วันพฤหัสบดีที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2562

ร่างกฎหมายจัดการซากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์: ของดีที่ยังไม่ผ่าน สนช. โดย นายจิรวัฒน์ จงสงวนดี*


                    ก่อนอื่นขอบอกว่าบทความนี้มีเจตนาที่จะสร้างความตระหนักรู้เพื่อการเตือนภัยและเตรียมรับมือกับภัยอันใกล้ที่จะเกิดอย่างแน่นอนในรุ่นลูกหลานของเรา

                    เข้าใจว่าพวกเราคงเคยได้ยินชื่อโรค “อิไต อิไต” (イタイイタイ病) กันมาบ้างแล้ว คำว่า “อิไต อิไต” เป็นภาษาญี่ปุ่นที่แปลเป็นไทยว่า เจ็บปวด ที่เรียกแบบนี้ก็เพราะว่า ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บปวดรุนแรงแสนสาหัสทีเดียว อันเนื่องมาจากสารแคดเมียมที่ปนเปื้อนมากับสิ่งต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายไม่ว่าทางน้ำ อาหาร หรืออากาศที่หายใจเข้าไป ด้วยว่าเจ้าแคดเมียมนี่เป็นธาตุที่ละลายน้ำได้ จึงสามารถสะสมในพืชอาหารในระดับที่เป็นพิษต่อคนและสัตว์ได้ (ธนภัทร ปลื้มพวก และคณะ,ปริมาณแคดเมียมในข้าวที่ปลูกในดินนาปนเปื้อนแคดเมียมในพื้นที่ ลุ่มน้ำแม่ดาว จังหวัดตาก ประเทศไทย (๒๕๕๗))

                   โรคนี้เกิดรุนแรงมากในญี่ปุ่นเมื่อราวสามสี่สิบปีที่ผ่านมาพร้อม ๆ กับโรคมินามาตะและโรคคาวาซากิ เพราะยุคนั้นของญี่ปุ่นมีการทิ้งสิ่งของต่าง ๆ ที่ใช้แคดเมี่ยม ตะกั่ว และปรอทเป็นองค์ประกอบกันเรี่ยราดมากทั้งบนบกและในทะเล แคดเมี่ยม ตะกั่ว และปรอทจึงปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกายของคนและสัตว์ไปทั่ว ยิ่งปลานี่ยิ่งเยอะ แถมชาวญี่ปุ่นนิยมกินปลา มันก็เลยเข้าไปในร่างกายผู้บริโภคกันอย่างอิ่มหนำสำราญ

                   กรณีแคดเมียม เมื่อสะสมในร่างกายปริมาณมากจะไปทำลายไต รวมทั้งระบบประสาทและสมอง ในกรณีสตรีมีครรภ์อาจมีผลให้เด็กพิการแต่กำเนิดได้ เมื่อสะสมในกระดูกจะทำให้กระดูกผุ และยังเป็นสารก่อมะเร็งที่ไตและต่อมลูกหมาก และอาการเลือดจางอีกด้วย ทำให้หลายประเทศแบนสินค้าทางการเกษตรและอาหารที่มีการปนเปื้อนแคดเมียม

                   ที่ผ่านมาประเทศไทยก็เคยมีปัญหาอย่างนี้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ในปลา เป็นข้าวอันเป็นอาหารหลักของเรา โดยเพราะพบว่ามีการปนเปื้อนแคดเมี่ยมในข้าว เช่น ในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ มีข่าวว่าข้าวไทยปนเปื้อนสารแคดเมียมถึง ๐.๔๘ ๐.๕๗๑ มิลลิกรัม ซึ่งเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน ๐.๒ มิลลิกรัม แน่นอนว่าหากหลุดรอดออกไปขายต่างประเทศ จะทำให้ข้าวไทยเสียชื่อเสียง เสียตลาด และแน่นอน เสียความสามารถในการแข่งขัน

                   ที่น่าสนใจก็คืองานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เสนอในการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ ๕๔ แสดงให้เห็นว่า ในตัวอย่างข้าวทั้งหมด ๕๔ ตัวอย่าง มีการปนเปื้อนแคดเมียมเกินค่ามาตรฐานสูงสุด ๔ ตัวอย่าง ปนเปื้อนโครเมียมเกินค่ามาตรฐานสูงสุดพบในข้าวขาวร้อยละ ๓๓.๓๓ ข้าวกล้องร้อยละ ๒๓.๘๑ และข้าวสีนิลร้อยละ ๕๐ โดยข้าวสีนิลมีการปนเปื้อนตะกั่วเกินค่ามาตรฐานสูงสุดคิดเป็นร้อยละ ๘๓.๓๓ ข้าวขาวและข้าวกล้องมีการปนเปื้อนของตะกั่วเกินค่ามาตรฐานสูงสุดที่กำหนดไว้คือร้อยละ ๔๐.๗๔ และร้อยละ ๒๓.๘๑ (วิภาดา ศิริอนุสรณ์ศักดิ์ และคณะ, การวิเคราะห์ปริมาณโลหะหนัก (แคดเมียม โครเมียม และตะกั่ว) ในข้าวไทย (๒๕๕๙))

                    แล้วโรคอิไต อิไต หรือแคดเมี่ยมมาเกี่ยวอะไรกับร่างกฎหมายการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฯ ได้อย่างไรล่ะ

