วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2561

ข้อพิจารณาสำคัญทางกฎหมายบางประการในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย พลเอก กฤษณะ บวรรัตนารักษ์


         การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเกี่ยวข้องกับกฎหมาย ทั้งกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนหลักสากล ที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องปฏิบัติภายใต้กรอบของกฎหมายและหลักสากล ซึ่งมีข้อพิจารณาสำคัญทางกฎหมายบางประการที่น่าสนใจที่ทุกภาคส่วนควรทราบ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจอันจะนำไปสู่ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาให้สำเร็จลุล่วงด้วยดีภายใต้หลักนิติธรรมต่อไป โดยสรุปสาระสำคัญบางประเด็นที่น่าสนใจได้ ดังนี้

          1. การปฏิบัติหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในประเทศ ภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารบรรจุอยู่ด้วยนั้น เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศหรือ   การทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) มิใช่อยู่ในภาวะการรบ(Combat Operations) หรือการสงคราม (Warfare) ไม่ว่าจะเป็นการขัดกันด้วยอาวุธระหว่างประเทศ (International Armed Conflict) หรือการขัดกันด้วยอาวุธภายในประเทศ (Internal Armed Conflict) ก็ตาม เป็นการบังคับใช้กฎหมายอาญาบ้านเมืองปกติทั่วไป (Domestic Criminal Laws) คล้ายคลึงกับต่างประเทศกรณีไอร์แลนด์เหนือใช้กำลังทหารอังกฤษไปเสริมการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อยหรือการบังคับใช้กฎหมาย สำหรับในประเทศเช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. เจ้าหน้าที่ศุลกากร เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่สรรพสามิต เป็นต้น ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันหรือปราบปรามและจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายในส่วนที่รับผิดชอบ ในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทั่วไป การลักลอบค้ายาเสพติด แรงงานผิดกฎหมายการค้ามนุษย์ การลักลอบนำเข้าสิ่งของผิดกฎหมาย การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า การทำเหล้าเถื่อน
            ส่วนการนำเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่บรรจุใน กอ.รมน.ภาค 4 สน.มาปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยหรือการบังคับใช้กฎหมายนั้น มีกฎหมายรองรับให้กระทำได้ ตามที่บัญญัติในมาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติสรุปได้ว่า รัฐต้องจัดให้มีกำลังทหารเพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชน และมาตรา 8 กับมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2551 กำหนดสรุปได้ว่าให้กระทรวงกลาโหมมีอำนาจหน้าที่พิทักษ์รักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในราชอาณาจักร  ตลอดจนปฏิบัติการอื่นที่เป็นการปฏิบัติการทางทหารนอกเหนือจากสงครามเพื่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และป้องกัน ระงับ หรือปราบปรามการกระทำความผิดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐซึ่งจำเป็นต้องใช้กำลังทหารระงับเหตุการณ์ร้ายแรงโดยเร็ว
            นอกจากนั้นในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศหรือการทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือทหารสามารถเข้าไปได้ในทุกสถานที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เช่น แหล่งชุมชน โรงพยาบาล โรงเรียน หรือสถานที่สำคัญทางศาสนาหรือศิลปวัฒนธรรม เป็นต้น ไม่มีข้อจำกัดดังเช่นในกรณีการรบหรือการสงครามภายใต้หลักกฎหมายสงครามหรือกฎหมายว่าด้วยการขัดกันด้วยอาวุธระหว่างประเทศ ที่ผู้ทำการรบที่เรียกว่าพลรบ (Combatant) จะต้องหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปในหรือใช้ประโยชน์ทางทหารจากสถานที่ดังกล่าว  และการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถมาปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้นั้น ก็เป็นไปตามประมวลระเบียบการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (Code of Conduct for Law Enforcement Officials 1979) ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักสากลที่องค์การสหประชาชาติได้จัดทำขึ้น กำหนดว่า "เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย" หมายรวมถึงเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายทุกประเภท ไม่ว่าจะมาจากการแต่งตั้งหรือเลือกตั้ง ซึ่งใช้อำนาจหน้าที่อย่างตำรวจโดยเฉพาะการจับกุมหรือควบคุมตัว  ในประเทศที่ทหารสามารถใช้อำนาจหน้าที่อย่างตำรวจหรือโดยกองกำลังรักษาความมั่นคงของรัฐ ความหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายรวมถึงเจ้าหน้าที่ดังกล่าวด้วย

          2. หลักกฎหมายสำคัญและหลักสากลที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะต้องยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ โดยเฉพาะการใช้อาวุธปืน และการชันสูตรพลิกศพกับการไต่สวนสาเหตุการตาย ซึ่งแตกต่างจากการรบหรือการสงคราม  ดังนี้
              2.1 ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 68 ซึ่งสรุปได้ว่า การใช้กำลังหรืออาวุธของทหารที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต้องพอสมควรแก่เหตุหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าไม่เกินกว่าเหตุ ถือว่าเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายและอยู่ภายใต้หลักการป้องกันตนเอง กล่าวคือ เป็นการป้องกันชีวิตของตนเองหรือผู้อื่นให้พ้นภยันตรายที่ใกล้จะถึงจากการประทุษร้ายโดยผู้ต้องสงสัย ผู้ต้องหา หรือผู้ที่จะถูกตรวจค้นหรือจับกุม ดังนั้น ในการทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายต้องมีการแสดงตน การเตือนด้วยวาจา การยิงเตือนในทิศทางที่ปลอดภัย เว้นแต่หากสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยหรือเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสของผู้ใด
              2.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ซึ่งสรุปได้ว่า ในกรณีที่มีการตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานระหว่างปฏิบัติหน้าที่หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานระหว่างปฏิบัติหน้าที่  ให้มีการชันสูตรพลิกศพ แล้วมีการร้องขอต่อศาลชั้นต้นแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่  เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด และถึงเหตุกับพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้ายให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำเท่าที่จะทราบได้ แล้วส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการหรืออัยการทหารเพื่อมีคำสั่งฟ้องทางอาญาหรือไม่ฟ้องเจ้าพนักงานดังกล่าว  พนักงานอัยการหรืออัยการทหารจะพิจารณาว่าการกระทำของเจ้าพนักงานดังกล่าวเกินกว่าเหตุหรือไม่ หากเห็นว่าไม่ได้กระทำการเกินกว่าเหตุก็จะสั่งไม่ฟ้อง แต่ถ้าเห็นว่ากระทำเกินกว่าเหตุก็จะสั่งฟ้องเป็นคดีอาญาต่อไป
                       2.3 หลักการพื้นฐานว่าด้วยการใช้กำลังบังคับและอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย (Basic Principles on the Use of Force and Firearms by Law Enforcement Officials) รับรองโดยที่ประชุมขององค์การสหประชาชาติ เป็นส่วนหนึ่งของหลักสากลในการใช้กำลังและอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย สรุปสาระสำคัญได้ว่า ใช้กำลังบังคับและอาวุธปืนได้เฉพาะที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เคารพสิทธิมนุษยชน ออกกฎเกณฑ์และข้อบังคับว่าด้วยการใช้กำลังบังคับและอาวุธปืน พัฒนาวิธีการใช้อาวุธและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องให้หลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับความจำเป็นที่แตกต่างกันของแต่ละสถานการณ์  เจ้าหน้าที่พึงได้รับอุปกรณ์ป้องกันตัว เช่น โล่ หมวกป้องกัน ศีรษะ เสื้อกันกระสุน ฯลฯ เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนเพื่อเป็นการป้องกันตัวหรือป้องกันผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายร้ายแรงที่ใกล้จะมาถึงที่อาจถึงแก่ชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส การแสดงสถานภาพเจ้าหน้าที่และการเตือน เว้นแต่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อชีวิตหรืออันตรายที่ร้ายแรง การใช้กำลังบังคับต่อการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  การใช้กำลังบังคับในการคุมขังหรือควบคุมตัว การกำหนดคุณสมบัติและการฝึกอบรมเจ้าหน้าที การป้องกันการใช้กำลังหรืออาวุธปืนเกินกว่าเหตุอย่างเป็นระบบ และการรายงานกับการแก้ปัญหาเมื่อมีการใช้กำลังและอาวุธปืนเกินกว่าเหตุ

