบื่อแล้ว ตลาดนั้นก็จะไม่เป็นที่น่าสนใจและคนจะซาไปในที่สุด กลายเป็นตลาดร้าง เหมือนกับแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมทั้งหลาย เพราะไม่มีอะไรใหม่ ขณะที่นักท่องเที่ยวชอบอะไรที่แปลกใหม่

คำถามที่น่าสนใจก็คือแล้วจะทำอย่างไรเพื่อให้ตลาดชุมชนที่มีการรื้อฟื้นขึ้นมาหรือที่พัฒนาขึ้นใหม่เหล่านี้อยู่ได้อย่างยั่งยืนและสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง

ผู้เขียนไม่ค่อยได้ไปราชการต่างประเทศสักเท่าไรเพราะภาษาอยู่ในระดับไม่เอาไหน เกรงว่าถ้าไปแล้วจะเป็นการใช้ภาษีประชาชนโดยไม่เกิดประโยชน์ จึงเก็บเงินไปเอง และเวลาไปก็มักจะหลบไปสิงอยู่เงียบ ไปเที่ยวในที่ที่นักท่องเที่ยวหรือนักดูงานเขาไม่ไปกันเพราะเบื่อ ไปไหน ๆ ก็ต้องแห่ไปถ่ายรูปมุมนี้ หรือไม่ก็ต้องไปดูงานที่นี่ ไม่รู้จะไปซ้ำ ๆ กันทำไม 

ที่ชอบมากที่สุดคือเดินตลาดเพราะชอบหาของกินอร่อย โดยเฉพาะของกินแบบบ้าน   เนื่องจากร้านหรู อย่างร้านติดดาวมันแพง แถมกินไม่อิ่ม และไม่ชอบแต่งตัว

จากการสังเกตของผู้เขียน ตลาดชุมชนของต่างประเทศนั้นเป็นตลาดซื้อขายสินค้าจริง ที่คนในชุมชนเอาสินค้าที่ผลิตได้ในชุมชนมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเป็นหลัก แต่ละตลาดก็จะมีสินค้ามีชื่อแตกต่างกันไป ที่สำคัญคือคนในชุมชนเขาซื้อขายกันเองเป็นหลัก ซึ่งนั่นทำให้รายได้หมุนเวียนในชุมชนตลอดเวลา ตลาดของเขาจึงมีชีวิตชีวา ไม่ดูแห้ง เหมือนตลาดอีเว้นท์ ถึงไม่มีนักท่องเที่ยวเข้าไป เขาก็อยู่ได้ เงินทองหมุนเวียนตามปกติ การท่องเที่ยวจึงเป็นส่วนเสริมที่ทำให้มีการใช้จ่ายในตลาดชุมชนมากขึ้น เรียกว่าเป็นประโยชน์ทางอ้อมว่างั้น

ดังนั้น ในความเห็นของผู้เขียน โจทย์ใหญ่ในการพัฒนาตลาดชุมชนจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าทำอย่างไรจึงจะให้เกิดตลาดชุมชนขึ้นทั่วทุกหัวระแหง แต่อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้คนในชุมชนใช้เป็นสถานที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่ผลิตในชุมชนได้อย่างแท้จริง มีชีวิตชีวา ไม่ใช่ตลาดนัด ไม่ใช่เสาร์อาทิตย์มาขายกันที และสินค้าที่นำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันก็ควรเป็นสินค้าชุมชนนั้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่ขนเข้าไปจากที่อื่น เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น ซื้อจากร้านสะดวกซื้อก็ได้ 

ส่วนตัวเห็นว่าการที่ทุกตลาดขายของเหมือน กันมันเป็นการทำลายมนต์เสน่ห์หรืออันลักษณ์ของตลาดชุมชนแต่ละแห่งไปอย่างน่าเสียดาย