                   เรื่องมันเป็นอย่างนี้ครับ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาศึกษาวิจัยวิจัยแล้วพบว่า ซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Waste from Electrical and Electronic Equipment : WEEE) ในบ้านเรานั้นนับวันจะเพิ่มมากขึ้นทุกที และชิ้นส่วนต่าง ๆ ของซากผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีโลหะหนักเป็นส่วนประกอบ เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และอื่น ๆ อีกหลายอย่าง หากนำไปกำจัดโดยวิธีการเหมือนการจัดการขยะธรรมดาที่ใช้วิธีเผาหรือฝังกลบ ก็จะเกิดการรั่วไหลของสารต่าง ๆ ไปสู่ดินและแหล่งน้ำ ทั้งน้ำใต้ดินและน้ำผิวดิน รวมทั้งสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งมันก็จะกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาขน  

                   กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตระหนักถึงภัยคุกคามดังกล่าวจึงได้เสนอร่างกฎหมายที่มีหลักการในการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง “ถูกวิธี” เพื่อป้องกันไม่ให้มีการรั่วไหลของสารพิษและโลหะหนักที่จะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมครับ วิธีการที่ว่านี้ไม่กระทบต่อกิจการค้าของเก่าและซาเล้งที่ทำมาหากินกันอยู่ แต่ใช้ “ความร่วมมือ” จากผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในการรับคืนซากผลิตภัณฑ์เหล่านั้น โดยการนำหลัก Polluter Pays Principle หรือหลักผู้ก่อให้เกิดมลพิษเป็นผู้จ่ายมาใช้ เพราะปัจจุบันผู้ผลิตไม่ได้คิดต้นทุนในการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นรวมไว้ทำให้ต้นทุนสินค้าและบริการ ปล่อยให้เป็นภาระของภาครัฐและประชาชน ซึ่งไม่เป็นธรรมและไม่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล

                   กฎหมายที่ว่านี้ชื่อว่า “ร่างพระราชบัญญัติการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ....” ครับ ผ่านคณะรัฐมนตรีและเสนอไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว และสภานิติบัญญัติแห่งชาติมีมติรับหลักการเมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๖๒ และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อพิจารณา ซึ่งในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวได้มีการนำผลการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับและกฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวข้องมาประกอบการพิจารณาด้วย โดยได้พิจารณาเสร็จและส่งให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาในวาระ ๒ และวาระ ๓ ต่อไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒

                        เสียดายมากที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติมีกฎหมายที่สำคัญจะต้องพิจารณาจำนวนมาก หากสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่สามารถหยิบยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นพิจารณาได้ทัน ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต้องตกไป ปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ก็จะกลายเป็นระเบิดเวลาที่รอเวลาระเบิดต่อไปในรุ่นลูกและหลาน เพราะการแก้ปัญหาดินและน้ำปนเปื้อนนั้นต้องใช้เวลานานกว่าปัญหาฝุ่นละอองในปัจจุบัน เพราะกว่าญี่ปุ่นที่ว่าแน่ ๆ นั้น กว่าจะจัดการปัญหานี้ได้ก็ต้องใช้เวลาสามสี่สิบปีทีเดียว ซึ่งในระหว่างนั้นภัยร้ายแรงจากขยะปนเปื้อนดังกล่าวก็ส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนจำนวนมากไปพร้อมกันด้วย ซึ่งมันไม่คุ้มเลย

                   ที่เขียนมานี้ก็เพื่อแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบว่ามีร่างกฎหมายดี ๆ เช่นนี้อยู่นะครับ จะได้ทราบทั่วกันว่าหลังเลือกตั้งแล้วจะไปตามหาร่างกฎหมายที่คุ้มครองสุขภาพของประชาชนเช่นนี้ได้ที่ไหน

---------------
*นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2562

“ทบทวน” ปกรณ์ นิลประพันธ์

ปัญหาที่หมักหมมอยู่ในวันนี้ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะวิชาประวัติศาสตร์เราอ่อนแอ ไม่มีการบันทึกและวิเคราะห์กันอย่างจริงจัง การเรียนการสอนและการวัดผลที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง  ประวัติศาสตร์ของตัวเองยังไม่รู้ไม่เข้าใจ ระบบการเมืองการปกครองจึงวนไปวนมา ย่ำอยู่กับที่ ไม่มีอะไรใหม่ ทั้งยังไม่เข้าใจประวัติศาสตร์สากลด้วย การค้าการลงทุนเราจึงมีปัญหาเพราะไม่รู้ historical background ของคู่ค้า ไม่รู้ geopolitics หาความเชื่อมโยงไม่ได้

ในประเทศพัฒนาแล้ว วิชาประวัติศาสตร์เขาแข็งแรงมาก ทั้งประวัติศาสตร์ชาติของเขาเองและประวัติศาสตร์สากล เขาสอนให้คนรุ่นหลังรู้และเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้ง ความรุ่งเรือง ความตกต่ำ และบอกว่าบริบทในช่วงนั้นเป็นอย่างไร ใครเกี่ยวข้องบ้าง และใครทำอะไร อย่างไร โดยไม่ได้บอกว่าใครดีไม่ดี เพราะมันเป็น subjective และเป็นการชี้นำอันเนื่องมาจากความคิดเห็นของคนสอน สังคมก็มีส่วนสร้างความเข้มแข็งในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดนิทรรศการ การทำหนังสารคดี ซึ่งล้วนแล้วแต่อยู่บนหลักการที่ว่าบอกข้อเท็จจริงทุกมิติ ไม่มีการ “ชี้” ว่าใครถูกใครผิด ซึ่งต่างจากประเทศด้อยพัฒนา

การศึกษาอบรมด้านคุณธรรมจริยธรรมก็เน้นการท่องจำว่ามีอะไรบ้าง กี่ข้อ แต่ละข้อแปลว่าอะไร แทนที่จะมุ่งให้ลงมือทำ เลยได้แต่ท่องจำ ไม่เกิดเป็นวัตรปฏิบัติอันดีงามอันจะกลายเป็นสามัญสำนึกหรือสันดานที่ดีของปัจเจกบุคคล กลายเป็นคนพูดอย่างทำอย่างไป

การเน้นสะเต็มศึกษาจึงไม่สามารถแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้ครบวงจร ตรงข้าม ปัญหาด้านสังคมจะรุนแรงขึ้นจากความไม่รู้เรื่องทางประวัติศาสตร์ และการขาดสามัญสำนึกในด้านคุณธรรมจริยธรรม 



ทั้งที่มันต้องไปด้วยกัน.

วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

“ประวัติศาสตร์” ปกรณ์ นิลประพันธ์

ผมว่าวิชาประวัติศาสตร์ (และสังคมศาสตร์) เป็นศาสตร์สำคัญไม่แพ้สะเต็มที่กำลังเห่อกันอยู่นั่น เพราะถ้าสอนเป็น เรียนเป็น ศาสตร์แขนงนี้จะทำให้เราได้เรียนรู้ว่าเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต เกิดขึ้นจากสาเหตุใดและคลี่คลายไปเพราะอะไร และแน่นอนว่ามันทำให้เราคาดการณ์เรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นและหนทางแก้ไขปัญหาได้หากมีสถานการณ์ซ้ำรอยเดิม 

การเรียนการสอนวิชานี้จึงไม่ใช่เพียงท่องจำว่าอะไรเกิดขึ้นวันเดือนปีใดใครทำ อะไรเป็นเครื่องมือทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ เหมือนสอนนกแก้วนกขุนทองให้พูดเรื่อยเจื้อยแบบที่เราส่วนใหญ่ทำกันมาชั่วนาตาปี แน่นอนว่าการจำนั้นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ แต่ที่ต้องเพิ่มเติมเข้ามาคือการใช้สติและปัญญาในการ “คิดวิเคราะห์” อย่างเต็มที่ ไม่ต่างจากวิชาสะเต็ม 

สำหรับผมในฐานะเด็กสายวิทยาศาสตร์ที่มาเรียนกฎหมาย และมีอาชีพเป็นนักกฎหมายเปรียบเทียบ วิชานี้ยากกว่าสะเต็มเพราะ “บริบทของประวัติศาสตร์” นั้นเป็นพลวัตร หรือ dynamics มี “ตัวแปร” หลากหลายที่ไม่สามารถจำกัดได้และไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะสภาพสังคม ค่านิยมของสังคม รวมทั้งความคิดความอ่านของผู้คนที่แตกต่างหลากหลายกันไปในแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งเป็นอัตวิสัยหรือ subjective ถ้าเราไม่ทราบบริบทเหล่านี้อย่างแท้จริง นั่งเทียนคิดเองเออเอง ก็ยากที่จะ “เข้าใจ” ประวัติศาสตร์ได้อย่างถ่องแท้ และจะนำไปใช้อะไรไม่ได้เลย

แน่นอน เมื่อไม่รู้จักเรียนรู้จากอดีต การอยู่กับปัจจุบันจึงเป็นการอยู่บนพื้นฐานของความไม่รู้ ขาด “ความเข้าอกเข้าใจร่วมกัน” ในสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น เป็นภาวะที่ผู้คนอยู่กันอย่างสับสนอลหม่าน ดังนี้ การก้าวไปสู่อนาคตที่สลับซับซ้อนจึงเต็มไปด้วยความเสี่ยง

ที่เขียนมานี้ก็เป็นแต่เพียงรำพึงรำพันประสาคนมีอายุน่ะครับ เห็นเขาใช้วาทะกระทำประทุษกรรมกันและกันในการหาเสียงแล้วก็เลยคิดว่าคนจำนวนหนึ่งไม่ได้ตระหนักเลยว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นเป็น “บทเรียน” ที่เราไม่ควรทำซ้ำเพราะมันสร้างความบอบช้ำให้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และบ้านเมืองมามากมายหลายรอบแล้ว

ชอบแบบสร้างสรรค์ครับ.



วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

“นโยบายของพักผ่อนนอนหลับ” ปกรณ์ นิลประพันธ์

นโยบายของ “พักผ่อนนอนหลับ” มีเพียงข้อเดียวคือทำอย่างไรให้พี่น้องสามารถพักผ่อนนอนหลับได้อย่างผาสุก ฝันดี

การบรรลุเป้าหมายนี้ยิ่งใหญ่มาก เพราะมันเทียบได้กับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษทีเดียว

การจะพักผ่อนนอนหลับได้อย่างผาสุกได้นั้น ก่อนอื่นพี่น้องต้อง “ท่องอิ่มพอดี ๆ” นั่นหมายความว่า พี่น้องต้องได้รับประทานอาหารครบสามมื้อ ไม่ใช่อดมื้อกินมื้อ และต้องได้กินในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ใช่กินมากไปจนกระทั่งเกิดกรดไหลย้อน หรือแคลลอรี่เกินจนกลายเป็นพลังงานส่วนเกินที่สะสมบริเวณพุงกะทิ

ทั้งอาหารที่รับประทานเข้าไปต้องหลากหลาย และมีคุณค่าทางโชนาการที่ครบถ้วน สะอาด ถูกสุขลักษณะ ปราศจากเคมีภัณฑ์หรือยาฆ่าแมลงเจือปน 