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างการใช้อาวุธปืน
การรบหรือการสงคราม
การทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
มาตรการจากหนักไปหาเบาได้
มาตรการจากเบาไปหาหนัก
มาตรการแรกโจมตีเป้าหมายทางทหาร
มาตรการสุดท้ายเพื่อป้องกันชีวิตตนเองหรือผู้อื่น
ไม่ต้องมีการแสดงตน

ต้องมีการแสดงตนเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่
(หากสถานการณ์เอื้ออำนวย)
ไม่ต้องมีการแจ้งเตือนด้วยวาจา
ต้องมีการแจ้งเตือนด้วยวาจา
(หากสถานการณ์เอื้ออำนวย)
ไม่ต้องมีการยิงเตือน
ต้องมีการยิงเตือนในทิศทางที่ปลอดภัย
(หากสถานการณ์เอื้ออำนวย)
สามารถยิงข้าศึกได้มากกว่าหนึ่งนัด
ใช้กระสุนให้น้อยที่สุด ควรยิงเท่าที่จำเป็น
ใช้กระสุนหลายนัดอาจเกินกว่าเหตุ
ยิงด้านหลังของข้าศึกได้
หลีกเลี่ยงการยิงด้านหลัง
(อาจเกินกว่าเหตุ)
ไม่มีการชันสูตรพลิกศพและการไต่สวนสาเหตุการตาย
โดยศาล
มีการชันสูตรพลิกศพและการไต่สวนสาเหตุการตายโดยศาล


          3. หลักสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะต้องมีความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน   เป็นอย่างดี เพื่อจะได้ไม่ไปปฏิบัติหน้าที่ผิดพลาดในการตรวจค้น จับกุม พันธนาการ หรือควบคุมตัว รวมทั้งการใช้อาวุธปืน ซึ่งความหมายของหลักสิทธิมนุษยชนที่เข้าใจง่ายที่ต้องนำไปปฏิบัติ คือ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่ดูถูกเหยียดหยาม ไม่เลือกปฏิบัติ คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประการสำคัญ ต้องไม่มีการข่มขู่ ไม่กระทำให้อับอาย หรือไม่ทารุณกรรมในการทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด
          บทความนี้จะไม่กล่าวถึงในรายละเอียดของหลักสิทธิมนุษยชน จะนำเสนอเฉพาะประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ ดังนี้
         3.1 การละเมิดสิทธิมนุษยชนไม่จำเป็นว่าผู้ละเมิดต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเสมอไป ภาคเอกชนหรือประชาชนบางรายบางกลุ่มอาจเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้แท้จริงแล้ว เจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจรวมทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองที่ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ไม่ได้เป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนแต่อย่างใด แต่เป็นผู้คุ้มครองสิทธิมนุษยชน กล่าวคือ ทำหน้าที่ให้เกิดความสงบสุข ทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขทั้งในการเดินทางและ   การประกอบวิชาชีพ ทำหน้าที่คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน นักเรียน และครู ให้ปลอดภัยรอดพ้นจาก       การประทุษร้ายหรือการก่อเหตุความรุนแรง ผู้ที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ก่อเหตุรุนแรงต่อประชาชนและครู คือ ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริงนั่นเอง แต่หากเจ้าหน้าที่ของรัฐละเมิดสิทธิมนุษยชนก็จะถูกดำเนินคดีอาญา แพ่ง และวินัย
            3.2 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights : ICCPR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights : ICESCR) ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักสิทธิมนุษยชนที่มีผลผูกพันประเทศไทย  ได้กำหนดสิทธิในการกำหนดใจตนเอง (right to self- determination) ทำนองเดียวกันในข้อ 1. ของกติกาทั้งสองฉบับสรุปได้ว่า ประชาชนทั้งปวงมีสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง โดยอาศัยสิทธินั้น ประชาชนจะกำหนดสถานะทางการเมืองอย่างเสรี รวมทั้งดำเนินการอย่างเสรี ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตน แม้ประเทศไทยจะมีพันธกรณีผูกพันตามกติกาข้างต้นทั้งสองฉบับ แต่ไม่สามารถนำมาอ้างให้มีการออกเสียงประชามติกำหนดสถานะทางการเมืองเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนหรือรูปแบบการปกครองที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ เนื่องจากประเทศไทยได้ทำถ้อยแถลงตีความ (ข้อสงวน) ยื่นต่อเลขาธิการสหประชาชาติไว้ว่า "มิให้ตีความว่าอนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำใด ๆ ที่จะเป็นการแบ่งแยกหรือทำลายบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกภาพทางการเมืองของรัฐเอกราชอธิปไตย ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน" นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 1 บัญญัติว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ และมาตรา 166  บัญญัติสรุปได้ว่า ในกรณีมีเหตุอันสมควร คณะรัฐมนตรีจะขอให้มีการออกเสียงประชามติในเรื่องใดอันมิใช่เรื่องที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ตามที่กฎหมายบัญญัติ   จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการออกเสียงประชามติที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและแย้งกับถ้อยแถลงตีความ (ข้อสงวน) ดังกล่าว

          สรุป การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารภายใต้ กอ.รมน.ภาค 4 สน. เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศหรือการทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย โดยการใช้อาวุธปืนแตกต่างจากการรบหรือการสงคราม และผู้ที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขเป็นผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนั้น  ไม่ว่าผู้ใดหรือกลุ่มใดไม่อาจอ้างให้มีการออกเสียงประชามติกำหนดสถานะทางการเมืองเกี่ยวกับการแบ่งแยกดินแดนหรือรูปแบบการปกครองที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและแย้งกับถ้อยแถลงตีความของประเทศไทยได้ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ ตลอดจนหลักสากล

-----------------
ที่ปรึกษาพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 


วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561

พ่อแม่ไม่สั่งสอน โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์

เห็นจั่วหัวมาอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้เขียนจงใจด่าใครนะครับ

จริง มุ่งหมายให้เข้าใจความสำคัญของคำนี้ต่างหาก เพราะพ่อแม่เป็นต้นแบบ (role model) ของลูก เขาโตมากับเรา เขาก็เลยนแบบเรานั่นแหละ ถ้าพ่อแม่ดูแลเอาใจใส่ลูก อยู่ใกล้ชิดลูก เขาก็จะยึดถือพ่อแม่เป็นแบบอย่างทั้งวิธีคิดวิธีปฏิบัติตัว 

ในกรณีเช่นนี้ ถ้าพ่อแม่ประพฤติดีประพฤติชอบ ลูกเขาก็จะเอาเราเป็นแบบอย่าง ตรงข้าม ถ้าพ่อแม่ประพฤติตัวไม่ดี ลูกเต้าก็จะทำตามเหมือนกัน ทีนี้เวลาพ่อแม่ไปดุเขา เขาก็จะย้อนได้ว่าถ้าไม่ดีแล้วทำไมพ่อแม่ทำล่ะ หนูก็ทำอย่างที่พ่อแม่ทำนั่นแหละ