ส่วนการพัฒนาสินค้าชุมชนนั้น ผู้เขียนพบว่าเขาเน้นทำขายคนในชุมชนเป็นหลักก่อน และรายได้หลักอยู่ที่รายได้จากคนในชุมชน อย่างขนมปังหรือเต้าหู้เนี่ยะ เขาทำสด วันต่อวัน ชาวบ้านในชุมชนก็มายืนเข้าคิวรอซื้อกัน ต่อเมื่อมีคนสนใจมากเข้า เขาจึงค่อย พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อส่งขายร้านสะดวกซื้อหรือโมเดิร์นเทรด ไม่มีใครอยู่ ก็ผลิตขายร้านสะดวกซื้อหรือโมเดิร์นเทรดเลยหรอก เขาบอกว่ามันเสี่ยงมากเกินไป ถ้าลงทุนไปแล้วตลาดไม่เอาด้วยก็มีแต่เจ๊ง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เขานั่นแหละที่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน 

นี่สัมภาษณ์สดแบบเสน็ค ฟิช มาหลายเจ้าแล้วครับ ได้ความตรงกันอย่างนี้

ผมว่าเขาคิดดีมีเหตุผลนะ ทำแบบพอเพียง หารายได้โดยมีภูมิคุ้มกัน ไม่คิดจะรวยเร็วจนละเลยความยั่งยืนในอาชีพ

น่าสนใจนะครับ.

หลักกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุมสาธารณะ โดย พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์*


                    การชุมนุมเรียกร้องสามารถดำเนินการได้เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในส่วนของหน่วยงานของรัฐโดยเฉพาะหน่วยทหารที่เกี่ยวข้องที่จะต้องมาดูแลการชุมนุมสาธารณะให้เป็นไปโดยเรียบร้อยนั้น ก็ต้องยึดถือปฏิบัติตามหลักกฎหมาย ทั้งกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสากล หลักสิทธิมนุษยชน คำสั่งและคำพิพากษาของศาลปกครอง มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ และกฎในการบริหารจัดการการชุมนุมเรียกร้อง สรุปได้ดังนี้

                    1. กฎหมายภายในประเทศซึ่งในบทความนี้จะไม่รวมถึงประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
                       1.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 44 บัญญัติสรุปได้ว่า บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจำกัดสามารถกระทำได้ตามบทบัญญัติที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่นและมาตรา 52 บัญญัติสรุปได้ว่า รัฐต้องจัดให้มีการทหารเพื่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน
                       1.2 พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 มีทั้งสิ้น 35 มาตรา ซึ่งเหตุผลในการประกาศใช้สรุปได้ว่า  สมควรกำหนดหลักเกณฑ์การใช้สิทธิชุมนุมสาธารณะให้ชัดเจนและสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศไทยเป็นภาคี เพื่อให้การชุมนุมสาธารณะเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ไม่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีตลอดจนสุขอนามัยของประชาชน หรือความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ และไม่กระทบกระเทือนสิทธิและเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
                      1.3 พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 มาตรา 8 มาตรา 35 และมาตรา 40 มีบทบัญญัติสรุปได้ว่า กระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่ในการปราบจลาจล โดยให้การใช้กำลังทหารเพื่อปราบปรามการจลาจล ให้เป็นไปตามที่กระทรวงกลาโหมกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และในการปฏิบัติหน้าที่ในการใช้กำลังทหารปราบปรามการจลาจล ให้เจ้าหน้าที่ทางทหารเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
                       1.4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 สรุปได้ว่า การใช้กำลังหรืออาวุธต้องพอสมควรแก่เหตุหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าไม่เกินกว่าเหตุ  ถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและอยู่ภายใต้หลักการป้องกันตนเอง สำหรับบทบัญญัติความผิดและบทลงโทษเป็นไปตามมาตรา 215 สรุปได้ว่า ผู้ใดมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ บรรดาผู้ที่กระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 216 สรุปได้ว่า เมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมเพื่อกระทำความผิดตามมาตรา 215 ให้เลิกไป ผู้ใดไม่เลิก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                    2. กฎหมายระหว่างประเทศ
                        2.1 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 20 (1) กำหนดให้ทุกคนมีสิทธิในอิสรภาพแห่งการชุมนุมโดยสันติ
                       2.2 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 21 กำหนดให้สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง สามารถจำกัดสิทธิได้หากกำหนดโดยกฎหมายเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ความมั่นคงแห่งชาติ หรือความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย การสาธารณสุข หรือศีลธรรมของประชาชน หรือการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