ดังนี้ พี่น้องผู้ผลิตอาหารหรือวัตถุดิบที่จะนำมาทำเป็นอาหารจึงต้องมีความรับผิดชอบต่อพี่น้องทั้งมวล ขณะที่หน่วยงานของรัฐต้องดูแลมิให้มีการใช้เคมีภัณฑ์หรือยาฆ่าแมลงหรือสารอันตรายปนเปื้อนในวัตถุดิบที่จะนำมาใช้เป็นอาหาร กระทรวงบำรุงสุขภาพ และกระทรวงห่วงโซ่อาหาร จึงมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้

การไม่ใช้เคมีภัณฑ์หรือยาฆ่าแมลงนี้ แม้จะทำให้ภาครัฐต้องเสียรายได้จากภาษีอากรไปบ้าง แต่มันคุ้มกับการที่พี่น้องประชาชนชาวเราจะได้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ท้องอิ่มอย่างสบายใจ สามารถนอนหลับฝันดีได้อย่างแท้จริง จึงสอดคล้องกับวินัยทางการเงินการคลังที่มีเป้าหมายปลายทางคือความยั่งยืน

สำหรับพี่น้องที่กำลังผลิตหรือขายเคมีภัณฑ์และยาฆ่าแมลงสามารถใช้ช่องทางนี้สรรสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของพี่น้องและสรรพสัตว์ทดแทนเคมีภัณฑ์และยาฆ่าแมลงได้ เรามีเงินกองทุนมากมายหลายกองสำหรับรองรับงานวิจัยเหล่านี้ รางวี่รางวัลก็มีให้ แต่ถ้าท่านไม่พัฒนาตนเอง ก็ถือว่าท่านไม่สนใจใยดีต่อชีวิต สุขภาพ และการพักผ่อนนอนหลับได้อย่างผาสุกของผู้อื่น พี่น้องก็จะไม่สนับสนุนสินค้าของท่าน และท่านก็คงจะต้องจากไปตามกลไกของตลาด 

การออกกำลังกายที่เหมาะสมและเพียงพอเป็นอีกทางหนึ่งที่จะทำให้พี่น้องพักผ่อนนอนหลับได้เต็มที่ การจัดสรรเวลาทำมาหากินไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยนี้ด้วย เราจะสนับสนุนเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราว

นอกจากท้องต้องอิ่มอันเป็นเรื่องทางกายภาพแล้ว การจะนอนหลับฝันดีได้อย่างผาสุกต้องมี “จิตใจที่เป็นสุข” ด้วย ความเครียดทำให้จิตใจของพี่น้องไม่เบิกบานแจ่มใส แล้วจะนอนหลับอย่างมีความสุขได้อย่างไรกันเล่า

การกำจัดความเครียดให้แก่พี่น้องจึงเป็นเรื่องสำคัญ “การไม่มีรายได้” หรือมีรายได้น้อยจนไม่พอที่จะทำให้ท้องอิ่มนี่เป็นความเครียดอย่างหนึ่ง แก้ได้ด้วยการที่ทำให้พี่น้องมีความสามารถในการหารายได้ตามความถนัดความชอบของแต่ละคน กระทรวงอนาคตของชาติจึงมีบทบาทสำคัญยิ่งในเรื่องนี้ กระทรวงนี้ต้องทำให้พี่น้องซึ่งเป็นอนาคตของชาติมีความใฝ่รู้ กระตือรือล้นที่จะพัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะในการดำรงชีวิตตามความถนัดของแต่ละบุคคล แทนการสร้างให้ลูกหลานของพี่น้องมีความรู้ความสามารถเชิงเดี่ยวสายวิทย์ สายศิลป์ หรือสายช่าง อย่างที่ทำต่อ ๆ กันมาเป็นสิบ ๆ ปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับทิศทางการหารายได้แห่งอนาคตกาลที่ division of labor กลายเป็นความทรงจำที่จืดจางลงไปทุกที

กระทรวงการพัฒนาความสามารถในการทำงานเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ต้องทำให้พี่น้องตระหนักว่าทุกงานทุกอาชีพมีศักดิ์ศรี ไม่มีอาชีพใดต่ำต้อยด้อยค่ากว่าอาชีพใด เพราะทุกอาชีพล้วนพึ่งพาอาศัยกัน ศัลยแพทย์ฝีมือเลิศยังคงต้องกินข้าวที่คนขายอาหารทำขาย ยังต้องตัดผมกับช่างตัดผม ลางทีอาจต้องขึ้นแท็กซี่เพื่อเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง ฯลฯ นอกจากนี้แล้ว กระทรวงนี้ยังต้องร่วมกับกระทรวงอนาคตของชาติส่งเสริมการพัฒนาอาชีพใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับโลกอนาคตด้วย


ข้าพเจ้าจำนโยบายและวิธีการไปสู่เป้าหมายของพักผ่อนนอนหลับได้เพียงเท่านี้เนื่องจากต้องตื่นเพราะธรรมชาติเรียกร้อง

ถ้าฝันใหม่แล้วต่อเนื่องกับเรื่องเดิมนี้ จะมาเล่าให้ฟังต่อไป.

