วันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2561

การคำนวณภาระของประชาชนในการปฏิบัติตามกฎหมาย (Standard Cost Model) โดย นางสาวใจใส วงส์พิเชษฐ*


                   Standard Cost Model หรือ SCM คือ หลักการคำนวณภาระของประชาชนที่เกิดขึ้นจากการออกกฎหมาย (Administrative Burdens) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยคณะทำงาน International Working Group on Administrative Burdens (หรือเครือข่าย SCM Network to reduce Administrative Burdens ในปัจจุบัน) ด้วยจุดมุ่งหมายให้ SCM เป็นแบบในการคำนวณภาระที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพกฎหมายของภาครัฐ  SCM จึงถูกออกแบบให้ดูง่ายและไม่ซับซ้อนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง

                   SCM สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทั้งในกระบวนการวิเคราะห์ผลกระทบในการออกกฎหมาย (ex ante) และกระบวนการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย (ex post) เนื่องจากภาครัฐสามารถใช้ SCM คำนวณเพื่อคาดการณ์ปริมาณภาระของประชาชนที่อาจเกิดขึ้นจากการออกกฎหมาย หรือใช้คำนวณระดับภาระที่ประชาชนต้องแบกรับจากกฎหมายที่มีใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันเพื่อสร้างเป็นข้อมูลพื้นฐาน (baseline) ประกอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย  

                      ในการนี้  SCM สามารถคำนวณหาภาระในการปฏิบัติตามกฎหมายได้ทั้งในรูปแบบต้นทุนทางการเงินและต้นทุนทางเวลา  โครงสร้างพื้นฐานของหลักการคำนวณ คือ 

           Administrative Burdens (AB) = ต้นทุนทางเวลา (T x Q) + ต้นทุนทางการเงิน (C x Q)  
รายละเอียดขั้นตอนการคำนวณสามารถสรุปได้ตามแผนผังดังต่อไปนี้


                   ตัวอย่างการคำนวณภาระในการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยใช้หลักการ SCM

                  ๑. เลือกร่างกฎหมายที่ต้องวิเคราะห์ภาระที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและการประกอบการของธุรกิจ หรือเลือกกฎหมายที่ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์

­ พระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒  มาตรการตรวจสภาพรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีอายุใช้งานครบ ๗ ปีขึ้นไป ก่อนเสียภาษีประจำปี

                   ๒. ตรวจสอบว่าข้อกำหนดหรือกลไกใดในกฎหมายดังกล่าวที่สร้างขั้นตอน ก่อความยุ่งยาก หรือสร้างภาระให้แก่ประชาชนหรือการประกอบธุรกิจ

                     ** ประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในขั้นตอนนี้ คือ ขอบเขตการใช้งานของ SCM  เนื่องจาก SCM ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อคำนวณภาระที่เกิดจากกลไกทางกฎหมายที่มีลักษณะเป็นการกำหนดหน้าที่หรือกำหนดขั้นตอนกระบวนการให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูล หรือที่เรียกว่า Information Obligation เท่านั้น (เช่น การจดทะเบียน การขออนุญาต การตรวจสอบหรือทำรายงานประจำปี ฯลฯ)  ภาระที่เกิดขึ้นจากมาตรการที่มีลักษณะเป็นการสั่งให้ทำหรือสั่งห้ามจะไม่สามารถใช้ SCM ในการคำนวณได้ **
­ การตรวจสภาพรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีอายุใช้งานครบ ๗ ปีขึ้นไป ก่อนเสียภาษีประจำปี

                 ๓. ศึกษาและจำแนกกิจกรรมที่เกิดขึ้นว่ามีขั้นตอนหรือกระบวนการใดบ้างที่ประชาชน/ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด[*]

­ ในการตรวจสภาพรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่มีอายุการใช้งานครบ ๗ ปีขึ้นไป ก่อนเสียภาษีประจำปี เจ้าของรถยนต์ไม่ต้องทำการนัดล่วงหน้า แต่จะต้องนำรถและสมุดคู่มือทะเบียนรถไปแสดงก่อนการตรวจสภาพรถยนต์กับสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบกหรือหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบก  การตรวจสภาพรถยนต์โดย ตรอ. ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ ๓๐ นาที และโดยหน่วยงานของกรมการขนส่งทางบกใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ ๔๕ นาที
** ระยะเวลาในการตรวจสภาพรถยนต์จะไม่ถูกนำมาคำนวณด้วย เนื่องจากไม่มีข้อกำหนดให้เจ้าของรถยนต์ต้องอยู่รอในระหว่างที่มีการตรวจสอบ **

ภาระที่เกิดขึ้นสำหรับประชาชนที่มีรถขึ้นทะเบียนไว้ใน กทม. สามารถคำนวณได้ดังนี้

กิจกรรมที่เกิดขึ้น (T)
- การนำรถมายัง ตรอ. และนำกลับ ใช้เวลาโดยเฉลี่ย (ใน กทม.) ๒ ชั่วโมง ดังนั้น ระยะเวลาในการดำเนินกิจกรรม (T) เท่ากับ ๒ ชั่วโมง

ค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องจ่าย (C)
- ค่าธรรมเนียมในการตรวจ ๑๕๐ บาท
- ค่าน้ำมันในการนำรถมายัง ตรอ. และนำกลับ โดยเฉลี่ยเท่ากับ ๒๐๐ บาท
  ดังนั้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรม (C) เท่ากับ ๑๕๐ + ๒๐๐ = ๓๕๐ บาท