                    3. หลักสากล
                        หลักการพื้นฐานว่าด้วยการใช้กำลังบังคับและอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายซึ่งรับรองโดยที่ประชุมขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด ครั้งที่ 8 ณ กรุงฮาวานา ประเทศคิวบา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ถึง 7 กันยายน ค.ศ. 1990 ซึ่งพอจะเทียบเคียงได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสากลในการสลายการชุมนุม สรุปได้ว่า กรณีที่จะสลายการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย แต่มิได้มีการก่อเหตุร้ายใด ๆ นั้น เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายจะต้องหลีกเลี่ยงการใช้กำลังบังคับ แต่ในกรณีที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ให้การใช้กำลังบังคับนั้นเป็นไปในระดับที่น้อยที่สุดโดยใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น สำหรับกรณีที่จะสลายการชุมนุมที่ก่อเหตุร้าย เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายจะใช้อาวุธปืนได้เฉพาะต่อเมื่อวิธีการอื่นที่มีอันตรายน้อยกว่านั้นไม่สามารถใช้ได้ผลแล้ว อีกทั้งการใช้อาวุธจะต้องเป็นไปในระดับที่น้อยที่สุดโดยใช้เท่าที่จำเป็น และไม่ว่าในกรณีใดเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะต้องไม่ใช้อาวุธปืนกับบุคคลอื่นเว้นแต่ ในกรณีเพื่อป้องกันตัวหรือป้องกันผู้อื่นให้พ้นภัยจากภยันตรายร้ายแรงที่ใกล้จะมาถึงและมีความรุนแรงที่อาจถึงแก่ชีวิตหรืออันตรายสาหัส

                    4. หลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งความหมายของหลักสิทธิมนุษยชนที่เข้าใจง่ายที่ควรนำไปปฏิบัติ คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ดูถูกเหยียดหยาม ไม่เลือกปฏิบัติ คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประการสำคัญต้องไม่มีการกระทำทารุณกรรมในการสลายการชุมนุมอย่างเด็ดขาด