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เป้าหมายของการเรียนรู้ (Learning Goal) ปกรณ์ นิลประพันธ์


          เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า “ความเหลื่อมล้ำทางปัญญา” นั้นเป็นเหตุแห่งความเหลื่อมล้ำทั้งปวง การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รากเหง้าจึงต้องแก้กันที่ความเหลื่อมล้ำทางปัญญานี่แหละ ไม่ใช่ไปแก้ที่อื่น ไปแก้ที่อื่นก็เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน มันจะหายคันได้อย่างไร

          รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน จึงได้วางรากฐานในการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางปัญญาไว้ชัดเจน ดังปรากฏตั้งแต่แรกในอารัมภบทและในบทบัญญัติอีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๕๔ และในหมวดการปฏิรูปประเทศ

          สำหรับกฎหมายสำคัญที่สุดในการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางปัญญา ได้แก่กฎหมายการศึกษาแห่งชาติซึ่งตอนนี้กำลังพิจารณากันอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะกำลังถกกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียดว่าจะปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... อย่างไรจึงจะดี

          เบื้องต้น คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายเห็นว่าถ้าเขียนแบบเดิม ๆ คือโผล่มาก็จะมีบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการบริหาร หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ การประชุม เบี้ยประชุม ตั้งกรมตั้งสำนักงาน ตั้งกองทุน การออกใบอนุญาต โทษ ฯลฯ จนสุดท้ายปลายทางก็ไม่มีทางที่จะรู้ว่าเป้าหมาย (Goal) ของการศึกษาคืออะไร เพราะมีแต่ “กระพี้” เต็มไปหมดดังว่า จึงคิดกันว่ากฎหมายการศึกษาแห่งชาติที่จะเขียนกันในคราวนี้ควรจะใช้วิธีเขียนอย่างประเทศที่เขาพัฒนาแล้วบ้าง

          อย่างญี่ปุ่นนี่กฎหมายพื้นฐานด้านการศึกษาของเขานี่ใส่ปรัชญาในการเรียนรู้ของปัจเจกชนไว้ชัดเจนเลย ว่าวัตถุประสงค์คืออะไร เป้าหมายคืออะไร การจัดการศึกษาและการให้การเรียนรู้แก่ผู้คนต้องเป็นไปเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ หาได้กำหนดรายละเอียดยิบย่อยไว้จนหลงลืมหลักการอย่างกับวิธีการเขียนกฎหมายโดยเน้น “ลอกแบบ” แต่ประการใดไม่

          เมื่อคิดเห็นเป็นเช่นนี้ คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายจึงยึดหลักว่าเมื่อครบเกณฑ์อายุที่กำหนด ผู้เรียนจะได้อะไรจากการศึกษาในแต่ละช่วงชั้นบ้าง

          เริ่มจากเด็กตั้งแรกเกิดแต่ไม่เกินสามขวบ อันนี้เป็นหน้าที่ของบิดามารดาผู้ปกครองที่จะต้องให้ความรัก ความอบอุ่น เอาใจใส่ดูแลเด็กให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงสมวัย มีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี รู้จักช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ให้เป็นหน้าที่ของมือถือหรือแท็บเล็ตอย่างที่เห็นกันดาษดื่น นั่นคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายเห็นว่าพ่อแม่กำลังรังแกลูกนะครับ ไม่ใช่รักลูก

          ต่อไปเป็นเด็กอายุไม่เกินหกขวบ วัยนี้เริ่มเข้าเรียนอนุบาลกันแล้วแต่ยังไม่เข้าประถมศึกษา  คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายยึดหลักว่าเมื่อถึงอายุหกขวบ ผู้เรียนต้องได้เรียนรู้ (Learning) ในด้านต่าง ๆ ดังนี้มาแล้ว ได้แก่ ด้านสุนทรียศาสตร์และการแสดงออกที่สร้างสรรค์ (Aesthetics and Creative Expression) คือ ให้สนุกกับศิลปะ ดนตรี และกิจกรรมการแสดงออกต่าง ๆ รู้จักแสดงออกซึ่งอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการผ่านศิลปะ ดนตรี และเคลื่อนไหวร่างกาย ด้านการค้นพบโลก (Discovery of the World) คือ ให้รู้จัดสภาพแวดล้อมที่เขาอาศัยอยู่ ค้นหาว่าทำไมปรากฏการณ์ต่าง ๆ ถึงเกิดขึ้นได้โดยผ่านกระบวนการคิดแบบง่าย ๆ และมีทัศนคติที่ดีที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ไม่ใช่เรียนแบบเอาเป็นเอาตายอย่างเด็กน้อยบ้านเรา ด้านภาษา (Language and literacy) เอาแค่สามารถสื่อความหมายได้ตรง ส่วนการเขียน ให้เขียน ก ไก่ ข ไข่ a b c ได้อย่างสนุกสนานก็พอ ยังไม่ต้องเก่งกาจขนาดผสมคำได้ เอาไวโตหน่อยก่อน ด้านการเคลื่อนไหว (Motor skills development) ให้สามารถร่วมกิจกรรมของเด็ก ๆ ได้อย่างสนุกสนาน มีความระมัดระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่บ้าน ที่โรงเรียน หรือที่สาธารณะอื่น ๆ แค่นั้นพอ ด้านการคำนวณ (Numeracy) เอาแค่รู้จักตัวเลข ๐-๑๐ การเพิ่มและการลดจำนวน รูปทรงพื้นฐานสี่เหลี่ยมสามเหลี่ยม บอกได้ถูกต้องว่าอยู่ข้างบน ข้างล่าง ข้างซ้าย ข้างขวาเป็นอันพอ ส่วนด้านสังคมและอารมณ์ (Social and emotional development) ให้รู้จักควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตัวเอง รู้จักเคารพความแตกต่างหลากหลาย รู้จักสื่อสารและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมีความรับผิดชอบในการกระทำของตนเองพอ