ขอบเขตของคำว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนในความเห็นของผู้เขียนจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะการไม่ได้สั่งสอนหรือการไม่ได้อบรมเขาเท่านั้น แต่ขยายไปถึงการที่พ่อแม่ทำตัวไม่ดีด้วย เช่น พ่อแม่พาลูกไปส่งโรงเรียน ขับรถปาดซ้ายป่ายขวา ฝ่าไฟแดง สวนเลน และอีกสารพัดดังที่เราเห็นกันทุกวี่ทุกวัน เพราะใคร เขาก็ทำกันหรือไม่ก็ตำรวจไม่มีหรือนิดนึงไม่เป็นไรลูก เขาก็ซึมซับพฤติกรรมนี้ไปทุกวัน พอโตขึ้น เขาก็ทำบ้าง ความเลอะเทอะก็ขยายวงไปอีกเจนเนอเรชั่นหนึ่ง พอเขาไปมีลูกของเขาเอง ลูก ของพวกเขาก็จะทำอย่างนี้ต่อไปเป็นทอด พอรวมกันเข้ากลายเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคม พฤติการณ์เหล่านี้ก็จะกลายเป็นพฤติกรรมสังคมไปโดยปริยาย 

ดังนั้น ความไร้วินัยของผู้คนในสังคมจึงไม่ได้อยู่ที่เจ้าหน้าที่แย่หรือกฎหมายแย่อย่างเดียว แต่อยู่ที่ตัวเราเองด้วย เรามักจะโทษคนอื่นหรืออะไรก็ตามที่มันพูดไม่ได้ไว้ก่อนเสมอ เราไม่เคยโทษตัวเองเลยว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเพราใคร เขาก็ทำกัน

ยิ่งถ้าพ่อแม่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดลูก หรืออยู่ใกล้แต่ให้อินเตอร์เน็ตสอนเขา โดยเฉพาะการยื่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ให้เขาเพื่อตัวเองจะได้มีเวลาว่าง ลูกไม่กวน ลูก จะกลายเป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่สั่งสอนอย่างแท้จริงเพราะต้องเรียนรู้เรื่องต่าง ด้วยตัวเองโดยลำพัง อีกทั้งสิ่งที่เรียนรู้นั้นมันไม่ใช่โลกของความเป็นจริง (real world) ด้วย แต่เป็นโลกเสมือนจริง (virtual reality) เด็ก จึงแยกไม่ออกระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริง เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องปกติในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาต่าง เหมือนในเกมส์ 

การที่พ่อแม่ไม่สั่งสอนในแบบหลังนี้สะท้อนให้เห็นได้ชัดจากข่าวหรือคลิปการใช้ความรุนแรงต่าง ที่เกิดขึ้นในสังคม และผู้กระทำมีอายุน้อยลงเรื่อย

เห็นไหม คำว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนนี่มีความหมายลึกซึ้งมิใช่น้อยนะครับ

ใครนะช่างคิด

ขอคารวะหนึ่งจอก.

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2561

ผลกระทบของเงินดิจิทัล ตอนที่ 1 โดย นายณรัณ โพธิืพัฒนชัย


                    ตอนก่อนนี้ผู้เขียนได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตและกลไกการทำงานของเงินดิจิทัลหรือเงินคริปโตไปแล้ว  ในตอนนี้ ผู้เขียนจะได้กล่าวถึงผลกระทบของระบบการเงินดิจิทัลแง่มุมต่าง ๆ ที่ผู้วางนโยบาย นักกฎหมาย หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปควรคำนึงถึง โดยแบ่งออกเป็น 5 ประเด็น คือ
·       ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจ
·       ผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของประชาชนจากการประพฤติมิชอบ
·       ผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
·       ข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และ
·       ความไม่แน่นอนของเทคโนโลยีที่ยังไม่นิ่ง  

                    เนื่องจากประเด็นที่ต้องพิจารณามีความละเอียดซับซ้อน ในตอนนี้ ผู้เขียนจะขอเสนอในสองประเด็นแรกก่อน ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบของระบบการเงินดิจิทัลต่อระบบเศรษฐกิจการเงินในระดับมหภาคและจุลภาค  ดังต่อไปนี้

1. ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจ

                    ในมุมมองด้านกฎหมายและการเงิน (law and finance) ประเด็นที่สำคัญและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดที่สุดคือ ผลกระทบของระบบเงินดิจิทัลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีต้นกำเนิดของเงินดิจิทัล จะเป็นระบบสารสนเทศแบบกระจายส่วน (P2P network) ก็ดี หรือเทคโนโลยีบล็อกเชน (blockchain) ก็ดี จะไม่ได้ส่งผลกระทบในแง่ลบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการเงินเชิงระบบก็ตาม แต่การนำเทคโนโลยีไปใช้ในการ “เก็งกำไร” และ “การระดมทุน” ที่ “เกินความพอดี” จนทำให้มูลค่าพุ่งทะยานสูงขึ้นอย่างไร้ขอบเขต เป็นเหตุผลหลักที่ชวนให้คิดว่า เราควรต้องทบทวนความเหมาะสมของระบบการเงินดิจิทัลหรือไม่ เพราะเรายังไม่สามารถกำกับดูแลทรัพย์ดิจิทัล (digital asset) เหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบเงินดิจิทัลตั้งอยู่บนพื้นฐานของโครงสร้างการกระจายอำนาจจากรัฐไปสู่ประชาชน หรือจากผู้ดูแลระบบไปสู่สมาชิกในเครือข่าย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่เด่นชัดที่สุดประการหนึ่งของเงินดิจิทัล  ด้วยเหตุนี้เอง ราคาทรัพย์ดิจิทัลจึงมีความผันผวนสูงมาก ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทุกภาคส่วนควรติดตามอย่างใกล้ชิด

                    เราอาจจำแนกปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อความผันผวนของทรัพย์ดิจิทัลได้ 5 ประการ  

                    ประการแรกคือความไม่แน่นอนในการกำกับดูแล ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องในประเทศต่าง ๆ ยังคงถกเถียงกันอยู่อย่างกว้างขวาง โดยไม่มีทีท่าว่าจะได้ข้อยุติว่า ในทางกฎหมาย เงินดิจิทัลควรอยู่ในประเภทหลักทรัพย์ (securities) ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานกำกับดูแลหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต. ในกรณีของประเทศไทย) หรือควรจะเป็นเงินสกุลใหม่ ซึ่งจะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารกลาง (ธนาคารแห่งประเทศไทย) และคำว่าเงินดิจิทัลยังคงก่อให้เกิดความสับสน เนื่องจากทรัพย์ดิจิทัล (digital asset) สามารถแบ่งออกเป็นหลากหลายประเภทตามสิทธิ หน้าที่ และผลตอบแทนที่ผู้ถือครองจะได้รับ

                    ประการที่สอง ข่าวในแง่ลบเกี่ยวกับการซื้อขายเงินดิจิทัล ในระยะหลัง หลายประเทศเริ่มมีข่าวว่าจะมีการออกกฎกำกับดูแลอย่างเข้มงวด หรือการที่องค์กรกำกับดูแลทั้งระดับประเทศและระหว่างประเทศออกคำเตือนเกี่ยวกับการซื้อขายเงินดิจิทัล ในบางประเทศมีแนวคิดถึงขั้นที่จะประกาศห้ามไม่ให้มีการซื้อขายเงินดิจิทัลอย่างเด็ดขาด หรือให้รัฐเข้ามาเป็นผู้จัดการระบบการเงินดิจิทัล (nationalisation) ข่าวต่าง ๆ เหล่านี้ เกี่ยวกับการกำกับดูแลหรือการแทรกแซงของรัฐก่อให้เกิดแรงต้านในหมู่นักลงทุน ส่งผลให้ราคาเงินดิจิทัลสกุลใหญ่ เช่น บิทคอยน์และอีเธอเรียม ตกลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา  