                    5. คำสั่งและคำพิพากษาของศาลปกครอง
                        5.1 คำสั่งของศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ 1605/2551 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย สรุปได้ว่า ศาลปกครองกลางมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามคำสั่งศาล ดังนี้ การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสลายการชุมนุมจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสม มีลำดับขั้นตอนตามหลักสากลที่ใช้ในการสลายการชุมนุมของประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจดำเนินการตามอำเภอใจได้
                        5.2 คำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.280/2556 หมายเลขแดงที่ อ.1442/2560 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากการชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภาเมื่อปี พ.ศ. 2551 และยกฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดได้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และสำนักนายกรัฐมนตรีผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีอำนาจหน้าที่ยับยั้งการชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมายโดยปิดล้อมรัฐสภาเพื่อไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายได้
                   แต่ไม่ว่าการชุมนุมจะเป็นไปโดยสงบที่จะได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผู้มีอำนาจหน้าที่ก็ต้องปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมตามขั้นตอนและวิธีการที่เหมาะสม แต่การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีข้อบกพร่องในการเตรียมการหารถดับเพลิงมาใช้ในการสลายการชุมนุมและวิธีการยิงแก๊สน้ำตาประกอบกับแก๊สน้ำตาที่นำมาใช้ได้ซื้อมาเป็นเวลานานจึงมีประสิทธิภาพต่ำ ทำให้ต้องใช้แก๊สน้ำตาจำนวนมากกว่าปกติทั่วไป ทำให้เกิดการปั่นป่วนชุลมุนและผู้ชุมนุมได้รับอันตรายเกิดความเสียหายแก่ชีวิตร่างกายและทรัพย์สินของผู้ชุมนุม จึงเป็นการกระทำละเมิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของเจ้าหน้าที่ที่ต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นั้น  มติคณะรัฐมนตรีที่ให้มีการแถลงนโยบายที่รัฐสภาเป็นไปตามปกติ ซึ่งหากมีเหตุการณ์ไม่สงบเรียบร้อย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สมควรติดตามสถานการณ์และเตรียมการเพื่อแก้ไขปัญหา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจึงไม่ได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการในการสลายการชุมนุม จึงไม่ได้กระทำละเมิดที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 จะต้องรับผิดต่อผู้ได้รับความเสียหาย
                        สำหรับความรับผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นั้น การกระทำละเมิดสืบเนื่องมาจากการชุมนุมบางส่วนที่มีลักษณะทำให้ผู้อื่นเกรงกลัวซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่จะต้องระงับยับยั้งการกระทำดังกล่าว จึงให้ลดค่าเสียหายลงจากที่ศาลปกครองกลางกำหนด ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองกลางเป็นให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ฟ้องคดีและผู้ร้องสอด จำนวน 254 ราย ลดลงจากที่ศาลปกครองชั้นต้นกำหนดร้อยละ 20 และยกฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2  
                        ทั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจในคำพิพากษาดังกล่าวด้วยนอกเหนือจากข้างต้นดังนี้ว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีความเห็นว่าเป็นการกระทำความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีความเห็นว่าเป็นการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ได้รับอันตรายสาหัส ฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และการกระทำของผู้ชุมนุมเป็นการขัดขวางไม่ให้นายกรัฐมนตรีเข้าแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่ใช่การก่ออาชญากรรมโดยแท้  จึงไม่อาจปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมทั้งหมดด้วยวิธีการเดียวกับการจับกุมผู้กระทำความผิดอาญาได้ แต่หากการชุมนุมเป็นไปโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายทำให้ผู้อื่นเกิดความเกรงกลัว ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองย่อมมีอำนาจหน้าที่ระงับยับยั้งได้ แต่ต้องปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมตามกฎหมาย ระเบียบและขั้นตอนวิธีการที่เหมาะสมตามที่กำหนดไว้  นอกจากนั้น หลักในการควบคุมฝูงชนมี 2 วิธี คือ 1.เจรจา 2.เจรจาไม่ได้ผลจึงใช้กำลังโดยให้เจ้าหน้าที่นำโล่และแก๊สน้ำตาติดตัวไปโดยไม่มีกระบอง ขั้นตอนปฏิบัติคือ 1.ใช้กำลังผลักดัน 2.รถฉีดน้ำ 3.แก๊สน้ำตา 4.กระสุนยาง 5.ปืนยิงแหจู่โจมจับแกนนำ รวมทั้งการให้ถ้อยคำของกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่มีความชำนาญเฉพาะด้านมายืนยันความไม่เหมาะสมในวิธีการสลายการชุมนุมและการใช้แก๊สน้ำตาอีกด้วยว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจมีข้อบกพร่องในขั้นตอนการเตรียมการหารถดับเพลิงมาใช้ในการสลายการชุมนุม และมีข้อบกพร่องในวิธีการยิงแก๊สน้ำตาโดยยิงในแนวตรงขนานกับพื้นซึ่งไม่เป็นไปตามวิธีการที่ถูกต้องที่ต้องยิงเป็นวิถีโค้ง  