          ทีนี้เมื่อมีอายุสิบสองปี จบระดับประถมศึกษา (Primary education) ผู้เรียนต้องสามารถแยกแยะสิ่งที่ถูกต้องกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง (be able to distinguish right from wrong) รู้ว่าตนมีความถนัดในด้านใด (know their strengths and area of growth) สามารถอยู่และทำงานร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจ รู้จักแบ่งปันให้แก่ผู้อื่น (be able to cooperate, share and care for others) มีความสงสัยใคร่รู้ในเรื่องต่าง ๆ (have lively curiosity about things) สามารถคิดและแสดงออกอย่างมีเหตุผลได้อย่างมั่นใจ (be able to think for and express themselves confidently) มีความภูมิใจในสิ่งที่ทำ (take pride in their work) มีสุขภาพแข็งแรงและสนใจในศิลปะ (have healthy habits and awareness of the arts) และภูมิใจในชาติ (know and love Thailand)

          เมื่อมีอายุสิบห้าปี คือจบระดับมัธมศึกษา (Secondary education) ผู้เรียนต้องยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง (have moral integrality) มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป (believe in their abilities and be able to adapt to change) สามารถทำงานเป็นทีมและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (be able to work in teams and show empathy for others) มีความคิดสร้างสรรค์และใฝ่เรียนรู้ (be creative and have inquiring mind) รู้จักยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายและสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ (be able to appreciate diverse views and communicate effectively) รับผิดชอบที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง (take responsibility for own learning) รู้จักพัฒนาสุขภาพกายร่างกายและซาบซึ้งในศิลปะ (enjoy physical activities and appreciate the arts) และเชื่อมั่นในความเป็นไทยและเข้าใจการธำรงความเป็นไทย (believe in Thailand and understand what matters to Thailand)

          เมื่อมีอายุสิบแปดปี หรือจบมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช. (Post-Secondary education) ผู้เรียนต้องมีความกล้าหาญที่จะยืนหยัดกระทำในสิ่งที่ถูกต้อง (have moral courage to stand up for what is right) มีความสามารถในการแก้ไขฟื้นฟูสถานการณ์ที่เลวร้าย (be resilient in the face of adversity) สามารถที่จะอยู่และทำงานร่วมกับผู้คนที่แตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม (be able to collaborate across cultures and be socially responsible) สามารถริเริ่มในสิ่งใหม่และสามารถเป็นผู้ประกอบการ (be innovative and enterprising) สามารถคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและสามารถในการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวให้ผู้อื่นคล้อยตาม (be able to think critically and communicate persuasively) มีความมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ให้ดีที่สุด (be purposeful in pursuit of excellence) ดำรงชีวิตตามสุขภาวะที่ดีและดื่มด่ำในสุนทรียศาสตร์ (pursue a healthy lifestyle and have an appreciation for aesthetics) และภูมิใจในความเป็นคนไทยและเข้าใจบทบาทของประเทศไทยในสังคมโลก (be proud to be Thais and understanding Thailand in relation to the World)

          ผู้เขียนเห็นว่าแนวทางการพิจารณาร่างกฎหมายการศึกษาแห่งชาติของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นอะไรที่น่าสนใจมากจึงนำมาเล่าสู่กันฟังครับ เพราะเป็นการค่อย ๆ พัฒนาเด็กไปตามช่วงอายุ ช่วงวัย ไม่ใช่ตะบี้ตะบันยัดเยียดให้เรียนมันเข้าไปตั้งแต่ตัวเท่าเมี่ยง

          ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดมีไอเดียดี ๆ สามารถส่งความเห็นเพิ่มเติมของท่านไปประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เลยนะครับ.

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

“ประหยัดงบ” ปกรณ์ นิลประพันธ์

ประหยัดถ้าเป็นภาษากฎหมายจะฟังยากนิดหน่อยคือใช้จ่ายตามควรแก่ฐานานุรูป แต่ถ้าจะเอาแบบเข้าใจง่าย ก็น่าจะใช้ตามพจนานุกรม ซึ่งท่านว่าหมายถึงการใช้จ่ายแต่พอสมควรแก่ฐานะคือใช้ฐานะเป็นเกณฑ์ มีน้อยก็ใช้น้อย ถ้ามีมากก็อาจใช้มากได้ มีมากใช้น้อยไม่ว่ากัน ดีเสียอีกมีเหลือเก็บ แต่มีน้อยใช้มากนี่ไม่ประหยัดหรือสุรุ่ยสุร่าย

การรู้จักประหยัดนี้เป็นความรู้ด้านการเงิน (financial literacy) เรื่องหนึ่ง (ยังมีอีกหลายเรื่อง) ที่ต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก   ยิ่งในสังคมบริโภคนิยมยิ่งเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่ปลูกฝังให้ติดตัวมาตั้งแต่เป็นละอ่อน มาปลูกฝังในตอนโตแล้ว จะต้านทานแนวคิดบริโภคนิยมได้ยากมาก และถ้ามองในภาพรวม สังคมใดที่ผู้คนขาด financial literacy หรือมีแต่น้อย สังคมนั้นยากที่จะมีเสถียรภาพทางการเงินที่ยั่งยืน (sustainable finance) ได้

เหมือนกับที่เราจะก้าวสู่ยุคดิจิทัลนั่นแล ถ้าคนของเรายังขาด digital literacy เราก็จะไม่สามารถสถาปนา digital society ที่มั่นคงและยั่งยืนได้ ไม่ว่าเราจะมีสตางค์ซื้ออุปกรณ์ทันสมัยไฮเทครุ่นล่าสุดก็ตาม

Digital literacy นี่ไม่ใช้แค่ใช้คอมพิวเตอร์ได้ ใช้ smart phone เป็น เล่นไลน์ เล่นเฟสบุ๊ค คล่องนะครับ ถ้าเอาแบบง่าย ไม่ลึกซึ้งนัก มันหมายถึงความสามารถของบุคคลในการค้น ประมวล วิเคราะห์ สร้าง และสื่อสารข้อมูลที่เคลียร์คัตชัดเจนผ่าน digital platform ต่าง คือต้องมีการคิดวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ใช่ใครส่งอะไรมาก็แชร์กันเรื่อยเปื่อยไป 