                    ประการที่สาม ความไม่มั่นใจใน “ราคาที่แท้จริง” ของเงินดิจิทัล (fundamental value) เพราะไม่มีรัฐสนับสนุนอยู่เบื้องหลังดังเช่นกรณีเงินกระดาษ (fiat money) จึงยังมีข้อห่วงกังวลกันอยู่มากว่า หากเกิดวิกฤติทางการเงิน ตลาดจะยังสามารถประคองราคาของเงินดิจิทัลไว้ในระดับปัจจุบันได้หรือไม่  

                    ประการที่สี่ การขาดสภาพคล่อง เนื่องจากจำนวนเหรียญของเงินดิจิทัลในตลาดมีจำนวนน้อย นักลงทุนรายใหญ่ที่ถือครองเงินดิจิทัลที่มีมูลค่ารวมสูงมากพอแม้เพียงรายเดียวก็สามารถก่อให้เกิดความโกลาหลในตลาดได้ หากมีการเทขายอย่างกะทันหัน (blockholder)

                    ประการสุดท้าย ความพยายามในการโจรกรรมข้อมูลคอยบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนต่ออนาคตของระบบการเงินดิจิทัล

                   ปัจจัยความเสี่ยงที่ค่าเงินดิจิทัลจะปรับตัวลดลงอย่างกะทันหัน และการขาดสภาพคล่องในตลาดซื้อขายเงินดิจิทัลลำดับรอง ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ เมื่อนักลงทุนเริ่มใช้วิธีการกู้ยืมเงินเพื่อลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการกู้โดยตรง หรือ short selling หรือ margin trading  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่นักลงทุนเหล่านั้นประกอบธุรกิจในลักษณะที่เชื่อมโยงกับองค์กรและบริษัทอื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจหลัก อาทิ กรณีที่รัฐเปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ๆ ที่ประกอบธุรกิจรับฝากเงินและปล่อยเงินกู้ให้ประชาชน หรือบริษัทประกันภัยที่ขายผลิตภัณฑ์ประกันมูลค่าหลักทรัพย์ (credit default swap) มีอิสระในการซื้อขายเก็งกำไรค่าเงินดิจิทัล

                    ความเชื่อมโยงกับภาคส่วนต่าง ๆ (interconnectedness) ที่ซับซ้อนมากเช่นนี้ จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบการเงินอย่างรุนแรง เพราะระบบโครงสร้างการทำงานของเงินดิจิทัลได้รับการออกแบบเพื่อเก็บรักษาข้อมูลไว้เป็นอย่างดี ดีเสียจนองค์กรกำกับดูแลไม่สามารถเข้ามากำกับดูแลได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นอุปสรรคทำให้องค์กรกำกับดูแลเหล่านี้ไม่สามารถยื่นมือเข้ามาแก้ไขหรือลดผลกระทบของปัญหาความผันผวนของค่าเงินดิจิทัลได้อย่างทันท่วงที

2. ผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของประชาชนทั่วไป

                    นอกจากประเด็นด้านเสถียรภาพทางการเงินและเศรษฐกิจแล้ว ระบบการเงินดิจิทัลอาจส่งผลกระทบในระดับจุลภาคต่อประชาชนโดยทั่วไป เพราะประเภทการลงทุนและระดับการลงทุนของนักลงทุนที่หลากหลาย ซึ่งมีตั้งแต่ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์การลงทุนในตลาดหุ้นไปจนถึงมือสมัครเล่นที่ยึดเอาการ เล่นหุ้น เป็นเพียงงานอดิเรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนกลุ่มหลังที่อาจไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความเสี่ยงของการซื้อขายเงินดิจิทัล ซึ่งสูงกว่าความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นสามัญหรือหุ้นกู้ทั่วไปด้วยซ้ำ ความผันผวนของค่าเงินนี้เองอาจทำให้เกิดความสูญเสียด้านการเงินและเกิดเป็นปัญหาสังคมและเศรษฐกิจในระดับครัวเรือนและระดับประเทศตามมา

                   ประเด็นที่น่าห่วงกว่าการลงทุนในทรัพย์สินหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงินโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจถึงความเสี่ยงของการลงทุนอย่างถ่องแท้คือ การใช้เงินดิจิทัลในการประกอบกิจการที่เป็นการหลอกลวงประชาชน และส่งผลให้เกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไนจีเรียเป็นอุทาหรณ์  เหตุการณ์แรกคือ มีขบวนการฉ้อฉลพอนซี่ (Ponzi scheme) ชื่อว่า MMM (Mavrodi Mondial Moneybox) ซึ่งเป็นขบวนการในลักษณะที่รู้จักกันในประเทศไทยจากกรณีแชร์แม่ชม้อย ได้สัญญากับผู้ลงทุนว่าโครงการดังกล่าวจะจ่ายผลตอบแทนอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนภายในระยะเวลา 30 วัน โดยผู้สนใจต้องโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของโครงการ  เมื่อรัฐบาลไนจีเรียมีคำสั่งอายัดบัญชีธนาคารของขบวนการฉ้อฉลนี้ ก็มีการชักชวนให้ประชาชนลงทุนผ่านเงินดิจิทัลสกุลบิทคอยน์แทนการทำธุรกรรมผ่านธนาคารเพื่อหลีกหนีการติดตามของทางการ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา ผู้บริหารโครงการนี้ตัดสินใจยกเลิกกิจการและหยุดจ่ายเงินปันผลอย่างกระทันหัน โดยพบในภายหลังว่ามีชาวไนจีเรียกว่า 3 ล้านคน สูญเงินลงทุนไปกับโครงการฉ้อโกงนี้เป็นจำนวนถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.6 พันล้านบาท) ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาลสำหรับประเทศที่มีรายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อหัวน้อยกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (96,000 บาท) ต่อปี

                   อย่างไรก็ดี ข่าวการฉ้อโกงด้วยเงินดิจิทัลนี้กลับจุดประกายให้ประชาชนชาวไนจีเรียเริ่มมาให้ความสนใจกับเงินดิจิทัล โดยเฉพาะ บิทคอยน์ มากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ประหลาดมาก  โดยในปีที่ผ่านมา ปริมาณการทำธุรกรรมผ่านเงินบิทคอยน์เพิ่มอย่างก้าวกระโดดจากมูลค่ารวม 3 แสนดอลลาร์สหรัฐฯ เป็น 4.7 ล้านดอลลาร์ภายในหนึ่งปี ซึ่งอาจเป็นเพราะความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจในปัจจุบันของไนจีเรียเองที่กระตุ้นให้คนไม่กลัวที่จะ “เสี่ยง”

                   เมื่อความนิยมในบิทคอยน์เพิ่มขึ้น ความพยายามของสิบแปดมงกุฎในการสร้างกลอุบายเพื่อหลอกลวงประชาชนก็เพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ โดยอาชญากรมักมาในรูปแบบของการส่งอีเมล์หรือข้อความโดยอ้างเจ้าชายไนจีเรียผู้ซึ่งต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และเสนอให้เหยื่อโอนเงินสกุลท้องถิ่นเพื่อแลกกับบิทคอยน์ หรือในบางราย มีการสร้างประวัติเท็จเพื่อให้ผ่านกระบวนการสอบประวัติก็มี  ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าชาวไนจีเรียส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจลงทุนในบิทคอยน์ได้รับประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ไปตาม ๆ กัน

                   ข้อควรคำนึงถึงทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคข้างต้นกระตุ้นให้ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปขบคิดเพื่อออกแบบการกำกับติดตามและดูแลระบบการเงินดิจิทัลเพื่อจัดการกับความเสี่ยงเชิงระบบที่อาจบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินของประเทศได้  สำหรับประชาชนทั่วไปที่สนใจลงทุนหรือจับจองเงินดิจิทัลเพื่อเก็งกำไรควรระวังถึงความผันผวนของราคา และมูลค่าของเงินดิจิทัลแต่ละสกุลที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง นอกจากนั้น ควรระลึกอยู่เสมอว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่เปิดโอกาสให้อาชญากรเข้ามาแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบได้ทุกเมื่อ 