                    6. มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องดังนี้
                       6.1 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2544 เรื่อง การปรับปรุงบริเวณรอบนอกทำเนียบรัฐบาล และการจัดสถานที่พักอาศัยแห่งใหม่ของผู้ชุมนุมเรียกร้อง สรุปได้ว่า ผู้ชุมนุมไม่ควรใช้สถานที่บริเวณรอบนอกทำเนียบรัฐบาลเป็นที่พักอาศัยซึ่งทำให้ไม่เหมาะสม รัฐบาลได้จัดสถานที่พักอาศัยแห่งใหม่ให้กับผู้ชุมนุมเรียกร้องแล้ว เป็นพื้นที่ของกรุงเทพมหานครบริเวณใกล้สวนจตุจักร มีห้องประชุมและห้องนอน สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะถือว่าการชุมนุมเรียกร้องเป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีการเรียกร้องต้องเดินทางมาควบคุม ดูแล และประสานทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมเรียกร้องอย่างใกล้ชิดโดยตลอดจนกว่าการชุมนุมเรียกร้องจะยุติ
                       6.2 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 เรื่อง หลักการและแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในการชุมนุมเรียกร้อง เห็นชอบหลักการและแนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงในการเรียกร้องของกลุ่มต่าง ๆ โดยให้ข้าราชการหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยใช้หลักเมตตาธรรมควบคู่หลักนิติธรรม แต่หากผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมายก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของทางราชการและเอกชน เป็นการกระทำเกินกว่าการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของตน เป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญของผู้อื่น มีการใช้วิธีการรุนแรงหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือเงื่อนไขที่ได้เจรจาตกลงไว้แล้ว หรือทำให้ทรัพย์สินของทางราชการหรือเอกชนเสียหาย ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง และให้หัวหน้าส่วนราชการและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจได้กำชับข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบให้ยึดถือตามหลักการและแนวทางดังกล่าวข้างต้นโดยเคร่งครัด
                    ต่อมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2545 เรื่อง หลักการและแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในการชุมนุมเรียกร้อง ว่ายังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในแนวทางปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 เมษายนดังกล่าว สมควรซักซ้อมเพื่อให้การปฏิบัติมีความถูกต้องตรงกันว่า การมีมติเช่นนี้ก็เพื่อให้ข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมีหลักและแนวทางเพื่อยึดถือปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะถ้าไม่กำหนดหลักการและแนวทางปฏิบัติไว้ หากเกิดการชุมนุมเรียกร้องที่รุนแรงก็จะไม่มีผู้ใดเข้ารับผิดชอบดำเนินการ หรืออาจมีการแก้ปัญหาด้วยวิธีรุนแรงเกินขอบเขตอันจะนำไปสู่ปัญหาที่บานปลายยากแก่การแก้ไข  ดังนั้น ขอให้ข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบดำเนินการตามแนวทางดังนี้
                              1) การใช้หลักเมตตาธรรม ต้องตั้งสมมติฐานก่อนว่า ผู้มาชุมนุมเรียกร้องมีความเดือดร้อนและมีความทุกข์จริง ๆ ซึ่งต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ ข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีความเดือดร้อนและมีความทุกข์ตามข้อเรียกร้องจริงหรือไม่  ถ้ามีจริงก็ต้องให้ความช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่
                             2) การใช้หลักกฎหมาย หากผู้ชุมนุมเรียกร้องใช้วิธีการรุนแรงโดยกระทำผิดกฎหมาย และเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น ให้ข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบใช้วิธีการเจรจาก่อน โดยเสนอแนะให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือยังคงมีการกระทำที่ก้าวร้าว รุนแรง ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมาย   โดยให้ดำเนินการในระดับถ้อยทีถ้อยอาศัย และต้องมองว่าทุกคนเป็นผู้ร่วมชาติ
                    และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2546 เรื่อง การจัดสถานที่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้อง ซึ่งสืบเนื่องมาจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2544 ที่ไม่ควรให้ผู้ชุมนุมเรียกร้องใช้สถานที่บริเวณรอบนอกทำเนียบรัฐบาลเป็นที่พักอาศัย และรัฐบาลได้จัดสถานที่พักอาศัยแห่งใหม่ให้กับผู้ชุมนุมเรียกร้องแล้วเป็นพื้นที่ของกรุงเทพมหานครบริเวณใกล้สวนจตุจักรนั้น จึงมีมติว่าเพื่อเป็นการแสดงความตั้งใจของรัฐบาลในการจัดระเบียบของสังคม ต่อไปหากมีการชุมนุมรอบนอกบริเวณทำเนียบรัฐบาลหรือส่วนราชการใด ๆ ก็ให้เป็นไปเพื่อยื่นข้อเรียกร้องหรือแสดงเหตุผลของการชุมนุมเรียกร้องเท่านั้น หากจะมีการชุมนุมยืดเยื้อข้ามวัน ก็ขอให้ผู้ชุมนุมไปรวมกันที่บริเวณสวนจตุจักรตามที่จัดไว้ให้ แล้วให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่รัฐมนตรีมอบหมายไปพบปะพูดคุยเพื่อรับฟังปัญหาของผู้ชุมนุมเรียกร้อง อันเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสนใจกับปัญหาและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาด้วยหลักเมตตาธรรมต่อผู้ที่เคารพกฎกติกาของบ้านเมืองและสังคม