การสร้าง digital literacy นี่ฝรั่งให้ความสำคัญมากนะครับ อยู่ในบทเรียนระดับมัธยมเลย แฝงอยู่ในหลายวิชา ไม่ได้ตั้งเป็นวิชาเฉพาะ เช่น ในวิชาประวัติศาสตร์ เขาจะมีชุดข้อมูลสั้นบ้างยาวบ้างมาให้ 4-5 ชุด แล้วให้ผู้เรียนเขียนวิเคราะห์ว่าข้อมูลใดเชื่อถือได้มากน้อยเพียงไรเพราะเหตุใด ไม่ใช่แค่ให้ท่องว่าเสียกรุงเมื่อไร เป็นต้น อันนี้เป็นทักษะพื้นฐานสำคัญของชีวิตในยุคดิจิทัลเลยนะครับ

ว่าจะเขียนเรื่องประหยัดงบประมาณ มาถึงนี่ได้ยังไงไม่รู้ กลับไปเรื่องประหยัดดีกว่า

พูดถึงเรื่องประหยัดงบประมาณนี่ ถ้าเป็นในภาคราชการทั่วไปมักจะคิดกันว่าหมายถึงการที่หน่วยงานสามารถใช้จ่ายเงินได้น้อยกว่าวงเงินงบประมาณที่ได้รับเป็นหลัก ซึ่งการคิดเพียงเท่านั้นมันกลับได้ผลประหลาดมากถึงมากที่สุดในทัศนะของผู้เขียน ที่ประหลาดก็เนื่องจากว่ามันทำให้ทุกหน่วยงานพยายามใช้จ่ายให้น้อยกว่าวงเงินที่ได้รับทุกเรื่องไปเพื่อให้ได้คะแนนความประหยัด การจึงกลายเป็นว่าเงินงบประมาณที่ขอไปนั้นมีเหลือทุกปี สร้างปัญหาในการบริหารงบประมาณอีก แทนที่งบประมาณจะไปถึงชาวบ้านเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ที่น่าขำก็คือตอนของบประมาณนี่แต่ละโครงการขอเสียสูงเชียว ตอนได้งบประมาณมาก็จะน้อยกว่าที่ขอไปราว 10-15% ตอนทำจริงดันผ่ามีเงินเหลือเพราะประหยัดได้ เรียกว่าขอเผื่อถูกตัดว่างั้น ตลกร้ายจริงเชียว

ที่จริงแล้วคำว่าประหยัดของหลวงท่านในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่จ่ายให้น้อยกว่าเงินที่ได้รับนะครับ เขามุ่งหมายถึงความคุ้มค่ามากกว่า คือการใช้เงินนั้นต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือแผนงานที่กำหนด เว้ากันซื่อ นั้นการใช้จ่ายเงินต้องตอบให้ได้ว่าประชาชนได้อะไรและถ้าใช้เงินคุ้มค่าตามวัตถุประสงค์แถมประหยัดได้อีกนี่เรียกว่าชาญฉลาดมาก สมควรได้คะแนนความประหยัดเยอะ

นี่กำลังคิดว่าตัวชี้วัดเรื่องการประหยัดจะไม่ใช้เกณฑ์การใช้เงินน้อยกว่าวงเงินงบประมาณที่ขอไปและได้รับอย่างเดิม อีกแล้ว แต่จะใช้เกณฑ์ความคุ้มค่าแทน คือต้องตอบให้ได้ว่าที่ใช้เงินไปน่ะ ประชาชนได้อะไร มีผลงานที่จับต้องได้ มีผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผู้รับบริการมาประกอบชัดเจน

ดีไหมครับ?



วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Doing Business 2019 ปกรณ์ นิลประพันธ์


                   เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2561 ธนาคารโลกได้เปิดเผยรายงานฉบับหนึ่งที่เรียกว่า รายงานความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจ (Doing Business) ประจำปี 2019

                   รายงานที่ว่านี้เป็นรายงานที่ธนาคารโลกจัดทำขึ้นโดยรวบรวมผลการสำรวจการประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมตั้งแต่เริ่มไปจนเลิกกิจการในเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศต่าง ๆ จำนวน 190 ประเทศ ว่ายาก-ง่ายแค่ไหนในภาพรวม ซึ่งหลัก ๆ เป็นการสำรวจเกี่ยวกับกระบวนการขั้นตอน (procedure) ระยะเวลาดำเนินการ (time) ต้นทุน (cost) ว่ามีขั้นตอนเยอะไหม ใช้เวลาขออนุมัติอนุญาตมากไหม หลงจ้งแล้วคิดเป็นต้นทุนมากน้อยเพียงไร ซึ่งเรื่องเหล่านี้นอกจากจะเกี่ยวข้องกับกฎหมาย กฎ และระเบียบแล้ว ยังเกี่ยวกับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหน

                   สำหรับประเด็นหลักที่เขาสำรวจก็มี 10 เรื่องด้วยกัน คือ ความยาก-ง่ายในการเริ่มต้นธุรกิจ การขออนุญาตก่อสร้าง การขอใช้ไฟฟ้า การจดทะเบียนทรัพย์สิน การได้รับสินเชื่อ การคุ้มครองผู้ลงทุนฝ่ายข้างน้อย การชำระภาษี การค้าระหว่างประเทศ การบังคับการให้เป็นไปตามข้อตกลงหรือสัญญา และการแก้จัดการปัญหาล้มละลาย อันเป็นเรื่องพื้นฐานของการประกอบธุรกิจ