-------------
*Doctor of the Science of Law (J.S.D.), Columbia University, นักกฎหมายกฤษฎีกาปฏิบัติการ กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (narun.popat@gmail.com)

วันพุธที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

เป้าหมายการพัฒนามนุษย์ของโลก 2030 โดย OECD

รายละเอียดโปรดดู http://www.oecd.org/education/2030/oecd-education-2030-position-paper.pdf?utm_source=Adestra&utm_medium=email&utm_content=Future%20of%20Education%20and%20Skills%3A%20Education%202030&utm_campaign=OECD%20Education%20%26%20Skills%20Newsletter%3A%20February%202018&utm_term=demo

วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Cryptocurrency สำหรับนักกฎหมาย โดย นายณรัณ โพธิ์พัฒนชัย (ตอนที่ 2)*


               ตอนที่แล้วผู้เขียนได้นำเสนอนวัตกรรมการเก็บข้อมูลแบบกระจายส่วนในรูปของเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นพื้นฐานของระบบการเงินดิจิทัล ในตอนนี้ จะเป็นการอธิบายหลักการเบื้องต้นและวิธีการสร้างเงินดิจิทัล โดยจะแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อ คือ ลักษณะของเงินดิจิทัล การสร้างเงินดิจิทัล และความเหมือน (ที่แตกต่าง) ระหว่างเงินดิจิทัลกับเงินกระดาษ (fiat money)

ลักษณะของเงินดิจิทัล

                    เงินดิจิทัลมีคุณลักษณะหลักสามประการ ดังนี้

                   ประการที่หนึ่ง ไม่มีลักษณะทางกายภาพ (digital matter) กล่าวคือ ไม่สามารถจับต้องได้ ต่างจากธนบัตรหรือเหรียญกษาปณ์ หากมีการทำธุรกรรมซื้อขายสินค้าหรือบริการเกิดขึ้น ผู้ซื้อไม่จำเป็นต้องส่งมอบเงินที่จับต้องได้ให้แก่ผู้ขาย การชำระหนี้จะเกิดขึ้นจากการที่คอมพิวเตอร์ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายทำการประมวลผลเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและยืนยันการทำธุรกรรมนั้น ๆ

                   ประการที่สอง มีการกระจายข้อมูล (distributed ledger) โดยหลักฐานการซื้อขายที่เกิดขึ้นจะได้รับการบันทึกลงไปในฐานข้อมูลของคอมพิวเตอร์ “ทุกเครื่อง” ที่เชื่อมโยงกันในเครือข่ายเงินดิจิทัลนั้น เทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกหรือลงบัญชีเพื่อเป็นหลักฐานก็คือ บล็อกเชน ซึ่งได้นำเสนอไปในคราวที่แล้วนั่นเอง

                   ประการที่สาม มีการเข้ารหัส (encryption) แม้ว่าหลักฐานของการทำธุรกรรมจะถูกบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบดังที่ได้กล่าวมาแล้ว สมาชิกของระบบซึ่งไม่ใช่ผู้ซื้อหรือผู้ขายในธุรกรรมดังกล่าว (counterparties) จะสามารถเข้าถึงได้ก็แต่เพียงข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะที่ไม่ได้ถูกเข้ารหัส (unencrypted) เท่านั้น เช่น การกล่าวแจ้งว่ามีการทำธุรกรรมเกิดขึ้น แต่จะไม่สามารถเข้าถึง “ข้อมูลลับ” ที่ถูกเข้ารหัส (encrypted) ไว้ได้เลย เช่น ลักษณะของสินค้าหรือบริการที่ซื้อขาย ราคาของสินค้า หรือที่อยู่ของผู้เกี่ยวข้องกับธุรกรรมนั้น  ทั้งนี้ ผู้ที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลลับเหล่านี้ได้จะต้องมีรหัสผ่านเฉพาะตัวเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ เงินดิจิทัลในภาษาอังกฤษจึงเรียกว่า cryptocurrency หรือ เงินเข้ารหัส นั่นเอง

การสร้างเงินดิจิทัล

                    จริง ๆ เงินดิจิทัลหรือ cryptocurrency เป็นเพียงแค่ข้อความหนึ่งบรรทัดที่ปรากฏอยู่ในสมุดบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ แถมจับต้องไม่ได้เสียอีก  คนส่วนใหญ่ซึ่งไม่มีความรู้ในเรื่องนี้จึงมีคำถามว่าเจ้าเงินดิจิทัลเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบิทคอยน์ (Bitcoin) อีเธ่อร์ (Ether) หรือ ริปเปิ้ล (Ripple) มีจุดเริ่มต้นมาจากไหน ที่ใด และเพราะเหตุใดจึงได้รับความนิยมจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและผู้ลงทุนสถาบันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ในหัวข้อนี้ ผู้เขียนจะเล่าให้ฟังถึงหลักการเบื้องต้นและวิธีการสร้างเงินดิจิทัล รวมถึงการระดมทุนเพื่อไขรหัสและนำเงินดิจิทัลออกจำหน่าย หรือที่เรียกกันติดปากว่า ICO (Initial Coin Offering)

                   การสร้างสายรหัสเงินดิจิทัลหรือตัวต่อ (block) ขึ้นนั้นเปรียบเสมือนการเล่นเกมส์ตอบปัญหาทางคณิตศาสตร์ระดับสูง ผู้ตอบถูกก็จะได้รางวัลเป็นสายรหัสหรือตัวต่อเงินดิจิทัลดังกล่าว ระบบเงินดิจิทัลแบบบล็อกเชนทุกสกุลปฏิบัติการโดยใช้ “ระบบรักษาความปลอดภัยที่ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจ” (incentive-driven model of security) กล่าวคือ จะต้องมีการตั้งค่ากลางสำหรับการคัดเลือกสายรหัสหรือตัวต่อตัวใหม่ในเครือข่าย โดยคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบจะต้องมีฉันทามติว่าสายรหัสที่เลือกนั้นเป็นสายรหัสที่เสนอปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ยากที่สุด ผู้ที่แก้โจทย์ได้ก่อนก็จะได้รับเงินดิจิทัลเป็นรางวัลตอบแทน การแก้ปัญหาดังกล่าวต้องใช้ความสามารถในการประมวลผลทางคอมพิวเตอร์ขั้นสูง โดยผู้ชนะจะต้องเขียนแสดงคำตอบ (proof of work) ไว้ในตัวต่อตัวใหม่เพื่อให้คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายเครื่องอื่น ๆตรวจการบ้าน เพื่อตรวจสอบว่า คำตอบที่ส่งมานั้นได้มาโดยใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดหรือไม่ และไม่มีวิธีการอื่นใดที่สามารถหาคำตอบหรือเส้นทางเดิน (nonce) อื่นที่ดีกว่านี้ได้อีกต่อไปแล้ว

                   ทั้งนี้ สมาชิกในเครือข่ายทุกรายสามารถอาสาเป็นผู้แก้โจทย์ หรือที่เรียกกันติดปากว่า “มายเนอร์” (miner นักถลุงแร่) ได้ โดยรางวัลตอบแทนจะมีมูลค่าเป็นสัดส่วนกับระดับความยากง่ายของโจทย์คณิตศาสตร์ที่ได้รับ ผลพลอยได้ประการหนึ่งของการสร้างเงินดิจิทัลในลักษณะนี้ คือ การเพิ่มตัวต่อให้สายรหัสยาวขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการเพิ่มความมั่งคงปลอดภัยให้กับระบบเครือข่าย เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มระดับความยากของโจทย์คณิตศาสตร์แล้ว ยังเป็นการเพิ่มความซับซ้อนทำให้ยากต่อการถูกโจรกรรมข้อมูลอีกด้วย