จำนวนครั้งในการทำกิจกรรมต่อปี (Q)
- มีรถยนต์ที่มีอายุเกิน ๗ ปีขึ้นไปในเขต กทม. จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ คันที่ต้องผ่านการตรวจสอบ
  สภาพ ก่อนเสียภาษีในทุก ๆ ปี  ดังนั้น ต้องตรวจสภาพรถยนต์จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครั้งต่อปี

ภาระของประชาชนที่เกิดขึ้นจากข้อกำหนดดังกล่าวมีค่าเท่ากับ
ต้นทุนทางเวลา  x ๑,๐๐๐,๐๐๐ = ๒,๐๐๐,๐๐๐ ชั่วโมงต่อปี
ต้นทุนทางการเงิน  ๓๕๐ x ๑,๐๐๐,๐๐๐ = ๓๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อปี

ทั้งนี้ ตัวอย่างการคำนวณข้างต้นเป็นเพียงการคำนวณขั้นพื้นฐานเท่านั้น  ในการปฏิบัติจริง ยังคงมีตัวแปรอื่น ๆ ที่ควรนำมาประกอบการคำนวณเพื่อให้การคำนวณแม่นยำและใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากขึ้น เช่น ค่าเสียโอกาส ต้นทุนคงที่ (fixed costs) ค่า overhead หรือต้นทุนแฝงอื่น ๆ

                   ๔. เมื่อได้ตัวเลขภาระที่ประชาชนต้องแบกรับจากข้อกำหนดในกฎหมายและเข้าใจถึงสาเหตุที่มาของภาระดังกล่าวแล้ว ภาครัฐก็สามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาแก้ไขปรับปรุงร่างกฎหมายหรือกฎหมาย หรือการพัฒนานโยบายอื่น ๆ เพื่อบรรเทาภาระดังกล่าวของประชาชน  ในการนี้ รัฐจะต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายของกฎหมาย (รวมถึงกลไกที่กำหนดไว้ในกฎหมายด้วย) ความเหมาะสมและความได้สัดส่วนระหว่างสภาพปัญหากับมาตรการที่เลือกใช้ และผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

­ การกำหนดให้ตรวจสภาพรถยนต์ที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปีขึ้นไป ก่อนเสียภาษีในทุก ๆ ปี เพื่อกำกับให้รถยนต์มีสภาพที่เหมาะสมกับการขับขี่ ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุที่เกิดจากรถยนต์เสื่อมสภาพ และเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนของตนเองและผู้อื่น  ในการนี้ ภาครัฐอาจพิจารณา
- แก้ไขกฎหมายแม่บท ซึ่งในกรณีนี้คือการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. ๒๕๒๒ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง
- แก้ไขหรือยกเลิกข้อกำหนดหรือกลไกในกฎหมาย  โดยอาจเป็นการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกกฎกระทรวง/ประกาศในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
- ออกนโยบายหรือมาตรการอื่น ๆ เพื่อลดความซับซ้อนยุ่งยากของกิจกรรม เช่น ยกเว้นหรือลดค่าธรรมเนียมเพื่อจูงใจให้คนตรวจเช็คสภาพรถเป็นประจำ หรือ เพิ่มจำนวนและกระจาย ตรอ. ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ หรือตั้งสถานตรวจสภาพรถยนต์ชั่วคราวตามพื้นที่ชุมชนเพื่อลดระยะเวลาในการเดินทาง

แม้จะเป็นเพียงการคำนวณขั้นพื้นฐาน ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ความซับซ้อนในการใช้ SCM ไม่ได้อยู่ที่การคำนวณตัวเลข แต่เป็นขั้นตอนในการศึกษาและจำแนกกิจกรรม/กระบวนการต่าง ๆ ที่กฎหมายสร้างขึ้นมากจนเกินความจำเป็น  ผู้ร่างกฎหมายจึงควรคำนึงถึงข้อจำกัดของ SCM อยู่เสมอ ว่า SCM เป็นเพียงเครื่องมือในการคำนวณภาระในการปฏิบัติตามกฎหมายของประชาชนเพียงด้านเดียว การออกกฎหมายยังคงสร้างผลกระทบและภาระในด้านอื่น ๆ ที่ไม่สามารถนำหลักการดังกล่าวมาใช้ตรวจวัดได้ ซึ่งรวมไปถึงการคำนวณผลประโยชน์ของการออกกฎหมายด้วย  ดังนั้น ประโยชน์สำคัญของการนำ SCM มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพกฎหมายของประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การอำนวยความสะดวกในการคำนวณผลกระทบของกฎหมาย แต่อยู่ที่คุณสมบัติของ SCM ที่สามารถช่วยให้ผู้ออกกฎหมายเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบและภาระที่เพิ่มขึ้นของประชาชนจากการมีกฎหมายได้อย่างลึกซึ้งและเป็นระบบมากขึ้น



[*] หมายเหตุ: ข้อมูลที่ใช้เป็นตัวเลขสมมติเพื่อสาธิตการวิธีคำนวณเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลสถิติที่ถูกต้อง
* University of Nottingham LL.B. (Hons)  นักกฎหมายกฤษฎีกาปฏิบัติการ กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น