                   สำหรับการสำรวจในแต่ละประเทศนั้น เขาใช้วิธีให้ภาคเอกชนตอบแบบสอบถาม แล้วนำมาพิจารณาประกอบกับรายงานผลการดำเนินการในการปฏิรูปในแต่ละประเด็น รวมทั้งลงพื้นที่สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องด้วย

                   ส่วนวิธีการให้คะแนนในแต่ละประเด็นที่สำรวจนั้น หลายปีก่อนเขาใช้วิธีกำหนดค่าเป้าหมายขึ้น แล้วประเมินผลว่าแต่ละประเทศมีระยะห่างจากเป้าหมายที่กำหนดมากแค่ไหน (Distance to Frontier (DTF)) เช่น การขออนุญาตก่อสร้างต้องได้รับใบอนุญาตภายใน 10 วัน ประเทศไหนทำได้ภายใน 10 วันก็ได้เต็ม ใครทำได้ช้ากว่านี้ก็ได้คะแนนน้อยลงไปเรื่อย ๆ แต่ปี 2019 เขาปรับการให้คะแนนใหม่ให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น โดยตามวิธีนี้เขาถือว่าประเทศที่ทำได้ดีที่สุดในแต่ละประเด็น (เช่น ใช้เวลาในการอนุญาต 0.5 วัน) จะได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน ประเทศที่ทำได้ไม่ดีที่สุดในประเด็นนั้น (เช่น ใช้เวลาในการอนุญาต 120 วัน) จะได้คะแนน 0  ส่วนประเทศอื่นจะได้คะแนนตามผลงานที่ทำได้เมื่อเทียบกับ Benchmark ดังกล่าว เขาเรียกวิธีนี้ว่า Ease of Doing Business Score (EODB) ซึ่งก็นับว่าเป็นธรรมดี

                 ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้ convert คะแนน DTF ของทุกประเทศที่ได้ในปี 2018 เป็นคะแนน EODB เพื่อเปรียบเทียบด้วย  ซึ่งเมื่อ convert แล้วปรากฏว่าในปี 2018 ที่ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่ม Top 30 ของโลก โดยอยู่ในลำดับที่ 26 จาก 190 ประเทศ ได้คะแนน EODB เท่ากับ 77.39

                   สำหรับปี 2019 ประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่ม Top 30 ของโลก ถึงจะอยู่ในลำดับที่ 27 จาก 190 ประเทศ แต่ได้คะแนน EODB รวม 78.45 ซึ่งสูงกว่าคะแนน EODB ที่ได้ในปี 2018 จากการพัฒนาการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจที่สำคัญใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ ด้านการขอใช้ไฟฟ้า ด้านการชำระภาษี และด้านการค้าระหว่างประเทศ  

                   ในทัศนะของผู้เขียน การที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 27 ขณะที่ปีที่แล้วอยู่ในลำดับที่ 26 นั้น ไม่ใช่ว่าเราสอบตก หรือแย่ลง เพราะหากดูคะแนนรวมของทุกประเทศที่หน้าที่ 5 ของรายงานฉบับออนไลน์ตามลิ้งนี้ http://www.doingbusiness.org/content/dam/doingBusiness/media/Annual-Reports/English/DB2019-report_web-version.pdf  จะเห็นได้ว่าประเทศชั้นนำอย่างฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ญี่ปุ่น จีน ฯลฯ ล้วนได้อันดับต่ำกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเขาสอบตกหรือเป็นเต่า เพียงแต่เขายังทำไม่ได้เท่าประเทศที่ได้คะแนนเต็มในแต่ละประเด็นเท่านั้น คะแนนรวมจึงต่ำ อันดับจึงไม่สูง ก็ต้องพัฒนากันไป เราก็พัฒนาไป คนอื่นเขาก็พัฒนาเหมือนกัน  ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นว่าเมื่อเราได้คะแนนมากกว่าปีที่แล้ว แสดงว่าเรามีพัฒนาการที่ดีขึ้น หาใช่สอบตกไม่

                  จะว่าไป การที่ประเทศไทยมีคะแนนดีขึ้นเป็นผลจากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างจริงจังในการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องก็ทำงาน “ปิดทองหลังพระ” ร่วมกันอย่างใกล้ชิดมาตลอด เสียอย่างเดียวคือพูดไม่เก่ง เป็นทีมฟุตบอลเล็ก ๆ ที่ไม่มีฮีโร่ แต่ทุกคนทำเพื่อทีม ทีมที่ว่านี้คือ “ประเทศไทย”

                   ถึงตอนนี้สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกำลังทำกันง่วนอยู่ คือเตรียมความพร้อมสำหรับปีถัดไป เป้าหมายคือ Toward Sustainable and Better Life ครับ ซึ่งตอนนี้เราเห็นร่วมกันแล้วว่าถ้าทุกหน่วยสามารถนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันได้อย่างเต็มรูปแบบตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 ก็จะสามารถอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจได้มาก ช่วยลดขั้นตอน (Procedure) ลดระยะเวลาในการให้บริการ (Time) และลดต้นทุนของผู้ประกอบการ (Cost) ได้ทุกด้านอันจะทำให้คะแนน EODB ของประเทศสูงขึ้นโดยตรงเนื่องจากจำนวนขั้นตอน ระยะเวลาในการให้บริการ และต้นทุนของผู้ประกอบการนั้นเป็นปัจจัยสำคัญในการคำนวณคะแนนแบบ EODB  นอกจากนี้ ยังเป็นเกราะป้องกันการทุจริตด้วยเพราะมันตรวจสอบได้

                   ขอตัวไปทำงานต่อนะครับ.