                   การพัฒนาความมั่งคงปลอดภัยให้กับระบบเครือข่ายนี้เองที่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่เห็นว่าน่าจะเป็นช่องทางสำหรับการระดมทุนได้ โดยใช้วิธีการที่เรียกกันว่าการทำ Initial Coin Offering หรือ ICO ซึ่งเป็นการล้อคำศัพท์ที่ใช้เรียกการออกขายหุ้นครั้งแรกในตลาดหลักทรัพย์ (หรือ Initial Public Offering: IPO) นั่นเอง โดยบริษัทผู้ระดมทุนจะตั้งเงินดิจิทัลสกุลใหม่ขึ้น แล้วนำออกขายในราคาต่อหน่วยที่บริษัทผู้ระดมทุนเป็นผู้กำหนด และนักลงทุนสามารถซื้อได้ด้วยเงินกระดาษ

                   ในต่างประเทศ การทำ ICO ได้รับความนิยมเพราะเป็นวิธีการระดมทุนโดยไม่ต้องพึงเงินลงทุนจาก Venture Capitals หรือ VCs (บริษัทหลักทรัพย์จัดการเงินร่วมลงทุน) ซึ่งมักทำให้ผู้ก่อตั้งเสียอำนาจการควบคุมบริษัทไปจากการออกหุ้นเพิ่มเพื่อรองรับการลงทุนของ VCs หรือแม้แต่การทำ IPO เองก็มีค่าใช้จ่ายสูง  อย่างไรก็ตาม บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เริ่มมีการระดมทุนด้วย ICO มากขึ้น ในบ้านเราก็เพิ่งมีบริษัทแห่งหนึ่งประกาศระดมทุนด้วยการออก ICO เป็นรายแรกเมื่อไม่นานมานี้ โดยให้เห็นผลของการระดมทุนว่า ต้องการนำเงินมาพัฒนาระบบปล่อยสินเชื่อด้วยเทคโนโลยีบล๊อกเชน เป็นต้น

ความเหมือน (ที่แตกต่าง) ระหว่างเงินดิจิทัลและเงินกระดาษ

                    เมื่อเราทำความเข้าใจหลักการเบื้องต้นของการสร้างเงินดิจิทัลแล้ว เพื่อความเข้าใจในการทำงานของนวัตกรรมการเงินดิจิทัลนี้มากยิ่งขึ้น แนวคิดพื้นฐานอีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือ ความเป็น เงิน (moneyness) ของเงินดิจิทัล หากว่ากันตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว เงินมีลักษณะสำคัญอยู่อย่างน้อย 2 ประการ กล่าวคือ ความมีจำนวนจำกัด (scarcity) และ การได้รับการยอมรับเพื่อใช้ในการชำระหนี้ (universal acceptance) ผู้สนับสนุนระบบเงินดิจิทัลเชื่อว่าเงินดิจิทัลมีคุณสมบัติครบถ้วนทั้งสองประการ

                   ประการแรก เงินดิจิทัลมีจำนวนจำกัด เช่น บิทคอยน์ (Bitcoin) ที่ท่านผู้อ่านคงได้ยินชื่อบ่อย ๆ นั้น แรกเริ่มเดิมทีผู้ออกแบบระบบบิทคอยน์ได้ตั้งค่าของระบบไว้ว่า จำนวนเหรียญบิทคอยน์มีจำนวนจำกัดอยู่ที่ประมาณ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น ซึ่งเงินสกุลนี้มีซื้อขายกันอยู่ในตลาดเป็นส่วนน้อยมาก แต่กลับมี นักถลุงแร่ ไล่ขุดหาเหรียญใหม่อยู่ตลอด และโจทย์คณิตศาสตร์ที่นักถลุงแร่เหล่านี้จะต้องแก้ก็จะเพิ่มระดับความยากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้ มีผู้คาดการณ์ว่าบิทคอยน์เหรียญสุดท้ายน่าจะถูกขุดพบและถูกนำมาใช้ประมาณปี พ.ศ. 2683 เลยทีเดียว 

                   ในการนำบิทคอยน์หรือเงินดิจิทัลสกุลใด ๆ ก็ตามไปใช้ซื้อสินค้าและบริการ เจ้าของเงินดังกล่าวต้องดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นพิเศษที่เปรียบเสมือนกระเป๋าสตางค์เก็บเงินดิจิทัล (e-wallet) โดยเจ้าของเงินจะได้รับรหัสผ่านเพื่อเข้าสู่กระเป๋าเงินดังกล่าว หลังจากตกลงทำธุรกรรมแล้ว คอมพิวเตอร์ของผู้ซื้อและผู้ขายจะป้อนข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมนั้นเข้าสู่ระบบเพื่อไปรอการอนุมัติจากคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายทั้งหมด เมื่อได้รับการอนุมัติ ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมนั้น ๆ จะถูกบันทึกเป็นตัวต่อตัวใหม่ในสายรหัสเงินดิจิทัลตามหลักการที่ได้อธิบายแล้วข้างต้น ข้อสำคัญที่ต้องเน้นย้ำอีกครั้งก็คือ ในธุรกรรมหนึ่ง ๆ ไม่มีใครถือตัวเงินที่เป็นธนบัตรหรือเหรียญ หรือแม้กระทั่งจำนวนเงินฝากในธนาคารก็ไม่มีปรากฏ การเรียกนวัตกรรมการเก็บข้อมูลเข้ารหัสแบบกระจายส่วนนี้ว่า เงิน ก็เป็นเพียงการสมมติขึ้นมาเท่านั้น

                   ประการที่สอง เงินดิจิทัลได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางให้เป็นตัวกลางในการชำระหนี้ที่เกิดขึ้นจากการซื้อสินค้าหรือบริการ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นสองระดับ
                   ระดับแรก เป็น การได้รับการยอมรับจากสมาชิกภายในเครือข่าย การเข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายเงินดิจิทัลสกุลใด ๆ การมีกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และการซื้อเหรียญเงินดิจิทัล ล้วนเป็นการส่งสัญญาณไปยังสมาชิกรายอื่น ๆ ในเครือข่ายว่า ตนเองยอมรับเงินดิจิทัลเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน (consideration) ในการทำธุรกรรมใด ๆ ในอนาคต
                   ระดับที่สอง เป็นการได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วไปและบริษัทห้างร้านที่ทำการค้าแบบดั้งเดิมและไม่ได้มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเงินดิจิทัล ในส่วนนี้เอง ผู้สนับสนุนระบบการเงินดิจิทัลมักอ้างว่า แม้ว่าเงินดิจิทัลจะยังไม่ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายเช่นเดียวกับเงินกระดาษ (fiat money) ที่ออกและควบคุมโดยรัฐ แต่ภาคเอกชนในประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสารสนเทศก็เริ่มยอมรับให้ลูกค้าของตนชำระค่าสินค้าและบริการด้วยเงินดิจิทัลได้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบิทคอยน์ บริษัทข้ามชาติชั้นนำขนาดใหญ่หลายแห่งในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ก็ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนใช้บิทคอยน์เพื่อเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอยแล้ว ตัวอย่างเช่น เดลคอมพิวเตอร์ (Dell Computer) ไมโครซอฟ (Microsoft) เอ็กซ์พีเดีย (Expedia) ซับเวย์แซนวิช (Subway Sandwich) และซุปเปอร์มาร์เก็ตโฮลฟู้ดส์ (Whole foods) เป็นต้น