                    7. ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหาร และการเตรียมพร้อม พ.ศ. 2545
                        ส่วนหนึ่งได้กำหนดการใช้กำลังทหารเพื่อปราบปรามการจลาจล โดยมีเรื่องที่เกี่ยวข้อง คือ การกำหนดความหมายของ การจลาจล หมายความว่า การก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ซึ่งมีความรุนแรงถึงขนาดมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีความหมายแตกต่างจาก การก่อความไม่สงบ ที่หมายความว่า การกระทำความผิดตามกฎหมาย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง รวมทั้งได้กำหนดให้การใช้กำลังทหารที่มีอาวุธเพื่อปราบปรามการจลาจล จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ตลอดจนกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาทหารกำหนดกฎการใช้กำลังหรือแนวทางการใช้อาวุธให้สอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ

                    8. คำสั่งกระทรวงกลาโหม (เฉพาะ) ที่ 59/50 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2550 เรื่อง กฎการใช้กำลังของกองทัพไทย
                    ได้กำหนดให้มีกฎการใช้กำลังเฉพาะการใช้กำลังทหารปราบปรามการจลาจล ประกอบกฎการใช้กำลังของกองทัพไทย เพื่อให้มีการควบคุมการใช้กำลังได้อย่างเหมาะสมและบรรลุภารกิจกับอยู่ภายใต้กฎหมาย รวมทั้งกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาทหารทุกระดับมีหน้าที่ในการอบรมให้ความรู้ความเข้าใจกฎการใช้กำลังดังกล่าวแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของตน และเพื่อป้องกันการใช้กำลังเกินกว่าเหตุ รวมทั้งป้องกันมิให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของพลเรือนเกินความจำเป็น โดยกำหนดแนวทางปฏิบัติและข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้กระบอง กระสุนยาง การใช้น้ำฉีด การใช้สารควบคุมการจลาจลและการใช้แก๊สน้ำตา นอกจากนั้นยังกำหนดแนวทางการปฏิบัติหลังการใช้กำลังประกอบด้วยการช่วยเหลือทางการแพทย์ การบันทึกและการรายงาน การปฏิบัติต่อพื้นที่เกิดเหตุ และการเคลื่อนย้ายผู้ถูกกักตัวหรือผู้ถูกจับกุม

                    สรุป ในการบริหารจัดการการชุมนุมเรียกร้องให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี เพื่อให้สังคมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสงบสุขภายใต้หลักนิติธรรมหรือหลักนิติรัฐ สมควรนำหลักกฎหมาย ทั้งกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสากล หลักสิทธิมนุษยชน คำสั่งและคำพิพากษาของศาลปกครอง มติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ และกฎดังกล่าวข้างต้น มาเป็นส่วนหนึ่งประกอบการพิจารณาจัดทำคู่มือหรือแนวทางการบริหารจัดการการชุมนุมสาธารณะด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐถือปฏิบัติต่อไป 