                   อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติความเป็นเงิน (moneyness) ของเงินดิจิทัลยังเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันอยู่ในวงกว้าง โดยเมื่อไม่นานมานี้ นายอกุสแต็ง คาร์สเท็นส์ ผู้จัดการทั่วไปของธนาคารเพื่อการชำระบัญชีระหว่างประเทศ (Bank of International Settlement - BIS) และอดีตผู้ว่าการธนาคารกลางประเทศเม็กซิโก ได้ออกมาแสดงท่าทีอย่างชัดแจ้งว่า บิทคอยน์และเงินดิจิทัลอื่น ๆ ไม่มีคุณสมบัติของความเป็นเงิน กล่าวคือ ไม่ใช่ตัวกลางที่ใช้ในการชำระหนี้ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าคงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจหรือสังคม นายอกุสแต็งยังกล่าวต่อไปอีกด้วยว่า หากประชาคมโลกไม่ร่วมกันกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อควบคุมและกำกับดูแลระบบการเงินดิจิทัล นวัตกรรมทางการเงินนี้อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของระบบการเงินของโลกในอนาคตก็เป็นได้

                   สำหรับตอนต่อไป ผู้เขียนจะได้วิเคราะห์ผลกระทบของการเงินดิจิทัลต่อระบบการเงินหลัก ความมั่นคงด้านพลังงาน การป้องกันการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล และความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อมูลดังกล่าวจะสามารถช่วยกำหนดแนวทางในการออกแบบระบบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะตอบรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีทางการเงินในปัจจุบันได้ไม่มากก็น้อย

------
*Doctor of the Science of Law (J.S.D.), Columbia University, นักกฎหมายกฤษฎีกาปฏิบัติการ กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (narun.popat@gmail.com)

วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Cryptocurrency สำหรับนักกฎหมาย โดย นายณรัณ โพธิ์พัฒนชัย (ตอนที่ 1)*


               ในยุค Disruptive technology คงไม่มีนวัตกรรมทางการเงินใดที่จะได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางไปมากกว่าระบบการเงินดิจิทัล หรือ Cryptocurrency ซึ่งหลายฝ่ายกำลังจับตามอง ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนมากประสบการณ์ ประชาชนทั่วไป หรือแม้แต่องค์กรกำกับดูแลของรัฐทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

               หากดูจากการเคลื่อนไหวของราคาเงินดิจิทัลสกุลบิทคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งเป็นเงินดิจิทัลสกุลแรกและเป็นที่นิยมที่สุดในขณะนี้ จะเห็นได้ว่าราคาซื้อขายต่อหนึ่งเหรียญพุ่งทะยานกว่าสามหมื่นเปอร์เซ็นต์ในรอบห้าปีที่ผ่านมา อีกทั้งบริษัทห้างร้านต่างๆ เริ่มรับชำระค่าสินค้าและบริการด้วยเงินดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น จนมีความรู้สึกว่าเป็นไปได้สูงที่เงินดิจิทัลจะกลายเป็นคู่แข่งกับเงินสกุลดั้งเดิมที่ออกและควบคุมโดยรัฐ 

              แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดกรณีเงินดิจิทัลมูลค่า 534 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หายไปอย่างไร้ร่องรอยจาก Coincheck อันเป็นตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลของญี่ปุ่น ทำให้หน่วยงานกำกับดูแลด้านการเงินการธนาคารของหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย เพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับระบบการเงินดิจิทัลมากขึ้น และแน่นอน นักกฎหมายก็ต้องคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะอาจต้องมีมาตรการทางกฎหมายมารองรับไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง

                อย่างไรก็ตาม โดยที่ระบบเงินดิจิทัลยังคงเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก เนื่องจากเป็นเรื่องที่บูรณาการศาสตร์หลายแขนง อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง การบริหารจัดการฐานข้อมูล (database management) เศรษฐศาสตร์การเงิน รวมไปถึงกฎหมายเกี่ยวกับการทำนิติกรรมและสัญญาต่าง ๆ ในตลาดการเงิน จึงเป็นการจุดประกายให้ผู้เขียนจัดทำซีรี่ส์สั้นสำหรับนักกฎหมาย เรื่อง เงินดิจิทัลและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายแนวคิดพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับระบบการเงินดิจิทัล และให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบและความเสี่ยงของนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ชนิดนี้ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และแนวทางการกำกับดูแลในปัจจุบัน


คำศัพท์ทางเทคนิคที่ควรรู้

         เรามาเริ่มต้นด้วยการอธิบายคำศัพท์เบื้องต้นที่หลายคนคงเคยได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ กันก่อน 

         คำแรกที่ควรรู้ คือคำว่า บล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีด้านการเข้ารหัสลับทางคอมพิวเตอร์ (cryptographic computing) ที่เป็นพื้นฐานของระบบเงินดิจิทัลและนวัตกรรมด้านการเข้ารหัสลับทางคอมพิวเตอร์อื่น ๆ 

        คำศัพท์อีกคำที่เราคุ้นหู คือคำว่า บิทคอยน์ (Bitcoin) ตามที่ได้กล่าวมาบ้างแล้วข้างต้น ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลสกุลแรกและยังคงเป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน (กล่าวคือมีสภาพคล่องสูงที่สุดและได้รับการยอมรับให้เป็นสินทรัพย์เพื่อชำระหนี้ทางกฎหมายอย่างกว้างขวางพอสมควร) 

         และสุดท้ายคือคำว่า เงินดิจิทัล (cryptocurrency) ซึ่งเป็นตัวกลางที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนและชำระหนี้ (medium of exchange and mean of payment) ในโลกดิจิทัล เงินดิจิทัลจึงไม่มีรูปทางกายภาพ (กล่าวคือไม่มีออกมาในรูปเหรียญหรือธนบัตร) และใช้ระบบการเข้ารหัสในการควบคุมการผลิตหน่วยการเงิน (monetary unit) และการยืนยันการถ่ายโอนเงิน

 ที่มาของเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain)

               สมมติว่า นาย ก ต้องการซื้อสินค้าจากนาย ข หลังจากทราบว่านาย ข ได้ประกาศขายสินค้าดังกล่าวบนเว็บไซต์แห่งหนึ่ง ปัญหาและความท้าทายอย่างแรกที่นาย ก ประสบ คือ นาย ก จะรู้ได้อย่างไรว่านาย ข มีตัวตนจริงหรือไม่ และจะมีวิธีการยืนยันตัวตนได้อย่างไร นอกจากนั้น นาย ก ยังต้องแน่ใจด้วยว่าเว็บไซต์ดังกล่าวมีระบบปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลทางการเงินของตนที่รัดกุมหรือไม่ ซึ่งเทคโนโลยีที่ใช้ในการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งรหัสลับส่วนตัว (password) การใช้เครื่องมือทางคอมพิวเตอร์เพื่อแยกระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เป็นหุ่นยนต์กับมนุษย์ (CAPTCHA) หรือการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (two-step verification) ยังไม่มีความสมบูรณ์ ข้อมูลต่าง ๆ จึงเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมโดยแฮ็กเกอร์ (hackers) ได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีการคิดค้นเครื่องมือใหม่เพื่อพัฒนาระบบปกป้องข้อมูลที่มีความทันสมัยและก้าวทันอาชญากรไซเบอร์ (cyber criminals) เครื่องมือดังกล่าว คือ ระบบการจัดการข้อมูลในเครือข่ายด้วยบล็อกเชน


ระบบจัดการข้อมูลด้วยบล็อกเชนทำงานอย่างไร

             การทำความเข้าใจระบบการเงินดิจิทัลควรเริ่มจากการทำความเข้าใจระบบการจัดการข้อมูลด้วยบล็อกเชนเป็นอันดับแรก 

             ที่ผ่านมา วิทยาการด้านคอมพิวเตอร์ใช้ระบบจัดการข้อมูลแบบรวมศูนย์ (centralised system) กล่าวคือ มีศูนย์กลางในการจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดในเครือข่าย (repository) เพียงแห่งเดียว หรือที่เรียกกันจนติดปากว่า เซิร์ฟเวอร์ (server) โดยมีหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรับผิดชอบในการบริหารจัดการข้อมูลดังกล่าว ซึ่งรวมไปถึงการเข้าถึงข้อมูล การแก้ไขและเปลี่ยนแปลงข้อมูล ตลอดจนการกำหนดรูปแบบและวิธีการจัดเก็บข้อมูล (ทั้งหมดนี้จะปรากฏอยู่ในข้อตกลงผู้ใช้ user agreement/terms of use

           ระบบรวมศูนย์ดังกล่าวนี้เองเป็นพื้นฐานของโลกยุคอินเทอร์เน็ตมาโดยตลอด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรวมศูนย์ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วและสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างเท่าทันความต้องการของเจ้าของข้อมูล 

         อย่างไรก็ตาม การรวมศูนย์ในลักษณะนี้มีข้อเสีย กล่าวคือ นอกจากระบบรวมศูนย์จะใช้ทรัพยากรจำนวนมากในการดูแลรักษาและดำเนินการแล้ว ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นการรวมศูนย์ความเสี่ยงต่าง ๆ (centralisation of risks) ซึ่งเป็นภัยต่อความปลอดภัยของข้อมูลด้วยเช่นกัน ผลคือ เมื่อมีการโจรกรรมข้อมูลเกิดขึ้น อาชญากรจะสามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้ทันที ตัวอย่างของการโจรกรรมข้อมูลจากระบบศูนย์กลางที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิต หรือข้อมูลทางการเงินอื่น ๆ จากระบบศูนย์ข้อมูลของธนาคารพาณิชย์ หรือเว็บไซต์ของบริษัทห้างร้านที่มีการทำการพาณิชย์ออนไลน์ ซึ่งนอกจากปัญหาด้านความปลอดภัยของข้อมูลแล้ว ระบบรวมศูนย์ในปัจจุบันยังใช้ทรัพยากรในการดูแลรักษาและดำเนินการเป็นอย่างมากอีกด้วย

           แต่ระบบการจัดการข้อมูลด้วยบล็อกเชนเป็นการเปลี่ยนแนวความคิดดั้งเดิมไปอย่างสิ้นเชิง บล็อกเชนเปลี่ยนจากการรวมศูนย์เป็นการกระจายข้อมูลไปสู่คอมพิวเตอร์ "ทุกเครื่อง" ที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย การจัดเก็บข้อมูลชิ้นใหม่จะต้องได้รับความยินยอมจากคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมโยงอยู่กับระบบ โดยเป็นไปตามกฎของระบบเครือข่ายที่ได้ตั้งค่าไว้ตั้งแต่แรก 

           หากลองเปรียบเทียบ ชุดข้อมูลก็เปรียบเสมือนตัวต่อเลโก้ชิ้นเล็ก ๆ หลายชิ้นต่อกัน การเพิ่มเติมหรือแก้ไขข้อมูลใด ๆ ในแต่ละครั้งเปรียบเสมือนการต่อตัวต่อเลโก้ที่มีรูปร่างและขนาดเหมือนกันทุกประการอีกหนึ่งตัวเพิ่มเข้าไปในฐานข้อมูลของคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมโยงอยู่กับระบบเครือข่าย โดยจะต้องเกิดขึ้นพร้อม ๆ กันทั้งหมดทุกเครื่อง เมื่อมีการเพิ่มเติมข้อมูลมากขึ้นเรื่อย ๆ ระบบข้อมูลก็จะมีลักษณะเป็นห่วงโซ่ของตัวต่อ จึงเป็นที่มาของชื่อ Blockchain” 

             ทั้งนี้ ข้อดีของบล็อกเชนก็คือ ระบบสามารถดำเนินการไปได้โดยไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์กลางในการดูแลรักษา ซึ่งสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ

ความไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (Immutability)

             ความไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของบล็อกเชน ที่ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยจากการถูกโจรกรรมมากกว่าเมื่อเทียบกับระบบการจัดเก็บข้อมูลแบบรวมศูนย์ กล่าวคือ ความสมบูรณ์และถูกต้องของฐานข้อมูลขึ้นอยู่กับความเหมือนกันของตัวต่อข้อมูลทุกชิ้นที่ได้ถูกจัดเก็บไว้แล้วก่อนหน้านี้ในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมโยงกันในระบบเครือข่าย ดังนั้น ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขข้อมูลใด ๆ จึงกระทำได้ยากมากและง่ายต่อการตรวจเจอ หากต้องการแก้ไขข้อมูล ต้องกระทำโดยการเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ (เปรียบได้กับการวางตัวต่อเลโก้ชิ้นใหม่) ทบเข้าไปอีกในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมโยงกันในระบบเครือข่ายเท่านั้น 


           ด้วยเหตุนี้เอง จึงมีการนำระบบจัดการข้อมูลด้วยบล็อกเชนไปเปรียบเทียบกับการลงบัญชีในสมุดบัญชี ต่างกันเพียงว่า คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในระบบของบล็อกเชน (ซึ่งทำหน้าที่เสมือนนักบัญชี) จะถือสมุดบัญชีเล่มเดียวกัน หากจะต้องมีการเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ ก็จะต้องบันทึกข้อมูลลงในสมุดบัญชีเล่มเดียวกันไปพร้อม ๆ กัน หรือเรียกว่า สมุดบัญชีกระจายส่วน (distributed ledger)  

           เมื่อไม่มีผู้ควบคุมศูนย์ข้อมูลกลาง (central gatekeeper) และเมื่อการจัดเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจะต้องได้รับการยอมรับจากคอมพิวเตอร์ในระบบทุกเครื่องตามกฎของระบบที่ได้ตั้งค่าไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว บล็อกเชนจึงก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของระบบข้อมูล (trust protocol) ด้วยเหตุผล 2 ประการ ดังต่อไปนี้ 

         ประการที่หนึ่ง ระบบไม่อนุญาตให้มีการแก้ไขข้อมูลที่ได้ถูกบันทึกและจัดเก็บไว้แล้วในระบบก่อนหน้านี้ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น

        ประการที่สอง การเพิ่มเติมชุดหรือตัวต่อข้อมูลใหม่ต้องได้รับความยินยอมจากคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมโยงเข้ากับระบบเครือข่ายเท่านั้น ซึ่งอาจมีจำนวนหลักพันหรือหมื่น ขึ้นอยู่กับขนาดของระบบนั้น หากแฮ็กเกอร์ต้องการใส่ข้อมูลใหม่ (เช่น คำสั่งให้โอนเงินจากบัญชีของบริษัทเข้าบัญชีส่วนตัวของตน) ก็จะต้องบันทึกข้อมูลดังกล่าวไว้ในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมโยงกับระบบเครือข่าย และจะต้องทำพร้อมกันทุกเครื่อง ซึ่งยากกว่าการโจรกรรมข้อมูลจากศูนย์กลางข้อมูลหรือเซิร์ฟเวอร์มาก

           หลังจากที่ได้ทำความเข้าใจกับหลักการเบื้องต้นของการจัดเก็บข้อมูลด้วยบล็อกเชนแล้ว ในโอกาสต่อไป ผู้เขียนจะได้นำเสนอวิธีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในระบบการเงินดิจิทัล รวมถึงความแตกต่างของเงินดิจิทัลสกุลต่าง ๆ ที่กำลังได้รับความนิยมจากทั้งนักลงทุนและธุรกิจการพาณิชย์สมัยใหม่ในขณะนี้

---------------

*Doctor of the Science of Law (J.S.D.), Columbia University, นักกฎหมายกฤษฎีกาปฏิบัติการ กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (narun.popat@gmail.com)