-----------------------
*ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม


วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เนื่องมาจากนม โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

มีผู้สันทัดกรณีหลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าผู้เขียนคงจะแก่มาก เห็นอะไรนิดอะไรหน่อยก็เอามาคิดเป็นตุเป็นตะ แล้วก็เอามาบ่นให้ฟังกัน

แก่น่ะแก่ครับ แต่ยังไม่มาก ส่วนเรื่องคิดนี่ คิดมากจริง ครับ ที่คิดมากนี่ก็เพราะลูกยังเล็ก หลานก็ยังละอ่อนนัก จึงอยากเห็นคนรุ่นลูกรุ่นหลานอยู่กันอย่างผาสุกและในบ้านเมืองที่เจริญพัฒนาสถาพรอย่างยั่งยืนเหมือนบ้านอื่นเมืองอื่นเขาบ้าง 

ดังนั้น เมื่อเห็นอะไรหรือได้ยินอะไรแปลก ก็มักจะเก็บมาคิดจนติดเป็นสันดาน แล้วก็เลยมาชวนให้สังคมได้ร่วมกันขบคิดเพื่อหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับลูกไทยหลานไทยในอนาคตด้วย ดีกว่าหาเรื่องฟัดกับคนอื่นไปวัน อย่างที่ตัวเองเคยเจอมาตั้งแต่เด็กจนแก่ที่ไม่เกิดประโยชน์อันใด ไม่สร้างสรรค์ รังแต่จะสร้างความแตกแยกร้าวฉาน 

จริง ก็แอบสงสัยนะว่าเขาไม่ต้องทำงานทำการกันหรืออย่างไร จึงว่างมาก มีเวลาจ้อได้ทุกวี่ทุกวัน สามเวลาหลังอาหาร แล้วนี่เขาเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่งตัวก็ดี ขี่รถก็หรู กินอยู่ตามโรงแรม แหมผู้เขียนทำงานแทบตายกว่าจะได้สักบาท

กลับมาบ่นต่อดีกว่า เมื่อวานช่วงดูละครทีวี เห็นเขาโฆษณาโชว์นมขายนมกันโจ๋งครึ่ม นมผงนะครับ อย่าคิดมาก เห็นบอกว่าเป็นประโยชน์ต่อเด็กมากเพราะมี DHA จากปลาทะเลน้ำลึกมากกว่าสูตรเดิมหลายเท่านัก

ตอนแรกก็คิดขำ เพียงว่าช่างอลังการเสียจริงพ่อคุณ DHA จากปลาทะเลไม่พอ ต้องเป็นทะเลน้ำลึกด้วย อีกหน่อยคงต้องระบุด้วยว่าจากแอตแลนติก หรือถ้าจะให้ลึกจริง ก็ต้องจากร่องมาเรียน่า เอาให้ลึกสุด ไปเลย จะได้ฟิน

ขำไปขำมาก็นึกได้ว่าที่เขาเพิ่ม DHA ก็เพื่อบำรุงสมองของเด็ก นับว่าเป็นประโยชน์มาก เด็กจะได้มีสมองดี เป็นนัยว่ากินแล้วจะฉลาดว่างั้น

แต่นั่นเป็นเรื่องทางกายภาพ ลำพังเนื้อสมองดีอย่างเดียวคงไม่ช่วยอะไรมากถ้าเราเลี้ยงเด็กไม่ถูกทาง โดยเฉพาะการอบรมบ่มเพาะให้เขารู้จักตนเอง รู้จักช่วยเหลือตนเอง มีความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อครอบครัว รู้จักการอยู่ร่วมกับคนอื่น มีความรับผิดชอบต่อสังคม รู้จักปรับตัว มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อันเป็นทักษะพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ 

ถ้าเปรียบกับคอมพิวเตอร์ก็คล้าย ๆ ว่ามี Hardware ชั้นดี แต่ไม่มี Software หรือมี แต่เป็น Software เถื่อนนั้นแล

ดังนั้น ถึงให้กินนมดีสักร้อยกระป๋องพันกระป๋อง แต่หากขาดการอบรมสอนสั่งให้รู้จักทักษะพื้นฐานของชีวิตดังที่ว่า เด็กจะมีความบกพร่องในทักษะพื้นฐานซึ่งมันจะติดตัวเขาไปจนตลอดชีวิต แล้วเมื่อเขาเติบโตไปมีครอบครัว เขาก็จะไม่มีวันถ่ายทอดทักษะชีวิตที่ถูกต้องให้แก่ลูกหลานรุ่นต่อ ไปได้

ประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจึงให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะลักษณะข้างต้นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย คนของเขาจึงรู้จักช่วยเหลือตัวเอง ไม่เอาแต่ร้องงอแงแบมือขอ รู้จักรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ใช่ให้สังคมไปรับผิดชอบเขา รู้จักอดทน มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา ที่สำคัญคือรักที่จะเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ จึงไม่แปลกอันใดที่สังคมของเขาจะสงบเรียบร้อยโดยไม่ต้องมีกฎหมายหรือเจ้าหน้าที่ต่าง ให้มันมากนัก และคนเขารู้จักทำมาหากิน ไม่เอาแต่งอมืองอเท้าเรียกร้องให้ใครมาช่วยซ้ำ ซาก

เคล็ดลับความสำเร็จนี้อยู่ที่ครอบครัวครับ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย

คุณลักษณะเหล่านี้มันต้องปลูกฝังตั้งแต่เล็ก เพราะไม้อ่อนดัดง่าย โตมาแล้วอย่าหวังเลย เรื่องอดทนนี่เป็นตัวอย่างอันดี เด็กที่บ้านไม่สอนให้รู้จักความอดทนมักจะรออะไรไม่ได้ ให้เข้าคิวเข้าแถวก็มีแนวโน้มจะแหกคิวหนีแถว มีข้ออ้างสารพัน ไม่เชื่อลองให้เข้าแถวกลางแดดดูก็ได้ครับ เสียงโอดโอยจะอึงคะนึงขึ้นมาเลย ร้อนบ้าง เหงื่อออกบ้าง เดี๋ยวดำบ้าง เดี๋ยวฝ้าขึ้น ท้องเสีย ปวดหัวตัวร้อน ฯลฯ สารพัด 

แต่ถ้าลองเยี่ยงนี้ดูครูอาจต้องปวดหัวเพิ่ม เพราะเมื่อเรื่องเข้าหูพ่อแม่ บุพการีก็มักจะยกขบวนไปต่อว่าครูว่าทำไมต้องให้เด็กเข้าแถวตากแดด เผลอ มีคลิปการตำหนิว่อนในโซเชียลอีก

บอกตรง ว่าแบบนี้นี่พ่อแม่รังแกลูกนะครับ ไม่ใช่ครู เพราะท่านเองนั่นแหละที่ไม่ได้สอนทักษะชีวิตพื้นฐานอันจำเป็นในการดำรงชีวิตให้ลูกของท่านเอง ประคบประหงมกันเหมือนไข่ในหิน ทั้ง ที่รู้อยู่ว่าชีวิตจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก และในไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องจากเขาไป เขาก็ต้องดูแลตัวเองอยู่ดี แล้วถ้าเขาไม่มีทักษะชีวิตเหล่านี้ ชีวิตเขาจะเป็นอย่างไร 

ดังนั้น ต่อให้กินนมที่มี DHA มากมายเท่าไร ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันหรอกครับว่าลูกหลานของท่านจะประสบความสำเร็จถึงจะเรียนมาสูงส่งปานใด ถ้าครอบครัวไม่ปลูกฝังทักษะชีวิตที่ดีให้เขามาตั้งแต่แรก

ชวนคิดครับ อย่าคิดมาก แค่เห็นบ้านเราให้ความสำคัญกับ Hardware มากกว่า Software เท่านั้น

ไปกินนมดีกว่า.